ชมรมจับตลก (Club Comedy Chaos)
เสียงกริ่งดังกลบทุกเสียงในโรงเรียนมัธยมปลายจันทร์เจิดจ้าในเช้าวันจันทร์ แต่ในขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ กำลังรีบวิ่งเข้าสู่ห้องเรียน กลับมีสามคนที่ดูเหมือนไม่หวั่นไหวกับการมาสายเลยแม้แต่น้อย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เวหา นายเดินช้าแบบนี้อีกหน่อยก็โดนล็อคหน้าประตูแน่” เสียง ‘แจ๊บ’ เด็กสาวตัวเล็กผมหยิก ดุจระเบิดเวลาขนาดย่อม เขย่าแขนเพื่อนตัวเองอย่างรำคาญ
เวหา เด็กหนุ่มขี้อาย ร่างสูง แว่นโต ประเภทคิดก่อนพูดจนพลาดโอกาสไปตลอด เบ้ปากตอบ : “แต่วันนี้เรามีประชุมชมรมนี่ แจ๊บ นายอย่าลืมนะ”
‘ขลุ่ย’ เพื่อนคนที่สาม หนุ่มอารมณ์ดีเสียงแหบ คอยรับส่งมุกกับใครก็ได้ แต่ขี้เกรงใจจนแยกแยะคำขอจากคำสั่งไม่ออก สะพายกระเป๋าเหวี่ยงไปมา : “เฮ้ วันนี้ประชุมที่ไหนนะ? ห้อง 2/7 รึ 3/2?”
เวหาก้มดูโพยจดหมายในมือแล้วขมวดคิ้ว : “โพยบอกว่าห้องสโมฯ ชั้นสอง แต่เมื่อเช้าห้องนั้นมีเด็กดนตรีเต็มไปหมด”
แจ๊บถอนใจ “ก็เข้าห้องว่างไปเลย ใครจะกล้ามาไล่ เราต้องเร่งแล้วนะ!”
ทั้งสามพากันวิ่งไปห้องประชุมที่คิดว่าใช่ ทันทีที่เปิดประตู พวกเขาพบเพียงป้าย ‘ชุมนุมจับตลก – เปิดรับสมัครรุ่นแรก!’ แปะอยู่หน้าห้องและเก้าอี้ว่างเปล่าเต็มไปหมด
ขลุ่ยลงไปนั่งก่อน ลากเสียงเชิญชวนแบบกึ่งประชดกึ่งจริงจัง “เอ้า ทุกคน! ชมรมจับตลกของเรา ขอประกาศเปิดประชุม! “
ทันใดนั้น ประตูเปิดผ่างส์! ‘ครูเพ็ญ’ อาจารย์วัยกลางคนประจำฝ่ายกิจกรรมหัวโบราณเข้าใจผิด เพราะนักเรียนทั้งโรงเรียนไม่มีใครกล้าสมัครชมรมนี้มาก่อน เห็นเด็กทั้งสามนั่งติดกันเลยตื่นเต้น “โอ้ เยี่ยม! ในที่สุดโรงเรียนเราก็จะได้ชมรมตลกกับเขาแล้ว! พวกเธอสามคนรับบทประธาน เลขา และประชาสัมพันธ์ไปเลยนะ!”
สามคนตะลึง เป็นหมัดแรกของความวุ่นวาย
แจ๊บบ่นอุบในใจแต่ปากไม่กล้าเถียง ส่วนเวหาทำท่าเหมือนจะขออธิบาย แต่พอเผชิญหน้ากับครูเพ็ญกลับพูดไม่ออก ขลุ่ยก็ได้แต่หัวเราะเจื่อน ๆ “เอ่อ…ครับครู เอ่อ… ขอบคุณครับ”
เมื่อครูเพ็ญออกจากห้อง แจ๊บกระซิบเสียงลอดไรฟัน “เวหา นายนี่มัน… ไม่พูดอะไรเลย! ตอนนี้เรากลายเป็นชมรมตลกของโรงเรียนแล้ว!”
เวหาละล่ำละลักรีบตอบ “ก็ฉันจะพูด นายก็เงียบ ฉันก็เลย… ไม่กล้าขัด…”
ขลุ่ยหัวเราะแห้ง ๆ “ไม่เห็นจะเลวร้าย ซ้อมมุกกันสักนิดก็ได้ ใครจะเข้าชมรมกับเราเองล่ะ?”
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะวันถัดมา มีแบนเนอร์ติดหน้าโรงเรียนประกาศว่างานเปิดตัวชมรมจับตลกมีขึ้นอาทิตย์หน้า ทุกสายตาจับจ้อง สามนักเรียนเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
“เอาไงดี? ฉันไม่กล้าตลกต่อหน้าคนอื่นนะ!” เวหาหน้าเสีย
“ฉันก็ไม่ขำมุกนายเลย ขลุ่ย ลองดูไอเดียบ้างไหม?” แจ๊บประชด
ขลุ่ยครุ่นคิด “หรือเราจะรวบรวมกิจกรรมที่ไม่ต้องพูดมุก เอางานสร้างสรรค์กันดีไหม?”
