เสียงในหุบเหว
เสียงรถตู้สั่นสะเทือนเบาๆ ในเช้าวันเสาร์อันอึมครึม ท่ามกลางหมอกบางที่คลุมป่าเขียวชอุ่ม รถแล่นตัดเข้าเส้นทางเล็กๆ ที่ทอดลึกไปในหุบเหว ทีมของอาจารย์ธวัชชัยและนักศึกษาอีกสี่คน—ลูกแก้ว, วายุ, โอม และขวัญ—นั่งเงียบๆ ในรถ ไม่มีใครพูดคุยเกินความจำเป็น สายตาต่างจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างด้วยความครุ่นคิดและประหม่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เหลืออีกไกลไหมคะอาจารย์” ลูกแก้วเอ่ยเสียงเบา ริมฝีปากเม้มแน่น
“อีกไม่กี่นาที ถึงแล้ว” อาจารย์ตอบพลางเหลือบดูแผนที่เก่าๆ ในมือ “ที่นี่ไม่เคยมีใครเข้าไปสำรวจมาก่อน เพราะมีข่าวลือเรื่อง…เสียงที่ไม่ควรได้ยิน”
“เสียงอะไร” โอมกระซิบถาม ขวัญนั่งข้างๆ เหลือบมองหน้าเขา ไหล่สั่นน้อยๆ
“บางทีเราควรเก็บข้อมูลให้เร็วแล้วรีบกลับนะ” ขวัญพูดพลางหลบตา ทุกคนพยักหน้า ไม่มีใครเถียง
รถหยุดที่ข้างทางดินแดงที่เต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมตัว เสียงจิ้งหรีดเงียบลงอย่างน่าประหลาดเมื่อประตูรถเปิดออก อากาศเย็นยะเยือกตัดกับเหงื่อที่ซึมตามไรผม
ทุกคนเริ่มเดินตามทางเก่าๆ ที่แทบไม่เหลือร่องรอย เสียงรองเท้ากระทบดินและใบไม้แห้งดังชัดเจนเกินกว่าธรรมชาติปกติ ลูกแก้วหันไปมองขวัญที่เดินหลังสุด หญิงสาวเหมือนสะดุ้งกับเสียงลมหายใจของตัวเอง
“ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม” วายุถามขึ้นกะทันหัน
“เหม็นอับ เหมือนบ้านร้าง” ลูกแก้วตอบเบาๆ
โอมทำท่าเหมือนไม่สบายใจ “หรือว่ามีสัตว์ตายข้างทาง”
เสียงใบไม้ตกกระทบพื้นอย่างช้าๆ ทำให้ทุกคนหยุดกึก มองหน้ากันอย่างระแวง
“ไปต่อเถอะ” อาจารย์พูดเสียงเรียบ ทุกคนเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พวกเขาเดินถึงหมู่บ้านไม้หลังเก่าทรุดโทรมกลางหุบเหว บ้านแต่ละหลังเงียบสงัดและผุพังจนเหมือนไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน ประตูบ้านหลายหลังถูกแง้มทิ้งไว้ราวกับมีใครพึ่งออกมา
“มัน…ดูเหมือนมีคนอยู่เลย” วายุพึมพำ ขวัญรีบเดินมาเกาะแขนลูกแก้ว
เสียงนกกาหายไปหมด ทิ้งไว้แต่ความเงียบและลมเย็นที่พัดผ่านตัวบ้าน พวกเขาเริ่มถ่ายภาพ บันทึกเสียง บันทึกวิดีโอ อาจารย์จดข้อมูลลงสมุดเล่มเก่า วายุเดินสำรวจบ้านใกล้ๆ ลูกแก้วกับขวัญจดบันทึกข้อมูลพืช โอมยืนเฝ้ากระเป๋าอุปกรณ์
“ขวัญ เธอได้ยินเสียงอะไรไหม” ลูกแก้วหยุดมือ ถามเสียงเบา
ขวัญเงียบไปนาน ก่อนจะส่ายหน้า แต่สายตาแอบมองไปที่ประตูบ้านหลังหนึ่งซ้ำๆ
“มีอะไรหรือเปล่า” ลูกแก้วถามอีก ขวัญเม้มปาก
“แค่…เหมือนมีคนยืนอยู่ตรงประตู” เสียงขวัญสั่น
