เงาที่แฝงเร้นใต้คฤหาสน์ริมทะเล
เสียงดังกระแทกเบา ๆ ของล้อรถตู้ข้ามทางแคบหินกรวด ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าคฤหาสน์ริมทะเลที่กำแพงหินสีเทาครึ้มตั้งตระหง่าน ช่อผักหวานเลื้อยพันประตูเหล็กดัด น้ำเค็มลอยแตะจมูก ปรารถนา แบกกล้องถ่ายภาพและเป้ใบใหญ่ เดินนำออกจากรถ ท่าทางขึงขังดื้อดึงตัดกับชุดเสื้อยืดคลุมทับเสื้อแขนยาวสีมะกอก มองขึ้นสู่ยอดคฤหาสน์แล้วสูดลมหายใจลึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เรา-มาถูกที่ใช่ไหม ปรารถนา?” เสียงประสานเอื่อย ๆ จากเดียร์ เพื่อนสนิทผู้มีผมหยิกสั้นและนิสัยเงียบเย็น ดึงความคิดออกจากความกลัวในใจ
“ถูกสิ เดียร์ ดูนี่ หน้าซองส่งจดหมายก็ระบุชัดเบอร์บ้านนี้เลย” ก้อง ซุกซน วิ่งไปแตะกระเบื้องหน้าประตู มือเปื้อนสีน้ำจากกระป๋องพู่กันที่คีบมา
ข้างๆ กัน เจษฎา หรือ เจษ สวมเสื้อเชิ้ตขาว ปล่อยฮู้ดคลุมหัว เดินลากกล่องสีใส่น้ำมัน ซ่อนสีหน้าเครียดกับความกังวลฉาบบางบนดวงตา
ทุกคนต่างจับจองมุมเก็บของในห้องโถง เรือนกระจกสะท้อนแสงแดดสีทองบนพื้นปาร์เก้ เห็นชั้นหนังสือและรูปเก่า ๆ แขวนผนัง “รู้ไหม ทำไมอาจารย์ถึงเลือกบ้านร้างติดหาดนี่ให้เป็นที่พักศิลปิน?” ลลิตา แววตากวน ๆ ปากร้าย สะกิดปรารถนาเล่นขณะดึงเก้าอี้ออกมา
“ก็เพราะราคาถูกไง… หรือเธอกลัวเหรอลลิตา” ปรารถนาตอบ กลบเกลื่อนเสียงสั่น ดวงตาเหลือบมองเงาตะคุ่มในมุมมืดที่บันไดวน
เสียงหัวเราะเบา ๆ แว่วแซมเสียงคลื่น ทุกคนแยกย้ายเดินสำรวจ เจษขึ้นชั้นบน เจอกระจกหน้าต่างเปิดค้าง โชยลมแรงจนม่านขาวสะบัด
พลันประตูหน้าบ้านปึงปัง กระจกจานโคมไฟตกแตก เสียงหวีดลมเงียบงัน ทุกคนหยุดชะงัก ปรารถนามองลงบันได พอเห็นว่าเป็นวายุรุ่นพี่เจ้าของโครงการเดินเข้ามา มือถือลากเป้กล้องใบใหญ่ สายตาลึกลับเปื้อนรอยยิ้มเสียดสี
“ไม่คิดว่าจะกล้ามาเร็วนะ หวังว่าจะไม่ถูกวิญญาณในตำนานบ้านนี้กลืนหายไปซะก่อน” วายุแกล้งเย้า ลลิตาโต้เสียงแข็ง “ที่นี่มีแต่พวกเรา…กับเสียงลม’”
เจษเหลือบหาแสงสว่าง ดวงไฟกระพริบบนเพดานติด ๆ ดับ ๆ เสียงหัวใจโดดเดี่ยวในห้องโถงกว้าง ทุกคนตัดสินใจเลิกสำรวจและกินมื้อค่ำแสนง่าย โต๊ะไม้โบราณ ท่ามกลางเสียงคลื่นกับเงาดำที่ล้อมรอบคฤหาสน์ร้าง