แจ๊บไม่รอ “ไม่! ครูเพ็ญคงคาดหวังจะได้ชมรมตลกที่ตลกจริงๆ เราต้องทำโชว์”
เวหากลืนน้ำลาย “โชว์อะไรล่ะ…ฉันไม่ตลกจริงๆนะ”
ขลุ่ยยิ้มอย่างคนคิดไว “เราเอามุกเข้าใจผิดชีวิตประจำวันมาเล่นเองก็ได้… แค่พูดผิด ฟังผิด พูดแย้งกันไปมา”
แจ๊บถอนใจอย่างสิ้นหวัง “โอเค แผนนี้ไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากพวกเราเอง”
เมื่อถึงวันซ้อมแรกในห้องชมรม ทั้งสามพยายามหาแนวตลกที่คนจะขำ เมื่อขลุ่ยเสนอเรื่องนึง เวหาตีความผิดประเด็น แจ๊บกับขลุ่ยเลยนั่งแก้กันจนมึน
ขลุ่ย : “สมมตินะ เวหาเดินเข้าโรงอาหาร แล้วลืมเอาถาดกินข้าวออกมา —”
เวหา : “แต่ฉันไม่ทานข้าวเช้า”
แจ๊บขึ้นเสียง : “นายเล่นบทอยู่! นายต้องลืมหยิบถาด ไม่ใช่ลืมกินข้าว!”
เวหา : “อ๋อ…แล้วฉันต้องทำท่ายังไงอะ?”
ขลุ่ย : “นายทำท่างงๆ วิ่งวนๆ”
เวหา : “งงทำไมอะ? ของมันหมด หรือฉันเป็นอัลไซเมอร์?”
แจ๊บ : “โอ้ย! เราแค่เล่นตลกเข้าใจผิด!”
จากการซ้อมกลายเป็นมหากาพย์แก้มุกที่ไม่มีวันจบ ซ้อมยังไงก็ไม่มีใครขำ (แม้แต่ตัวเอง) แจ๊บเริ่มอารมณ์เสีย เพราะทุกครั้งที่เขาเน้นบท เวหาก็ถามซอกแซกจนเสียจังหวะ ขลุ่ยพยายามประสานแต่ตัวเองก็ใจดีเกินไปกว่าจะตัดบทใคร
และเมื่อใกล้ถึงวันเปิดตัว มีกระแสในโรงเรียนว่า “ชมรมจับตลกมีแต่เพื่อน ๆ ที่ไม่ตลก!” หัวเราะเยาะบนโซเชียลโรงเรียนกันเป็นการใหญ่
เวหาถามแจ๊บบ่อย ๆ ว่าจะถอนตัวด้วยกันไหม แจ๊บกัดฟันว่าไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเพราะความล้มเหลวของตัวเอง ส่วนขลุ่ยพยายามสร้างทีมน้องใหม่ให้มาร่วมแสดง แต่ทุกคนถอยหนีด้วยคำอ้างว่า “หนูไม่ฮา หนูขี้อาย”
จนกระทั่งวันจริงมาถึง สามคนขึ้นเวทีต่อหน้านักเรียนและครูเต็มหอประชุม แจ๊บเดินขึ้นไมค์ด้วยหน้าตาเครียด เวหายืนหลบหลังเพื่อน ส่วนขลุ่ยยิ้มแฉ่งแต่เหงื่อตกเต็มหลัง
แจ๊บเริ่มก่อน : “ทุกคน…วันนี้ชมรมจับตลกขอแสดง… เอ่อ…โชว์เข้าใจผิดเรื่องชีวิตเราเอง”
แต่ละคนเริ่มแสดงบท “มุกฟังผิด พูดผิด” ที่ซ้อมกันมา แต่สเน่ห์ของการไม่ลงตัว กลายเป็นความตลกเฉพาะตัว พวกเขาเถียงกันกลางเวที แก้บทกันสด ๆ งงเองบ้าง ขำเองบ้าง จนคนดูเริ่มหัวเราะ เพราะความเปิ่นและน่าเอ็นดูของทั้งสาม มากกว่าตัวมุกเสียอีก
ระหว่างโชว์ แจ๊บเผลอพูดผิด เวหาก็แทรกขึ้นมาประโยคหนึ่งที่คนดูขำจนน้ำตาเล็ด เพราะเขาไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่พูดเป็นมุกอิมโพรไวซ์สุดเพี้ยน ส่วนขลุ่ยขอโทษกลางเวทีว่าโชว์นี้ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเลย ตลกจริง ๆ คือการที่ทุกคนมานั่งรวมตัวกันเพราะเข้าใจผิด!
หลังโชว์จบ เสียงหัวเราะยังคงดัง แจ๊บโล่งอกยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เคยคิดว่าความผิดพลาดจะทำให้คนขำมากกว่าแผนที่วางไว้เสียอีก”
เวหาดีใจที่ทุกคนสนุก แม้จะถูกเพื่อนล้อว่าตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ ขลุ่ยรู้สึกมั่นใจขึ้นว่า ไม่ต้องตลกแบบมืออาชีพก็สร้างเสียงหัวเราะได้ถ้ามีหัวใจจริงใจ
ชมรมจับตลกกลายเป็นชมรมยอดนิยมของโรงเรียน เพราะสมาชิกทุกคนรู้ดีว่า — ชีวิตจริงมันตลกกว่าหลายเท่า เมื่อเรายอมรับความเปิ่นของตัวเองและหัวเราะกับมันไปด้วยกัน
และในขณะเดียวกัน ครูเพ็ญเดินเข้ามาทางหลังเวที ยิ้มอบอุ่นแล้วพูดว่า “คราวนี้ขอให้ลองแสดงละครดราม่าดูบ้างได้ไหม—” สามเพื่อนซี้หันขวับ ส่งเสียงประสาน “ไม่เอาแล้วครู!” ก่อนที่ฉากจะปิดลงด้วยเสียงหัวเราะทั้งห้องโถง