หอพักใจบาน (Roommates on the Edge)
เสียงตะโกนแว่วมาแต่เช้าตรู่ในหอพัก “เฮ้ย! ใครขโมยรองเท้าใหม่เราฟะ!” ทำให้ทั้งชั้นสามสะดุ้งตื่น เสียงเจ้าของหอวัยยี่สิบเจ็ด ภูผา ยังคงดังลั่น ขณะที่ไผ่ นักศึกษาปีหนึ่งสายมองโลกในแง่ร้ายสุดขีด กำลังขุดกองผ้าใบเท้าอยู่หน้าเตียงตัวเอง นิ้ง เพื่อนร่วมห้องผู้ชอบตีความเกินเหตุ รีบลุกขึ้นมากระซิบกับกู๊ด เพื่อนหัวเราะเสียงแปร่ง ๆ “มึงคิดเหมือนกูมั้ย เหมือนมีมือที่สามจริง ๆ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูผากระทืบเท้ามาดูสถานการณ์ด้วยสีหน้าย้ำคิดย้ำทำ “ของในหอกูหายเฉย! กุญแจล็อกไว้แท้ ๆ นี่มันฝีมือใครฟะ!”
ไผ่พูดเสียงสั่น “พี่…หรือมีขโมยแฝงตัวในนี้จริง ๆ…”
นิ้งขมวดคิ้ว “ไม่เว่อร์ไปเหรอ มันอาจลืมไว้ร้านข้าว”
แต่กู๊ดสวนเสียงดัง “ฮู่วว…เฉียบเลยนิ้ง ใจเย็นไปมั้ง แบบนี้แปลว่าไม่มีใครยอมรับ ฝีมือคนในแน่นอน!”
ทุกคนเริ่มองกันเองด้วยความสงสัย สายตาวกวก ไผ่ถอนหายใจหนัก ๆ “คือ…ถ้างั้น รองถามกันดี ๆ ก่อนมั้ยครับ?”
ภูผาเชิดหน้า “กฎของหอนะ ห้ามขโมย ห้ามแอบหยิบ ห้าม…เอ๊ะ กูเขียนไว้จริงหรือเปล่าหว่า…เอ๊ะ เอาไว้ยังไง”
บรรยากาศตึงเครียดปนขัน นิ้งเอ่ยเสียงเบา “เอางี้ เปิดวงคุย มัดมือชกซะเลย!”
หลังโต๊ะกลางชั้นสาม ทุกคนล้อมวง สีหน้าต่างคนต่างหวาดระแวง กู๊ดทุบโต๊ะ “ใครเป็นคนสุดท้ายที่เห็นรองเท้า!”
ไผ่ยกมือ “ผมเห็นตอนก่อนอาบน้ำ แช่ข้างตู้”
ภูผาปรายตามอง “แล้วหลังอาบน้ำละ ไผ่?”
“…เห็นแต่ที่วางว่างเปล่า” ไผ่เสียงหด
กู๊ดยิ้มมุมปาก “งั้นใครเดินผ่านหน้าห้องช่วงนั้นบ้างวะ?”
นิ้งชี้ตรงไปที่บูรณ์ เด็กแลกเปลี่ยนหน้าขรึมผู้ไม่ค่อยพูด “เมื่อวานนายลงไปร้านข้าวตอนฝนตก ใช่ไหม?”
บูรณ์กะพริบตาเร็วสองที ก่อนพูดเนิบนาบ “ผมเดินผ่าน แต่ผมหยิบร่ม….ไม่ใช่รองเท้า”
ภูผาเริ่มลนลาน “ไม่น่าใช่บูรณ์นะ เขาใส่ไซส์ 44…”
นิ้งพึมพำ “หรืออาจมี ‘ปีศาจหอ’ ฉกไปก็ได้?”
แต่กู๊ดกลับแย้ง “พวกมึงคิดเยอะไปละ กูสงสัยไผ่มากกว่า นิ่งผิดปกติ”
ไผ่หน้าซีด “อะไรเนี่ย ก็ของกูโดนขโมยนะ!”