มือปรารถนากำช้อนแน่น “คืนนี้… อย่าเปิดหน้าต่างห้องนะ ลมทางนี้แรง เดี๋ยวจะหนาวเกินไป” แววตาเธอสบกับเจษ ที่นิ่งไปชั่วขณะครุ่นคิดถึงอดีตฝังใจ
“ฉันว่า…เราควรอยู่รวมกัน ถ้ามีอะไรแปลก ๆ… เผื่อ…” เดียร์ลังเล ปากคอสั่นเล็กน้อย
ลลิตาสะบัดมือ “โอ๊ย จะกลัวอะไร มีอะไรติดมากับลมเหรอยะ?” วายุแกล้งขว้างลูกข่างไปกลางโต๊ะ ทุกคนหัวเราะคลายบรรยากาศ พักเรื่องหลอนชั่วคราว ก่อนต่างคนแยกย้ายขึ้นห้อง
“คืนนี้ฝันดีนะ อย่าให้เจอกระจกแตกตอนเที่ยงคืนละกัน” เสียงวายุดังก้องบันได ปรารถนายิ้มจาง ๆ แต่ในใจซุกลึกด้วยความกลัวบางอย่างที่ไม่กล้าเล่าออกมา
ขณะเช้ามาถึง แสงส้มทองฝ่านม่านหนา ปรารถนาออกไปเดินสำรวจชายหาด เธอก้มมองรอยเท้าบนทราย เห็นรองเท้าสีดำลึกลับลู่รอยไปทางหลังคฤหาสน์ เธอเดินตามรอย จนเจอประตูไม้ผุหักแปลกตาหลังบ้าน ลืมตัวเงียบฟังเสียงน้ำหยดไหลลงร่องไม้
ประตูนั้นถูกล็อกจากข้างใน แต่มีรอยเลือดเก่า ๆ เลอะข้างขอบ ปรารถนาเอื้อมจะแงะ ทว่าสะดุ้งเมื่อเจษเดินมา “เธอลองไปดูอะไรตรงนั้นน่ะ?” เจษยิงคำถามทันที
“ก็แค่… สงสัย เหมือนมีคนมา…” ปรารถนาหยุดสบตาเจษ เขาเบนสายตาหนี เสียงคลื่นกระทบฝั่งอีกครั้งหนึ่ง ลลิตาเดินมาสมทบ มองตามด้วยสีหน้าย่างเย็น “จะทำเป็นนักสืบงานอะไร? ไปกินข้าวดีกว่า เดี๋ยวสาย”
ทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร พบว่าเดียร์ยังไม่ออกจากห้อง ทุกคนแปลกใจ รอจนเกือบเที่ยง จึงเคาะประตู เดียร์ไม่ตอบ ลลิตาตัดสินใจเปิดเข้าไป เจอห้องว่างเปล่า ข้าวของยังอยู่ดี แต่ตัวเดียร์หายไปพร้อมกับสมุดสเก็ตช์คนเดียวในกลุ่ม
บรรยากาศมาคุ เจษเดินวนไปมา “เมื่อคืนมีใครเห็นเดียร์ไหม?” วายุเอามือจับคางตรึกตรอง “เห็นตอนเดินเข้าห้องนี่ล่ะ แล้ว?”
ปรารถนากำหมัดแน่น “เมื่อคืน… ฉันได้ยินเสียงเปิดประตูหลังคฤหาสน์… แต่คิดว่าฝันไป…” ทุกคนจ้องหน้า ต่างเร่งตามหาเดียร์รอบคฤหาสน์ เสียงร้องตะโกนหายไปในสายลม
ลลิตาทิ้งตัวนั่ง พึมพำ “…หรือเธอไม่อยากอยู่ตรงนี้…” เจษเดินออกไปที่ทางหลังคฤหาสน์ ค้นรอยเท้าแล้วหยุดตะโกน “เดียร์! อยู่ไหน!”
