กลิ่นฝนในวันเก่า
เสียงฝนตกพรำ ๆ บนหลังคาอาคารศิลปกรรม ชั้นปีที่สอง อิฐนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ลืมสมุดลายเส้นไว้ในกระเป๋าผ้าเก่า เขาเหม่อมองเม็ดฝนที่ไหลช้า ๆ ตรงกระจกบานยาว แล้วหลุดใจคิดถึงภาพจิตรกรรมเก่าสีเทียนในวัยเด็ก หน้าเพื่อนร่วมกลุ่มค่อย ๆ ทะลักเข้ามา เสียงหัวเราะ เสียงล้อเล่น เสียงบางเบาที่ตอนนี้เหลือแต่เสียงฝนกับเสียงหัวใจเขาเต้นจังหวะเร็วผิดปกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!น้ำเดินเข้ามาในห้องพร้อมเพื่อนในคณะวารสาร เสียงหัวเราะสดใสดับวูบไปนิดเมื่อเขาเห็นอิฐนั่งอยู่คนเดียว ดวงตาน้ำรู้สึกประหม่า แต่เธอเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามอิฐ ทำทีเหมือนสนใจโทรศัพท์เพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดใจที่มีแต่คนแปลกหน้าในห้องเดียวกัน
“เรานั่งตรงนี้ได้ไหม…?” น้ำถามเบา ๆ กับอิฐ เสียงเธอแทบไม่ชัดในบรรยากาศฝนดังระงม อิฐเงยหน้าสบตา ทำหน้างง ๆ เล็กน้อยแต่พยักหน้าแทนคำตอบ น้ำยิ้มสั้น ๆ ก่อนทิ้งตัวลงที่นั่งข้าง ๆ
ทั้งห้องมีเพียงเสียงฝนและอาจารย์ประกาศหัวข้อวิชาเลือก ศิลปะกับสื่อมัลติมีเดีย อิฐตั้งใจวาดรูป น้ำจดโน้ตช้า ๆ เหลือบมองอิฐเป็นระยะ เงียบกันอยู่นานจนกระทั่งเลิกเรียน ฝนยังไม่หยุดตก น้ำลังเลจะออกไปดีไหม กลัวรองเท้าเปียก
“ลืมร่มเหรอ?” อิฐถามขึ้นแบบเงียบ ๆ น้ำสะดุ้งเล็กน้อย เธอหัวเราะแห้ง ๆ “ใช่ เธอล่ะ?”
อิฐยิ้มแหย ๆ “ไม่มาร่มเหมือนกัน” สองคนนั่งนิ่ง จู่ ๆ อิฐล้วงสมุดในกระเป๋า ยื่นซองกระดาษให้ “วาดเล่น ขอให้โชคดีนะ” น้ำมองกระดาษในมือ งุนงงก่อนคลี่ยิ้มอาย ๆ
วันที่ฝนซาจาง ทั้งคู่เดินร่มเดียวกันไปจนถึงทางเข้าสนามหญ้า ก้าวช้า ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ต่างใช้ความเงียบขับกล่อมหัวใจที่เต้นแรงน้อย ๆ อย่างเฝ้าระวัง
ช่วงสัปดาห์ต่อมา อิฐกับน้ำถูกรวมกลุ่มงานวิชา อีกสองคนในกลุ่มตกลงใจไม่มาทำงาน ทุกอย่างจึงเหลือแค่สองคน น้ำพยายามชวนคุย “เคยเห็นวาดรูปบ่อย เราว่านายเก่งนะ” อิฐยกไหล่ ไม่สบตา “ก็แค่ชอบเฉย ๆ เลยไม่กล้าโชว์ใคร” น้ำหัวเราะเบา ๆ “ต้องกล้าแสดงบ้างสิ นี่ รูปวันนั้นเรายังเก็บอยู่เลยนะ”
“ถ้ากลัวล้มเหลว ก็จะไม่ได้ลองเลยนะ” น้ำพูดในขณะอิฐเงียบไป เธอมองมือเขาที่กำสีน้ำจนแน่น ท่าทีลังเลเหมือนจะพูดอะไรอีกแต่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มขำ ๆ “เอาเถอะ นายจะกล้าก็กล้า ยังไงจะช่วยเต็มที่”