ญี่ปุ่นไม่ใช่ เด็กก๋ากั่นอีกคนลากกระเป๋าเข้ามาพอดี ตะโกน “พอเถอะ! ใครซ่อนรองเท้าไว้ในห้องน้ำเนี่ย? น้ำหยดจะท่วมแล้ว!”
ทุกคนกรูกันเข้าไปดู พบรองเท้าของไผ่วางแอบในมุมอ่างล้างหน้า เห็นสภาพเปียกชุ่มน้ำสบู่
ภูผาหัวเสีย “นี่มันใช้งานเป็นที่ซุกน้ำหรอ?”
ไผ่พึมพำ “ใครเอาของเราไป…”
ทันใดนั้น ความวุ่นวายยังไม่จบ เมื่อญี่ปุ่นถือแชมพูขวดหนึ่งขึ้นมาดู “แล้วนี่ของใครล่ะ ไม่เคยใช้แบบนี้”
นิ้งตอบ “เอาอีกละ ทีของหายยังไม่สาย…”
ภูผายกมือห้าม “เดี๋ยวจะออกกฎหอมาตรการเข้ม ตั้งแต่เช้านี้ ห้ามวางของไว้มั่ว!”
กู๊ดจ้องหน้า “เขียนประกาศห้อยไว้หน้าห้องเลยดีมั้ย แถมชื่อตัวเองใหญ่ ๆ”
ไผ่ถอนหายใจ “แต่วันนี้ผมสอบนะครับ…จะตื่นเต้นอะไรขนาดนี้”
นิ้งเฉไฉ “สอบใครวะ?”
“…สอบกลางภาค” ไผ่กระซิบ
ภูผายกมือขึ้นลูบหัวตัวเอง “เลิกทะเลาะก่อนเว้ย มาช่วยกันหาทางออกให้เรื่องนี้จะได้ไหม”
ทุกคนเงียบ … กู๊ดกระซิบเสียงเบา “หรือจะเขียนชื่อรองเท้าแต่ละคู่ไว้?”
ภูผาแยกเขี้ยว “ไอเดียบรรเจิดซะจริง!”
นิ้งแค่นเสียงหัวเราะ “ใช้ปากกาเมจิกเขียนเลยมั้ย พี่ภู”
บรรยากาศคลายลง แต่ความตึงเครียดยังกรุ่น ๆ ไผ่เดินไปหยิบรองเท้า “ไปสอบละ ขอไม่คิดมากสักวัน”
นิ้งเย้าต่อ “เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังใหญ่แน่ ๆ ชั้นว่าให้รีบหาห้องใต้หลังคาไปสอบปากคำให้หมด”
ภูผาขำ “ลืมไปเลยว่าเราคือจอมสืบสนุกแห่งหอนี้ ดูแล้วยังเป็นกันเองดีแฮะ”
วันทั้งวันผ่านไป หอพักใจบานยังคงเต็มไปด้วยสีสันไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เย็นวันนั้น กลับเกิดเหตุการณ์ใหม่ เมื่อขนมในตู้เย็นกลางหายอีก กลายเป็นที่จุดสนใจรอบใหม่
นิ้งเปิดประเด็น “อย่าบอกนะ ของหายอีกราย…”
ภูผาปาดเหงื่อ “กูละเบื่อ คนหอเดียวกันเป็นแบบนี้ตลอด…”
กู๊ดเถียง “ใจเย็นก่อน ของกินอาจ…เอ่อ…หายเพราะหมาแมว”
บูรณ์ยื่นหน้ามาแบบเนิบช้า “ไม่ใช่หมา ไม่ใช่แมว…เห็นนิ้งเองนะเมื่อเช้า”
นิ้งหน้าแดงปฏิเสธ “ฉันเปล่า! แค่หยิบของตัวเอง!”
ตอนเย็น ไผ่กลับเข้ามาในห้อง เงียบกว่าปกติ “พี่ ๆ สอบพังเลยอะ ผมคิดไปไกล นึกถึงแต่รองเท้า”
นิ้งแกล้งโอบไหล่ “นี่ไง ซวยซ้อนซวย ระบบหอพักก่อผลกระทบทางจิตใจแล้ว”
ภูผาทำหน้าครุ่นคิด “เอาละ ยิ่งขุดยิ่งเจอ โคนันยังยอมแพ้”
บูรณ์เสนอเสียงเบา “เปลี่ยนรหัสตู้เย็นมั้ย?”