เวลาข้ามสู่เย็น คฤหาสน์เย็นยะเยือก ทุกคนกลับมานั่งรอบโต๊ะ สายตาว่างเปล่าปะทะกันอย่างหวาดระแวง เจษเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าวายุแอบแกล้ง แต่ปรารถนาเริ่มคิดว่ามีบางอย่างในคฤหาสน์ที่ไม่ใช่แค่มนุษย์
“เมื่อคืนเธอไม่ได้พูดว่าเห็นอะไรแปลกเหรอ?” วายุสวน ปรารถนาเลียริมฝีปาก “ฉันไม่มั่นใจ… มันเหมือนเสียงกรีดร้อง… แล้วก็…”
เสียงลมพัดประตูปัง ทุกคนสะดุ้ง ไม่มีใครกล้าย้ายที่นั่ง ลลิตาเริ่มซักไซ้ปรารถนาเรื่องที่ไม่บอกแต่แรก เจษหวงลีลาเงียบไม่ได้ พบความกดดันในกลุ่มเริ่มตึงเครียด
ตกค่ำ ปรารถนาตัดสินใจออกไปที่ประตูไม้ผุอีกครั้ง คราวนี้เจษตามไป สมองขุดคุ้ยความคิด “เธอไม่กลัวเหรอ?” ปรารถนาส่ายหน้า “ฉันกลัว…แต่ต้องรู้ว่ามันคืออะไร” เจษนิ่งงันก่อนหยิบก้อนหิน ทุบกลอนประตู
ประตูค่อยๆ เปิด เสียงลากโซ่ขลุกขลัก อีกฟากเป็นห้องใต้ดินชื้น ๆ กลิ่นอับแรง เห็นรอยเลือดจาง ทว่าไม่มีวี่แววเดียร์
“เดียร์!” ปรารถนาเรียก เสียงสะท้อนสะท้าน ทุกอย่างเงียบ…จนได้ยินเสียงฮึมครางเบา ๆ จากมุมหนึ่ง เจษเดินนำหน้า พบรอยนิ้วขูดลงบนกำแพงและสมุดสเก็ตช์เดียร์ตกอยู่ แต่ไม่มีร่องรอยเธอ
“เราต้องบอกทุกคน” ปรารถนาเสียงแผ่ว เจษพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ สายตาวูบไหวคล้ายซ่อนอะไรไว้ลึก ๆ
ทั้งสองวิ่งกลับไปแจ้งวายุและลลิตา ความกังวลปะปนโทสะ ต่างโทษกันเองเรื่องการเฝ้าระวัง วายุบ่นเสียงขุ่น “นี่บ้านบ้าบออะไร!?”
ค่ำคืนโดนโรยด้วยเงา ทุกคนไม่กล้านอนลำพัง เสียงคลื่นยิ่งดังกว่าเดิม ปรารถนานั่งชิดหน้าต่าง ใจเต้นถี่ มองออกไปในเงามืดริมทะเลเห็นร่างผู้หญิงในชุดขาวเดินออกไปที่โขดหิน เธอเปลี่ยนใจไม่พูดให้ใครฟัง
รุ่งเช้า เสียงโทรศัพท์มือถือวายุไม่มีสัญญาณ ลลิตาวิ่งลงมาห้องโถง “ประตูหน้าล็อกจากข้างนอก!” เจษวิ่งไปดันหน้าต่างพบถูกตะปูตรึงไว้
ทุกคนติดอยู่ในคฤหาสน์ ตึงเครียด วายุเดินวน หางตาคอยเหลือบมองแต่ละคน
“เจษ…เมื่อคืนเธอออกไปข้างนอกหรือเปล่า?” ลลิตาถามเสียงแข็ง เจษนิ่งไป “เปล่า ฉันอยู่ข้างในตลอด” ปรารถนากระวนกระวาย “เราผิดเอง ที่แยกกัน…”
เสียงลมกระแทกหน้าต่างดังเปรี้ยง เงารางในกระจกแว่บเข้ามา ปรารถนาตาโต “เห็นมั้ยเมื่อกี้…ในกระจก…” ทุกคนหันมอง หายใจติดขัด
วายุหายใจเฮือก บีบแขนตัวเองแน่น “เราต้องออกจากที่นี่-”
ทันใดนั้น.. ไฟดับพรึบ ห้องทั้งหลังมืดสนิท นอกจากแสงจันทร์ สะกดใจทุกคนให้เงียบ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องเดียร์อีกแม้กระทั่งปรารถนา
ผ่านค่ำคืนของการรอ เสียงประตูเคาะจากห้องใต้ดินดังขึ้น เจษเดินน้ำเสียงสั่น “พวกเธออยู่ใกล้กันไว้นะ อย่าแยกไปไหน!” ทุกคนรวบรวมขวัญกล้า ปรารถนาตัดสินใจว่าจะพยายามค้นหาความจริงให้เจอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร
เช้าใหม่ สายหมอกเย็นระเรื่อทุกมุมของคฤหาสน์ วายุเริ่มพูดเบา ๆ เปรยว่า “บางที… เดียร์อาจเลือกหายไปเองเพราะพวกเรา?” ไม่มีใครอยากตอบ เจษฟาดกำปั้นลงโต๊ะ “อยากรู้ใช่ไหมว่าทุกคนมีความลับอะไร? ฉันเองก็ใช่ว่าจะไม่มี…”
เจษเหวี่ยงสมุดสเก็ตช์ใส่โต๊ะ เปิดออก เห็นภาพวาดมือสั่น ๆ วาดรูปผู้หญิงผมยาวยืนหน้ากระจก ซ้ำต่อกันนับสิบ ปรารถนาใจสั่นสะท้าน
“งั้นเธอเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเดียร์?” ลลิตาชี้หน้า เจษนิ่ง นัยน์ตาแดงก่ำ
“ฉัน… ฉันมีเรื่องที่ไม่ได้บอกใคร” เสียงเจษสั่น “เมื่อห้าปีก่อน… ฉันพลาดทำให้เพื่อนในค่ายศิลป์ครั้งแรกหายตัวไป… ไม่มีใครเจอศพ รู้แค่เธอเดินหายเข้าไปในห้องใต้ดินนี่แหละ”
ลลิตาตาโต “มันเกี่ยวอะไรกับคฤหาสน์นี้?”