บรรยากาศในสตูดิโอศิลปะเปียกกลิ่นความเหงา อิฐใช้เวลานานกว่าจะเปิดใจ การบ้านชิ้นสำคัญใกล้เสร็จ น้ำเสนอให้ไปเดินเล่นคลายเครียดในสวนหน้าคณะ ขณะเดินเคียงข้าง ฝนโปรยลงมาอีก น้ำหยุดมองฝนแล้วเอ่ยเบา ๆ “เมื่อก่อนฝนตกแบบนี้ เราชอบวิ่งหนีเหมือนกลัวมันจะกัดเลย”
อิฐหัวเราะ “เด็กขี้กลัวเลยเหรอ?” น้ำพยักหน้า “ตอนนี้ไม่ค่อยกลัวแล้ว แต่ฝนก็ยังทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ เรื่องบางอย่าง…”
อิฐตั้งท่าจะถามต่อ แต่น้ำหลบตา คล้ายไม่พร้อมเล่า เขาเลยเปลี่ยนเรื่องทันที “เราเองก็เคยมีเรื่องตอนฝนตกที่โรงเรียนเหมือนกัน โดนเพื่อนผลักล้มในสนาม จำได้วันนั้นทั้งเปียกทั้งเจ็บ” น้ำหัวเราะเบา ๆ เสียงฝนค่อย ๆ ทวีขึ้นเป็นฉากหลังให้ความเงียบระหว่างพวกเขา
การบ้านใกล้เสร็จ อิฐกับน้ำค่อย ๆ สานสัมพันธ์ จากแค่เพื่อนร่วมงาน สู่คนที่คุยกันแทบทุกวัน แต่ละคืนก่อนนอน อิฐมักถึงข้อความที่น้ำส่งมาเช็คงาน บางทีก็เป็นแค่คำถามสั้น ๆ ไม่เกี่ยวกับวิชา อาทิ “นายชอบฝนเพราะอะไร” หรือ “ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยตอนฝนตก จะรู้สึกเหงาไหม”
อิฐตอบคำถามทุกครั้งในแบบของเขา ไม่มากความ แต่ตั้งใจตอบเสมอ “บางทีฝนก็ดีตรงที่กลบเสียงทุกอย่างจนได้ยินใจตัวเอง” น้ำอ่านแล้วอมยิ้ม เก็บความรู้สึกไว้ในใจ
กลางเดือนมีงานนิทรรศการ อิฐได้รับแรงกดดันจากที่บ้านเรื่องผลการเรียน จนกลายเป็นความเครียด บางครั้งเขาปลีกตัวไปวาดภาพในมุมที่ไม่มีใครสนใจ น้ำเริ่มสังเกต เขาเปลี่ยนเป็นคนเงียบกว่าเดิม วันหนึ่ง เธอกล้าถาม “ทุกอย่างโอเคใช่ไหม?” อิฐเงยหน้า “ที่บ้านอยากให้เรียนบัญชี แต่เราชอบวาดรูปมากกว่า” น้ำพยักหน้าเบา ๆ “ที่บ้านเราอยากให้เป็นหมอ แต่เราก็เลือกทางของตัวเอง ถึงตอนนี้บางครั้งยังรู้สึกผิด…”
อิฐซึมลงเล็ก ๆ น้ำไม่เร่งซัก เธอเลือกนั่งข้างเขาเงียบ ๆ ปล่อยให้เสียงฝนตกที่ไกลออกนอกหน้าต่างกลบเสียงในหัว
ต้นเทอมสอง ทั้งสองเริ่มห่างกันโดยไม่ตั้งใจ ต่างคนต่างพัวพันชีวิตแยกย้าย น้ำต้องทำข่าวรับน้อง ส่วนอิฐมีงานโปรเจกต์ที่ต้องเร่งส่ง สัปดาห์ผ่านไป การคุยกันห่างหาย น้ำรู้สึกถึงช่องว่าง ไม่กล้าทัก กลัวรบกวนชีวิตเขา อิฐเองก็ลังเลจะส่งข้อความ กลัวว่าน้ำจะรำคาญ
วันหนึ่งฝนตกหนัก น้ำวิ่งฝ่าสายฝนมาที่สตูดิโอ หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัวว่าจะไม่มีใครรอ พอเปิดประตูพบอิฐนั่งร่างภาพเงียบ ๆ เขาเงยหน้าสบตา มือซ่อนภาพไว้ น้ำยืนอ้ำอึ้ง “เรามีอะไรอยากเล่า” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย “แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง”
