ชมรมเช่ายืมชีวิต
“มึงว่า เราควรตั้งชื่อชมรมว่าอะไรดีวะ?” โบ๊ทยกนิ้วเกาหัวใต้หมวกแก๊ป ใบหน้ายับย่นเพราะความคิด ฟากตรงข้าม เติร์กนั่งไขว่ห้าง ทำตาโรจน์ “อะไรก็ได้ขอให้คนเชื่อว่าดีเด่น ต่างจากไอ้ชมรมดั้งเดิมเขาหน่อยเถอะ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทั้งสองนั่งอัดตัวอยู่บนเตียงหอพักแคบ ๆ กลางแสงไฟหัวเตียง เหงื่อซึมที่ต้นคอเพราะเครื่องปรับอากาศเปิดแค่เบอร์สอง ทั้งคู่เพิ่งเป็นนิสิตปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ‘บัญชาเกษตร’ แต่หาความเนิร์ดไม่เจอ
โบ๊ทวิตกจริตกับทุกเรื่อง ยุงกัดยังขอโทษ เติร์กมั่นเกินเบอร์ อวดอ้างได้แม้แค่นั่งกินข้าวร้านข้างหอ ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมหอที่เมื่อคุยกันนานเกินสองนาที โลกจะต้องมีอะไรแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสมอ
“‘ชมรมเช่ายืมชีวิต’ ฟังดูเท่ไหมมึง?” เติร์กเสนอดื้อ ๆ
“ฮะ?” โบ๊ทหยุดขีดๆเขียนๆในโน้ตบุ๊ก “มันคืออะไรวะ ฟังแล้วเหมือนแก๊งมาเฟีย”
เติร์กยิ้มเยาะ “มาเฟียที่ไหนจะช่วยแก้งานบ้าน แบกของ จดเลคเชอร์แทนเพื่อน ช่วยถูห้องน้ำ? สโลแกนเรา ‘ขาดแรงงานเมื่อไร เราไปแทน!’”
โบ๊ทกลั้นหัวเราะ “แล้วถ้าเขาขอให้ไปขอคืนดีกับแฟนแทนล่ะ?”
“กูรับบทหนักก็ยังโอเค วัดใจกันไป ส่งกูไปง้อแฟน กูง้อให้ใจแตกเลย!”
โบ๊ทมองหน้าเพื่อน เอียงคอ “เอาจริง?”
“เอาจริงสิ! มึงก็เลิกคิดมากเหอะ” เติร์กเคาะหลังมือโบ๊ท “เชื่อกู คนยุคนี้ขี้เกียจเยอะแยะ เปิดรับสมัครเลย!”
หลังจากนั้นสองวัน ใบประกาศ ‘ชมรมเช่ายืมชีวิต’ ก็ไปปรากฏโปะทั่วคณะ และในไลน์กลุ่มปีหนึ่ง คำโฆษณาติดตลกแต่จริงจัง “ขออะไร เราพร้อมช่วย ไม่เกี่ยงเงิน ไม่เกี่ยงงาน โบ๊ท-เติร์ก ทำแทนให้หมดทุกอย่าง (ยกเว้นยิงแบงก์ กับงานผิดกฎหมาย)”
วันแรกของการ ‘ให้เช่าชีวิต’ มีคนมาล้อมหน้าห้องพัก ทั้งเพื่อนสาวต่างคณะหน้านิ่ง เพื่อนชายขี้เกียจยกของ อาจารย์ที่ฝากถุงขนมเยอะจนจำไม่ได้ แม้แต่ลุงรักษาความปลอดภัยก็ยังขอให้เติร์กช่วยวิดพื้นโชว์แก๊งเด็กปีหนึ่ง
“คุณเติร์ก…ถ้าวันศุกร์ช่วยผมไปสวัสดีอาจารย์แทนตอนรับน้องได้ไหม ผมแพ้แชมพูอยู่วันนี้” เพื่อนปีหนึ่งหน้าซีดว่าขึ้นมาจริงจัง โบ๊ททำตาละห้อยหาความแน่ใจ “สวัสดีแทนมันจะได้เหรอ?”