ลูกแก้วหันไปมอง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่ความเย็นที่ซึมเข้ามาในอก ทำให้เธอขนลุก
ตกเย็น ทุกคนรวบรวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านหลังใหญ่สุดเพื่อเตรียมตั้งแคมป์พักคืนเดียว วายุเดินเข้ามาช้าๆ ท่าทางกังวล
“เหมือนมีใครในบ้านหลังนั้น” เขาชี้ไปที่บ้านที่ขวัญเพิ่งพูดถึง “ผมได้ยินเสียงกระซิบ”
อาจารย์นิ่งไปสักครู่ “อาจเป็นเสียงลมหรือสัตว์”
ขวัญเบี่ยงหน้าหลบแววตาทุกคน “ถึงกระนั้น…เสียงมันพูดเหมือนคน”
กลางคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว ดาวเต็มท้องฟ้าแต่ความมืดยังแน่นขนัด ทุกคนนั่งล้อมรอบกองไฟเล็กๆ อากาศหนาวขึ้นกะทันหัน วายุจ้องไฟเงียบๆ โอมลุกเดินไปหยิบขวดน้ำกลับมาแล้วหยุดนิ่ง หันซ้ายขวาเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่าง
“โอม เป็นอะไร” ลูกแก้วถามเบาๆ
โอมกลืนน้ำลาย “เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงกระซิบ…จากหลังบ้าน”
ขวัญสีหน้าซีดลง “ใช่…ฉันก็ได้ยิน”
อาจารย์ถอนหายใจ “อากาศเย็นทำให้เราหลอนไปเอง อย่าไปคิดมาก”
แต่ในความเงียบนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบากลับดังก้องขึ้นในหูทุกคน ไม่มีใครกล้าพูดต่อ
คืนนั้น ลูกแก้วตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเหมือนได้ยินเสียงคนเดินเบาๆ ใกล้เต็นท์ เธอแง้มผ้าคลุมเต็นท์ออกช้าๆ เห็นเงามืดเคลื่อนไหวผ่านช่องไฟบ้านหลังเก่า เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นใกล้หู
“กลับไป…อย่ามา…ฟังเสียง…”
ลูกแก้วหลับตาแน่น กำมือแน่นจนเจ็บ เงาสูงโปร่งเดินเลื่อนไปทางบ้านหลังที่ขวัญกับวายุพูดถึง เธอลังเลจะแจ้งเพื่อนแต่ไม่กล้า
เช้าอากาศเย็นจัดกว่าที่คิด ขวัญหายไปตั้งแต่ฟ้าสาง ทุกคนออกตามหา พบรองเท้าขวัญตกอยู่หน้าบ้านเก่าหลังนั้น ประตูบ้านปิดสนิท
“จะเข้าไปจริงเหรอ” โอมเสียงสั่น
“เราต้องเจอขวัญ” ลูกแก้วพูดเสียงแข็งแต่ใจหวั่น
อาจารย์และทุกคนเดินเข้าไปในบ้านไม้เก่าชั้นเดียว พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทุกคนต่างระแวงกับเงาและเสียงลมหายใจตัวเอง
ภายในบ้านมืดสนิท กลิ่นอับชื้นแรงมากจนแทบหายใจไม่ออก วายุส่องไฟไปที่ผนัง พบผ้าขี้ริ้วเก่าๆ แขวนเรียงกันเป็นแถว มีคราบน้ำตาเก่าแห้งกรัง
โอมกระซิบ “เหมือนมีคนอยู่ที่นี่จริงๆ”
ลูกแก้วเดินไปที่ห้องด้านใน พบเศษกระดาษเก่าเขียนด้วยปากกาสีแดง ตัวหนังสือโยงไปโยงมาเหมือนเขียนซ้ำซ้อนจนอ่านไม่ออก
อาจารย์หยิบเศษนั้นขึ้นมา “ทำไมเหมือนมีข้อความซ่อนอยู่…”