อิฐวางดินสอ “ถ้าไม่พร้อมพูดก็ไม่เป็นไรนะ เรารอได้” น้ำเม้มปากก่อนพูดเบา ๆ “เมื่อปีก่อน เราชอบใครคนนึงมาก แต่เขาไม่รู้ ไม่กล้าบอก… เรากลัวเสียเพื่อน กลัวเสียอะไรบางอย่าง ทุกวันนี้ก็ยังกลัว” อิฐนั่งเงียบ น้ำมองฮิมอย่างท้อใจ “ขอโทษนะ เราไม่ได้จะโยนอะไรใส่นาย แค่อยากให้รู้น่ะ”
อิฐหลุบตาลง มือกำแน่น ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นมีความหมายกับเขามากแค่ไหน ทั้งสองนั่งในความเงียบ เสียงฝนเป็นเหมือนประตูระหว่างกันที่ยังไม่กล้าเปิด
ช่วงสอบยิ่งทำให้ห่าง น้ำเห็นอิฐน้อยลง ข่าวลือแปลก ๆ วนเวียนในคณะว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งถูกจับได้ลอกงาน น้ำไม่เชื่อ แต่ตามหาความจริงจนพบว่าเป็นเพื่อนสนิทของอิฐ เธอเผชิญหน้ากับอิฐ “นายรู้เรื่องปิ่นกับงานลอกหรือเปล่า?” อิฐนิ่งไปนาน ก่อนถอนใจ “รู้…แต่เราไม่กล้าบอกใคร กลัวเขาเดือดร้อน” น้ำถอนใจแรง “แต่ความเงียบของนายทำให้ทุกอย่างแย่ลงนะ” อิฐก้มหน้าหนี ความผิดหวังปะปนมากับความโกรธ น้ำเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
วันที่ฝนตกหนักกว่าทุกครั้ง น้ำยืนอยู่กลางสนามหญ้ามหาวิทยาลัย มองฟ้าครึ้มแล้วน้ำตาคลอ เธอไม่รู้ว่าควรให้อภัย หรือปล่อยให้ความสัมพันธ์จางหายไปเหมือนสายน้ำฝนที่ไหลผ่าน
อิฐใช้เวลาอยู่กับตัวเองนานหลายคืน ก่อนตัดสินใจไปหาน้ำ เขายืนอยู่หน้าห้องสมุดท่ามกลางสายฝน รอจนเธอออกมา อิฐรีบไปขวางหน้า น้ำชะงัก “ทำอะไร?” “ขอโอกาสให้เราอธิบายได้ไหม…”
น้ำมองอิฐนิ่ง ๆ ไม่ตอบ อิฐอดทนพูดต่อ “ที่ผ่านมาเรามักกลัว กลัวจะเลือกผิด ไม่กล้าพูดความจริง แต่สุดท้ายมันก็ทำร้ายคนรอบข้าง… ตอนนี้เราไม่อยากหนีอีก ถ้าเธอยังอยากคุย… ให้โอกาสเราได้ไหม”
น้ำสูดหายใจลึก น้ำใจกับความเจ็บปวดในดวงตาปนเปกัน “มันไม่ง่ายนะ… ถ้าเราให้อภัย นายจะกล้าพอที่จะเปลี่ยนอะไรจริง ๆ ไหม?” อิฐส่ายหัว “อาจไม่กล้าในทุกเรื่อง แต่เรื่องเธอ…เราจะไม่หนีอีก”
สายฝนหยุดตกพอดี ทิ้งบรรยากาศเงียบงันไว้ ทั้งสองคนยืนนิ่ง ก่อนน้ำจะเอ่ยปากช้า ๆ “เราอยากเชื่อนายอีกครั้ง… แค่ครั้งเดียว”
หลังวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นใหม่ ช้า ๆ ไม่เร่งรัด อิฐกล้าแสดงงานศิลปะของตัวเองในนิทรรศการกลางปี น้ำมาชมอยู่แถวหน้า ส่งยิ้มให้กำลังใจ อิฐยิ้มตอบอย่างมั่นใจ
ค่ำวันนั้น ฝนตกปรายเบา ๆ อิฐกับน้ำเดินใต้ต้นไม้มาด้วยกัน เหมือนครั้งแรกที่พบกัน เสียงฝนที่โปรยลงมากลายเป็นเสียงข้างในใจพวกเขา ไม่ใช่เครื่องกีดขวางอีกต่อไป แต่คอยเตือนว่าถ้าผ่านมันมาได้ ทุกอย่างก็เริ่มใหม่ได้เสมอ