“เอาแค่ยกมือปะหลกก็พอ” เติร์กตอบตอบคำถามแทบทุกคนไม่มีลังเล คิดว่าตัวเองสู้ทุกโจทย์ได้ แต่โบ๊ทเริ่มหวั่น ๆ
วันรุ่งขึ้น งานแรกที่ได้ ไม่ใช่ช่วยเพื่อน หรือลุงยาม แต่เป็นการไปต่อคิวยาวที่โรงช้าง กดคูปองอาหารกลางวันให้รุ่นพี่สุดคูล “กูมองหน้าเพื่อนไม่ติดแน่ ถ้าเพื่อนมาเจอมึงยืนให้กดคูปองคนเดียว!” โบ๊ทกระซิบขณะยืนขาแข็งในแถว เติร์กสวมหมวก ใช้ผ้าเช็ดหน้าแบบที่ไม่มีใครใช้ในศตวรรษนี่คลุมหน้า
“ขอโทษครับ คิวนี้คนรู้จักผมหมดเลย” โบ๊ทถูกเพื่อนอีกคณะเข้ามาทัก “อ้าว! ทำไรอะโบ๊ท? ตาครึ้มๆ นั่งอยู่ตรงนี้นานยัง”
“อ๋อ…มะ…มาลองฝึกยืนนาน เผื่อจะสอบ…” โบ๊ทเสียงเบา เติร์กกลั้นขำ
วันต่อมา มีคนมาขอร้องให้ช่วยบอกรับสมัครแฟนในวิชาเคมีให้หน่อย เพราะพูดเองไม่กล้า เติร์กก็ดันเข้าใจผิด คิดว่าต้องไปประกาศหน้าชั้นเลยรีบพุ่งขึ้นโต๊ะ เสียงดัง “ขอโทษครับ มีคนขอรับสมัครแฟน—อ้าว!”
ครูสาววิชาเคมีสั่งหยุดทันควัน เติร์กรีบลงมา “ก็เขาฝากกู…อุ๊ย ไม่ใช่เหรอ?”
โบ๊ทหน้าเหลอหลา เข้าใจทันทีว่าเติร์กไปไกลกว่าโจทย์เยอะ
“จริง ๆ แค่กระซิบข้างหู…แต่ไม่เป็นไร ขอบคุณที่พยายาม” เพื่อนคนนั้นหน้าแดงกลับบ้าน เติร์กเปิดมือขอค่าเหนื่อยเป็นหมากฝรั่งสองชิ้นอย่างภาคภูมิใจ
ชมรมเช่ายืมชีวิตเริ่มโด่งดังเพราะวีรกรรมเหนือความคาดหมาย มีคนฝากซื้อของฝาก ทำรายงานแทน นัดแนะเจอแฟนเก่าแทนตัว เพื่อน ๆ บางคนก็จ่ายเป๊บซี่ ส่วนน้อยเอาน้ำลำไย แต่ปัญหาหนักใจกลับไม่ใช่คำขอจากคนอื่น แต่เป็นความไม่ลงรอยระหว่างโบ๊ทกับเติร์กเอง
“กูว่างานบางอย่างมันเกินขอบเขตว่ะ อย่างไปบอกแม่เพื่อนว่าเพื่อนไม่ได้หนีเที่ยวอ่ะ กูว่าไม่ควรรับ” โบ๊ทถกนิ้วลงบนโต๊ะกินข้าวในสโมสรนักศึกษา
“แหม มึงก็คิดมากไป ใคร ๆ ก็โกหกนิดโกหกหน่อยในชีวิตจริง” เติร์กยักไหล่
“แต่มันใช้ชีวิตมึงเลยนะ…” โบ๊ทเถียงแต่เสียงเบา เติร์กไม่ฟัง ดื้อดึงในความคิดของตัว
“พอเถอะ กูเชื่อในคติว่า ‘ไปให้สุดแล้วหยุดที่ไม่มีงานเหลือ’”
ในขณะที่โบ๊ทกลัวปัญหาจะบานปลาย เติร์กกลับยินดีจะเอาชนะแต่ละไวรัลโจทย์ ทุกวันมีคนมาขอให้ ‘เช่ายืมชีวิต’ เพิ่มขึ้น บ้างก็ทำด้วยใจจริง บ้างก็แค่ขำ ๆ
วันหนึ่ง นิดา—หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาอาสาผู้มีไหวพริบ แต่น้ำเสียงเย็นชา—เดินเข้ามายื่นโจทย์เด็ด “ขอโทษนะ สองคนนี่ใช่มั้ยที่บริการทำทุกอย่าง?”
โบ๊ทกับเติร์กมองหน้ากัน นิดาโน้มตัว “ถ้าอย่างนั้น ช่วยพูดขอโทษเพื่อนคนนึงแทนเราได้มั้ย เราเคยเผลอว่ามันเรื่องบ้า ๆ…”
“รับสิ!” เติร์กยังคงไฟแรงโดยไม่ถามรายละเอียด
“โอเค เดี๋ยวเอาเบอร์ไปโทรหานะ” นิดาหยิบมือถือจิ๋วขยี้ตาแล้วเดินฉับไป โบ๊ทหน้าเครียด “แล้วมึงจะขอโทษเรื่องอะไร”
เติร์กพึมพำ—“ก็ต้องไปสืบเอาเองน่ะสิ!”