กู๊ดยักไหล่ “ถึงเปลี่ยนก็ยังไม่ได้กินถ้าใจคนไม่ไว้ใจกัน”
นิ้งประชด “มิตรภาพเริ่มแตกหักเพราะซาลาเปาหนึ่งลูก ไอ้หอนี้นี่แหละ!”
ทุกคนต่างคนต่างระแวงไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน
คืนนั้นเอง ขณะภูผากำลังเขียนป้าย “โปรดใส่ชื่อของคุณในทุกสิ่ง” อย่างตั้งอกตั้งใจ ไผ่เข้ามานั่งข้าง ๆ พูดเสียงอ่อน
“…ขอโทษนะพี่ พวกเราทำให้พี่เครียดไหม”
ภูผาสะดุ้ง ยิ้มจาง ๆ “แต่ละวันมันป่วนจิบเป๋ หลายรอบแล้ว แต่จริง ๆ ก็…ไม่แย่แบบที่คิดนะไผ่”
“บางทีก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนไม่เข้ากับที่นี่เลย” ไผ่หลุดสารภาพ
ภูผาวางปากกา “ห้องนี้ไม่ได้ต้องการคนที่เหมือนกันไผ่ พี่เองก็มั่นใจเกินตัว พอพังแล้วก็…ฮาดีเหมือนกัน”
เสียงกู๊ดย่องมา “ป้ายพี่เสร็จยัง จะเอาไปแปะตู้เย็นก่อนได้มั้ย”
ภูผาชี้หน้ากู๊ด “เออ เดี๋ยวแปะเลย แต่อย่าแปะที่หน้าฝากูนะ ขนาดนั้นคงดูใจร้าย”
นิ้งโกยผ้าห่มเข้ามุง “คืนนี้ควรล็อคตู้เย็นสองรอบ เผื่ออะไรลึกลับ”
ค่ำคืนผ่านไปในเสียงหัวเราะเบา ๆ และการทบทวนว่าบางครั้ง ความวุ่นวายสุดป่วนก็อาจคือรสชาติของมิตรภาพ
วันถัดมา สถานการณ์เหมือนจะสงบแต่ญี่ปุ่นถือรองเท้าผู้หญิงชุดหนึ่งชูขึ้น “อันนี้ของใครอีก รองนี้ไม่ใช่ของใครในหอนี่แน่”
นิ้งยักคิ้ว “ของผีเปล่าวะ?”
บูรณ์ตอบนิ่ง ๆ “ของเพื่อนผม…เค้ามาฝากไว้ ผมลืมบอก”
ทันใดนั้นทุกสายตาหันไปที่บูรณ์ กู๊ดพูดเสียงกร้าว “โห! ทำไมไม่ปริปากบอกตั้งแต่แรก!”
บูรณ์เลิกไหล่ “…คิดว่าทุกคนไม่อยากยุ่ง”
ภูผาหัวเราะ “สุดท้ายเรื่องบานปลายเพราะไม่คุยกันนี่เอง”
ไผ่ยิ้ม “จริงครับ พวกเราคงต้องจัดประชุมหอกันบ่อยขึ้น”
นิ้งแซว “ประชุมเสร็จใครขโมยของใครก็ช่วยหาให้ครบละกัน”
เสียงหัวเราะคลายบรรยากาศ ในที่สุดความป่วนก็เปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าแห่งรอยยิ้ม พอทุกคนเริ่มเห็นข้อดีของความโกลาหลร่วมกัน
เย็นวันนั้น ภูผาแปะป้ายตัวโต “โปรดใส่ชื่อของคุณในทุกสิ่งที่คุณรัก ชีวิตจะง่ายขึ้น” พร้อมมุกท้ายของไผ่ “แล้วถ้ารักกันล่ะ ต้องเขียนชื่อมั้ย?”
ทุกคนพร้อมใจกันตอบ “ไม่ต้องหรอกมั้ง เดี๋ยวมีเรื่องวุ่นวายใหม่แทน!” เสียงหัวเราะของแก๊งหอพักใจบานแว่วก้องห้องโถงอีกครั้ง