“ตอนอาจารย์บอกให้มาที่นี่ ฉันจำรูปปูนปั้นหน้าประตูได้ … ภาพผู้หญิงคนนั้นที่ฉันวาดในสมุดของเดียร์ มันเหมือนกันเป๊ะ”
ความเงียบครอบงำปรารถนา เธอพูดเบา ๆ “งั้น…มันคือคำสาป?”
เสียงปลายลมพัด ระฆังหน้าต่างกระดิ่งดัง เจษตานิ่ง “ฉันกลัว…กลัวเป็นคนที่ทำให้เพื่อนหายไปอีก”
บรรยากาศคุกกรุ่น ปรารถนา มือเย็นเฉียบ “ถ้ามันเป็นความแค้นของคนตาย…เราควรหาทางขอขมา หรือเค้นความจริงเพื่อปลดปล่อยเธอ”
ลลิตาสบตาวายุ “ทุกคนล้วนมีความผิดที่ซ่อนไว้…”
วายุถอนใจ “งั้นคืนนี้ เราต้องลงไปใต้ดินอีกครั้ง หวังว่าเธอคนนั้น…จะยอมปล่อยเราถ้าเราขอโทษ”
คืนสุดท้ายนั้น ทุกคนต่างฝากความหวังกับน้ำเสียงสั่น ๆ ของตน ปรารถนาเดินนำมือสั่น เจษกำไฟฉายแน่น ทุกคนก้าวลงพร้อมเสียงสวดซ้ำในใจ
บันไดไม้เก่าเปราะแอ่น ภาพรอยเลือดเก่าเด่นชัด ทุกคนยืนจับมือกัน เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ดังแทรก ผนังสั่นคลอน
จู่ ๆ รูปวาดหญิงผมยาวในสมุดเดียร์เปิดเอง ลมแรงกรรโชก ทุกคนสะดุ้งวาบ เงาผู้หญิงในชุดขาวออกจากกำแพงตรงเข้าหาร่างเจษ
“ฉันขอโทษ…” เจษร่ำไห้คุกเข่าลง “ฉันกลัวความผิดจนไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง…แต่ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว…”
เงาหญิงสาวนิ่ง ๆ สายตาเศร้าสร้อย เงาวนรอบเจษ ปรารถนาวางมือบนไหล่เจษ “เราทุกคนยินดีรับผิดชอบ ถ้าเธอเจ็บ…ขอให้เราได้ไถ่โทษ”
เสียงสะอื้นคืนกลับเป็นความเงียบ เงาจางลง ก่อนรูปวาดในสมุดจะถูกฉีกขาดโดยแรงลม ทุกอย่างเงียบกริบ
แสงสว่างแทรกลงมาช้า ๆ ประตูใต้ดินเปิดเอง ทุกคนคิดถึงเดียร์ น้ำตารื้น รู้ว่าได้สารภาพและยอมรับผิดทั้งหมดแล้ว
รุ่งเช้า ประตูหน้าเปิดออก ลมหอบเอาความหวาดกลัวสุดท้ายออกไป ทะเลเงียบสงบ ปรารถนา เจษ ลลิตา วายุ ยืนมองแสงอาทิตย์สาดกระทบผืนน้ำ ตรึงความทรงจำนี้ไว้เนิ่นนาน
ภาพสุดท้าย… เงาร่างเดียร์ในชุดขาวโบกมือลาเหนือน้ำทะเล ก่อนจางหายไปในสายหมอก ทุกคนสัมผัสได้ถึงการให้อภัยและการเติบโตที่ยังฝังแน่นอยู่เสมอ