ทันใดนั้น เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังแทรกมาจากใต้ถุนบ้าน ทุกคนนิ่งค้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกแก้วรู้สึกถึงลมหายใจเย็นเฉียบข้างหู
“ได้ยินไหม…” วายุถามเสียงเครือ
“เสียงใคร…” โอมถามกลับ
เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงกรีดเบา ทุกคนต่างนิ่งขยับไม่ได้ เหมือนถูกตรึงไว้ด้วยความกลัว
อาจารย์กลืนน้ำลาย “เราต้องออกไปก่อน”
แต่ประตูบ้านกลับเปิดไม่ออก เหมือนมีแรงบางอย่างกดทับไว้ ลูกแก้วพยายามบิดลูกบิดแต่ไม่ขยับ วายุและโอมช่วยกันดัน แต่ก็ไร้ผล
เสียงกระซิบวนเวียนรอบบ้าน “ออกไป…ออกไป…กลับไป…”
ขวัญโผล่ออกมาจากเงามืดในห้องด้านใน สายตาเลื่อนลอยเดินช้าๆ เหมือนคนละเมอ
“ขวัญ!” ลูกแก้วตะโกน
ขวัญหยุดนิ่ง หันมามอง น้ำตานองหน้า “เสียง…มันตามมา…”
วายุเข้าไปประคองขวัญไว้ “เธอเป็นอะไร”
ขวัญสั่นเทาราวกับหนาวสั่น “พวกเขา…ไม่เคยไปไหน…ยังรออยู่…”
เสียงกระซิบกรีดลึกขึ้นทุกขณะ อาจารย์ตะโกน “อย่าสนใจเสียง! ตามฉันมา!”
แต่จู่ๆ เงามืดในบ้านเริ่มขยายตัว เงาคลานเลื้อยตามกำแพงและพื้นบ้าน เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงตะโกนเจ็บปวดซ้อนทับกันจนแสบหู ขวัญทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้จนสิ้นเสียง
ลูกแก้วกอดขวัญไว้แน่น “อย่าฟัง อย่าคิดถึงมัน!”
โอมกับวายุพยายามดันประตูอีกครั้ง ในที่สุดประตูก็เปิดออก ทุกคนวิ่งออกจากบ้านโดยไม่หันกลับไป
แต่ทันทีที่พวกเขาออกมายืนกลางลาน เงามืดยังเคลื่อนไหววนเวียนรอบตัวบ้าน เสียงกระซิบค่อยๆ เบาลง แต่ไม่หายไป
ลูกแก้วหอบหายใจหนัก เธอมองไปรอบๆ “เราต้องออกจากหมู่บ้านนี้เดี๋ยวนี้”
โอมกับวายุเก็บของอย่างลนลาน ขวัญเดินตามหลังด้วยแววตาว่างเปล่า อาจารย์ปิดท้าย ไม่ละสายตาจากบ้านหลังนั้น
ตลอดทางเดินออกจากหมู่บ้าน เสียงกระซิบยังคงแว่วมาเบาๆ เป็นคำพูดเดิมซ้ำๆ “กลับไป…อย่าอยู่…”
เมื่อกลับถึงรถ ทุกคนรีบขึ้นรถตู้ ไม่มีใครกล้าหันกลับไปมองหุบเหวอีกครั้ง
ลูกแก้วมองกระจกหลัง เห็นเงาดำเลือนรางยืนเรียงรายอยู่หน้าบ้านหลังเก่าที่พวกเขาเพิ่งหนีมา เสียงกระซิบยังตามเข้ามาในหัว “เสียง…จะตามไปทุกที่”
ขวัญนั่งกอดเข่า น้ำตาไหลเงียบๆ อาจารย์เริ่มขับรถออกมาจากทางแคบๆ เงียบกริบ
วายุพูดเบาๆ “เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก…ตกลงไหม”
ทุกคนตอบรับในความเงียบ
แต่ในขณะนั้น ลูกแก้วสังเกตเห็นเศษกระดาษในมือขวัญ มันคือเศษที่มีข้อความซ่อนอยู่ เธอเอื้อมไปหยิบมาอ่านข้อความสุดท้ายที่เขียนว่า “เสียง…จะไม่มีวันเงียบ…ตราบใดที่เจ้าของเสียงยังไม่ได้รับการให้อภัย”
ลูกแก้วนิ่งงัน เสียงกระซิบยังคงวนเวียนในหูเธอ ราวกับเสียงนั้นอยู่กับเธอไปตลอดกาล