ความเข้าใจผิดเริ่มใหญ่ขึ้น—คนทั้งมหาวิทยาลัยลือว่าชมรมเช่ายืมชีวิตรับงานขอโทษแทนใครก็ได้ จึงมีคนแห่มาขอร้อง สองคู่รักงอนกันเรื่องมือถือหาย สองกลุ่มเพื่อนแตกแถวเพราะถุงเท้าเปื้อนโคลน อีกฝ่ายขอให้ขอโทษแทนแมวที่ไปคาบไส้กรอกเพื่อน
เติร์กทำใจดีสู้เสือ เดินไป ‘ขอขมา’ ทุกวงเสวนาวุ่นวาย—แต่กลับไปขอขมาให้คนละคนกับโจทย์เสมอเพราะฟังรายละเอียดผิด โบ๊ทเดาใจเพื่อนผิดไปอีกรอบ ผลคือแต่ละคู่ผูกใจเจ็บหนักกว่าเดิม
ฤทธิ์ของชมรมเช่ายืมชีวิตในที่สุดก็ถึงหูอาจารย์ใหญ่ มุกขำ ๆ กลายเป็นเรื่องวุ่น “สองคนนี่เล่นอะไร? รับจ้างขอโทษ? ทางมหาวิทยาลัยมีกฎนะ!”
ในที่ประชุมแปลกประหลาด โบ๊ทหน้าเสียพยายามอธิบาย “จริง ๆ พวกเราตั้งใจช่วยแบ่งเบาภาระ…”
“แบ่งเบาหรือสร้างภาระ?” เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมเสียงเย็น โบ๊ทเหงื่อซึม “มันบังเอิญว่าคนเข้าใจผิดกันหมดครับ”
เติร์กยังคงความมั่นใจ “เอาจริง ไม่ใช่ความผิดของเรา คนเขามันขี้เกียจเอง!”
ขณะนั้นเสียงโทรศัพท์ดังลั่น ทุกคนหยุด “ฮัลโหล…ครับ อ๋อ คือผมไม่ใช่นิดา…ไม่ใช่ครับ ผมก็ไม่ใช่แมว…เอ่อ…ขอโทษจริง ๆ …” โบ๊ทยกหูอย่างงง ๆ
เมื่อความเข้าใจผิดบานปลายไปถึงบ้านพักครู ถึงเวลาที่ต้องแก้เอง “กูว่าเราควรไปพูดความจริงกับทุกคนว่าชมรมนี้ทำได้แค่งานเล็ก ๆ” โบ๊ทพูดเมื่อสองคนเดินกลับหอ เติร์กถอนหายใจ “กูหมดไฟละ”
ทั้งสองตั้งใจรวมกลุ่มอธิบายกับเหล่าคนที่ใช้บริการ “ขอโทษนะทุกคน พวกเรารับงานเกินขอบเขตไปเอง จริง ๆ ความกล้าแก้ปัญหาเองหรือพูดขอโทษเองมันสำคัญกว่าอ่ะ”
บรรยากาศจากประหลาดเป็นขำขัน ทุกคนขอถ่ายรูปกับสองเพื่อนซี้แก๊งเช่ายืมชีวิต นิดายิ้ม “งั้นขอเช่าพวกนายมาเป็นเพื่อนในวันเกิดพรุ่งนี้ สัญญาว่าจะให้แค่ช่วยกินเค้กกับเต้นช้า ๆ ในห้องเท่านั้น…”
เติร์กชูสองนิ้ว “ภารกิจที่รับได้!” โบ๊ทยิ้มกว้าง “งานแบบนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องขอโทษใครแล้วเนอะ”
ลุงยามส่งน้ำข้าวโพดมาให้ บอก “เก่งมากเว้ยไอ้หนุ่ม ฮ่า ๆ” ทุกคนหัวเราะวงใหญ่ เติร์กถอนใจโล่งอกในที่สุด โบ๊ทคลายความคิดมากที่อัดแน่นหัวใจ สองเพื่อนซี้เดินไปกินเค้กวันเกิดนิดากลางเสียงหัวเราะกันทั้งกลุ่ม
ก่อนกลับ เติร์กกระซิบโบ๊ท “รอบหน้าเปิดชมรม ‘เช้าข้าวเย็นกินฟรี’ ดีปะ?” โบ๊ทขมวดคิ้ว “ขอคิดดูก่อน…”
แต่ใครจะรู้—นั่นคือจุดเริ่มต้นความวุ่นวายรอบใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย