เงาจากห้องข้างบน
เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังห้องรับแขกดังติ๊กต่อก ขับไล่ความเงียบงันในบ้านเก่าอายุเกือบร้อยปี อิงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหลุดลุ่ย ข้างเธอคือกระเป๋าเดินทางใบเดียวของชีวิตใหม่ เธอทอดสายตามองไปยังบันไดไม้ที่ทอดยาวสู่ชั้นสอง เงาของบันไดสั่นไหวจากแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกฝ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบเกินไป…” อิงพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วจาง เธอลุกขึ้นเดินสำรวจบ้านทีละห้อง ประตูไม้ทุกบานแง้มครึ่งเหมือนไม่ได้ปิดสนิทมานานหลายปี กลิ่นอับชื้นและฝุ่นโบราณแตะจมูกจนเธอต้องเบือนหน้าหนี
ในห้องทำงานเก่า โต๊ะเขียนหนังสือไม้สักยังคงวางอยู่ตรงมุมหน้าต่าง มีสมุดจดสีเหลืองวางทิ้งไว้ อิงหยิบขึ้นมาเปิดดู หน้าแรกเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนภาษาไทยที่ลายมือหวัด เธออ่านไม่หมดแต่ดวงตาสะดุดกับประโยคหนึ่ง: “ถ้าคืนนี้ได้ยินเสียงเดินบนชั้นสอง อย่าขึ้นไป”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากข้างบนราวกับจะท้าทายข้อความในสมุด อิงชะงัก น้ำเสียงหัวใจตัวเองดังราวจะหลุดออกมาจากอก เธอสูดลมหายใจลึกพยายามกลืนความกลัว ก่อนจะปล่อยมือจากสมุดแล้วเดินกลับไปยังห้องรับแขก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า อิงนั่งนิ่งจนตะวันตกดิน เงามืดยืดยาวคลืบคลานตามพื้นไม้ เสียงฝีเท้าบนชั้นสองดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าครั้งก่อน ราวกับมีใครกำลังเดินวนไปมาอยู่บนหัวเธอโดยไม่คิดจะหยุด
“มีคนอยู่ข้างบนไหม?” อิงตะโกนถาม เสียงของเธอสะท้อนก้องในความว่างเปล่า ไม่มีคำตอบจากข้างบน มีเพียงความเงียบกับเสียงนาฬิกาที่เดินต่อไป
กลางดึก อิงสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเคาะเบาๆ ที่ผนังข้างเตียง เธอคว้ามือถือขึ้นมาดูเวลา 02:13 น. เสียงฝีเท้าเริ่มดังอีกครั้ง คราวนี้อยู่หน้าห้องนอนของเธอ เธอแนบหูฟังเสียงนิ่ง ๆ แต่ไม่มีใครเปิดประตูเข้ามา
รุ่งเช้า อิงโทรศัพท์คุยกับเจ้าของบ้านชื่อป้าจินดา เสียงของผู้หญิงสูงวัยฟังดูเหนื่อยล้า “อยู่ได้ใช่ไหมหนู บ้านมันเก่า อย่าไปใส่ใจเสียงพวกนั้น โบราณเขาว่าเสียงบ้านมันร้อง…”
“แต่เมื่อคืนมันเหมือนมีคนเดินอยู่บนชั้นสองตลอดคืนเลยค่ะ” อิงพูดเสียงแผ่ว
“ถ้าไม่สบายใจก็ล็อกประตูไว้ลูก ไม่มีอะไรหรอก คนก็อยู่กันมานานแล้ว…”
อิงวางสาย เธอรู้สึกเหมือนถูกกล่อมด้วยคำโกหก เธอตัดสินใจเดินสำรวจขึ้นไปชั้นสองในตอนสาย บันไดยังส่งเสียงเอี๊ยดเมื่อเหยียบทีละขั้น ชั้นสองเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ห้องสุดทางเดินถูกล็อกแน่น เธอลองบิดลูกบิดแต่ไม่ขยับ
เสียงถอนหายใจของเธอก้องในห้องว่างเปล่า เธอเดินกลับลงมาโดยไม่ได้สังเกตว่ามีเงาดำบาง ๆ ลากผ่านทางเดินหลังประตูปิดสนิท
คืนต่อมา เสียงฝีเท้าไม่เพียงแต่เดินวน แต่กลับหยุดหน้าห้องของเธอแล้วเงียบไป อิงนอนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับแม้ปลายนิ้ว เสียงหายใจของเธอดังก้องในความเงียบ เธอหลับตาแน่นจนเช้า
ในวันถัดมา อิงออกไปซื้อของในตลาด เธอได้พบกับชายวัยกลางคนชื่อวิชาญ เขายืนอยู่หน้าร้านโชห่วยเหมือนรอใคร เธอทักทายและเขาเอ่ยถาม
“อยู่บ้านหลังนั้นเหรอ?” วิชาญถามพลางเหลือบตามอง
“ค่ะ เพิ่งย้ายมา…”
“เห็นว่าบ้านนั้นปล่อยเช่านานแล้ว ไม่มีใครอยู่ได้นานหรอก” น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความห่วงใยปนระแวง
“ทำไมล่ะคะ?” อิงถาม แต่เขาเพียงส่ายหน้าและเดินจากไป ทิ้งคำถามไว้ในความเงียบ
คืนนั้นอิงกลับมาด้วยความรู้สึกแปลกแยก เธอจ้องมองบันไดไม้ที่ทอดขึ้นไปในความมืด เสียงฝีเท้าแว่วมาแต่ไกลเหมือนกดดันให้เธอขึ้นไปค้นหาความจริง
เธอตัดสินใจนั่งเขียนนิยายที่มุมห้องรับแขก ขณะกำลังพิมพ์จู่ๆ ประตูห้องชั้นสองก็ปิดกระแทกเองโดยไม่มีลม เธอชะงักและลุกขึ้นยืน เงาของเธอยาวขึ้นบนผนัง ทับกับเงาอีกเงาหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอ
อิงพยายามกล่อมตัวเองว่าทั้งหมดคือความเครียดสะสมจากการไร้แรงบันดาลใจ เธอหยิบสมุดจดเล่มเดิมขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง คราวนี้พบหน้าสุดท้ายเขียนไว้ว่า “ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบ”
ในคืนนั้นเอง เธอได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมาตามลม “อิง… อิง…” เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น เธอปิดหูแน่นแต่เสียงยังดังชัด เธอกระชากประตูห้องนอนออกไปพบว่าบ้านทั้งหลังจมอยู่ในความมืดสนิทและเย็นยะเยือก
อิงเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองโดยไม่ทันคิด เงาดำเบื้องหน้าดูหนาขึ้นทุกย่างก้าว ประตูห้องสุดทางเดินที่เคยล็อกไว้ตอนนี้แง้มเปิดนิดๆ เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงนั้น
เธอผลักประตูเข้าไป กลิ่นเหม็นอับกับความหนาวเย็นประหลาดโถมเข้าใส่ ในห้องมีแต่เตียงไม้เก่าและตู้เสื้อผ้าสูงทึบ อิงเดินเข้าไปสำรวจ พลันได้ยินเสียงกระซิบข้างหู “อย่า…” เธอหันขวับ ไม่มีใคร
มือของเธอสั่นเมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า ประตูตู้เปิดอ้า เงาดำหนาทึบไหลออกมาปกคลุมเท้าของเธออย่างช้า ๆ เธอถอยหลังจนชิดผนัง เสียงฝีเท้าดังรอบตัว ก่อนทุกอย่างจะเงียบลงอีกครั้ง
เธอวิ่งลงบันไดมาด้วยความลนลาน เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ โทรศัพท์หาใครก็ไม่มีสัญญาณ อิงนั่งกอดเข่าตัวเองในห้องรับแขก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
วันรุ่งขึ้น เธอไปที่สำนักงานเทศบาลเพื่อขอดูประวัติบ้านหลังนี้ เจ้าหน้าที่เพียงปรายตามองแล้วก้มหน้ากระซิบ “มีคนเคยหายตัวไปในบ้านหลังนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน… ไม่มีใครหาตัวเจอ”
“ใครคะ?”
“ผู้หญิงคนนึง เห็นว่าตั้งใจมาเริ่มชีวิตใหม่เหมือนกัน เขาว่ากลับออกไปไม่ได้…”
อิงเดินกลับบ้านพร้อมคำถามในใจ ภาพในกระจกข้างทางสะท้อนเงาข้างหลังเธอที่เหมือนมีใครอีกคนยืนอยู่
ทุกคืนหลังจากนั้น เสียงฝีเท้า เสียงกระซิบ เสียงเคาะ กลายเป็นส่วนหนึ่งของคืนวัน เธอแทบไม่ได้นอน ใบหน้าซีดเซียวลงเรื่อยๆ เธอเริ่มเขียนนิยายไม่ได้อีกเลย
คืนหนึ่ง เธอได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอในความมืด “อิง…” เสียงนั้นมาพร้อมลมหายใจเย็นเฉียบที่ต้นคอ เธอลุกขึ้นวิ่งไปที่ห้องสุดทางบนชั้นสอง ประตูเปิดอ้าอย่างรอคอย
ในห้อง เธอเห็นเงาดำทาบทับเงาตัวเองบนผนัง เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างพยายามผลักเธอให้เข้าไปใกล้เตียงไม้เก่า ใต้เตียงคือสมุดเล่มหนึ่ง เธอหยิบขึ้นมา พบว่าข้างในเต็มไปด้วยประสบการณ์หลอนและข้อความเตือนซ้ำๆ ว่า “อย่าตอบ อย่าเงยหน้า อย่าเชื่อเสียงนั้น”
อิงอ่านไปน้ำตาคลอ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่ารอบห้องนั้นสะท้อนไปด้วยเงาอีกหลายเงาที่เดินวนไปมาโดยไร้ร่าง
เธอร้องไห้และกอดสมุดแน่น แต่เสียงฝีเท้าก็ยังวนเวียนไม่หยุด เธอปิดตาแน่น ปล่อยให้เสียงเหล่านั้นกลืนกินเธออีกครั้ง
รุ่งเช้า เธอพบตัวเองนอนอยู่บนพื้นห้องรับแขก สมุดในมือนั้นหายไป เธอรู้สึกเจ็บร้าวในอกและเวียนหัวอย่างแรง ขณะที่พยายามลุกขึ้น เธอเห็นเงาดำลากผ่านในห้องรับแขกแล้วหายไป
อิงหมดแรง เธอไม่กล้าอยู่ต่อแต่ก็รู้สึกเหมือนขาไม่อาจก้าวพ้นธรณีประตูบ้านหลังนี้ได้อีกแล้ว เงาดำในบ้านเริ่มอยู่ใกล้เธอมากขึ้นทุกวัน เธอแทบไม่เห็นหน้าตัวเองในกระจกอีกต่อไป
วันหนึ่ง ป้าจินดามาเคาะประตู อิงเปิดรับแต่ไม่พูดอะไร สีหน้าของป้าจินดานิ่งขรึม “หนู… เหมือนคนที่เคยอยู่ที่นี่ก่อนจะหายไป”
อิงพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่เสียงของเธอเหมือนหายไปในอากาศ ป้าจินดาถอยหลังออกจากบ้าน เธอเหลือบมองไปข้างหลังแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
ตกกลางคืน เงาดำปรากฏชัดขึ้นในห้องรับแขก เดินวนรอบตัวอิง เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังประสานกันในความมืด เธอปิดตาแน่นแต่ไม่อาจหนีได้อีก
ในคืนสุดท้าย อิงนั่งอยู่กลางห้องท่ามกลางเงามืด เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงตรงหน้าเธอ เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงพูดชัด ๆ
“อยู่นี่กับเรา”
อิงลืมตาขึ้น พบว่าเงาดำทั้งหมดทาบทับลงบนร่างของเธอ กลืนกินเธอไปช้า ๆ จนหายลับในความมืด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บ้านหลังนั้นเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีใครอยู่ เสียงฝีเท้าบนชั้นสองยังคงดังต่อเนื่อง รอคอยผู้มาเยือนคนถัดไป