เกาะลอยฟ้าใต้เงาคำสาป
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยแสงสีส้มเรื่อยามเย็น ริ้วหมอกล่องลอยคลุมรอบหมู่บ้านเฟืองหมอกและเผยภาพเงาตะคุ่มของเกาะลอยฟ้าขนาดมหึมาบนฟ้า เตยืนข้างรั้วไม้หลังบ้าน สายตาไม่อาจละจากเกาะซึ่งนักเรียนทุกคนเติบโตขึ้นโดยเชื่อฟังข้อห้ามไม่ขึ้นไปเหยียบ สายลมเย็นจับผิวแก้ม เดาหยิบหินก้อนกลมน้อยขึ้นมากำแน่นกลางฝ่ามือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าแผ่วเบาตามมาด้านหลัง อิงค์ในชุดนักเรียนเอ่ยเบา ๆ “คิดอะไรอยู่?” เธอนั่งข้างเขา สายตามองทะลุไกลออกไปเหมือนกัน
เดาเงียบอยู่นานก่อนตอบ “มันเหมือนทุกอย่างถูกขังไว้ข้างบนนั้น…ทั้งเกาะ ทั้งความฝันของเรา ใคร ๆ ก็ห้าม ทั้งที่ไม่มีใครรู้จริง ๆ ว่าเพราะอะไร”
อิงค์ไม่ตอบ เธอเพียงขยับตัวเข้าใกล้ ดวงตาฉายแววลังเล สายลมพัดโชยกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเข้ามา
อีกมุมหนึ่งภายในห้องเรียนที่สว่างไสว ครูปริญญากำลังบรรยายถึงอันตรายของเกาะลอยฟ้า ทุกสายตามุ่งมาที่เขา “เรามีกติกาในสายเลือด อย่าทดสอบโชคชะตา อย่าเดินข้ามเส้นนั้น” ปลายนิ้วชี้ไปที่รูปวาดเกาะกลางอากาศ
เตเหลือบตามองฟ้า หลบสายตาครู ปลายนิ้วจิกสมุด เงี่ยหูฟังเสียงกระซิบกันของเพื่อน ๆ ที่นั่งข้าง ๆ ดาด้า กับกล้า รอยยิ้มซุกซนเบียดแนบซอกมุมปาก
หลังเลิกเรียน นักเรียนแยกย้ายออกจากอาคาร เตหยุดยืนกับกล้ากับดาด้าใต้ต้นสน
กล้าตบบ่าเต “อยากรู้กันไหม ว่าอะไรอยู่บนนั้นจริง ๆ?”
ดาด้าแค่นหัวเราะ “กล้าก็พูดเหมือนทุกที ไม่มีใครกล้าขึ้นสักที”
อิงค์หรี่ตา “ถ้ารู้ว่ามีคำสาปจริง ๆ ล่ะ…ยังอยากเสี่ยงเหรอ?”
เตหลบสายตา รอยยิ้มจาง “เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริง ไหนแค่ขู่เด็ก…แต่บางครั้งก็เหมือนมันเรียกหาเรา”
กล้าบิดนิ้วมือในอุ้งมือ หันมองเตกับอิงค์สลับกันด้วยแววตาไหวหวั่น “คืนนี้…แอบไปเองไหม? ขึ้นไปดูให้รู้ว่าคำสาปมันคืออะไร”
เสียงลมแรงขึ้นทันควัน กิ่งไม้โยกไหว อิงค์กล้ำกลืนความหวาดหวั่นลงคอ “เต…เราว่ามันน่ากลัวจริง ๆ นะ”
ดาด้ามองอิงค์ “กลัวจนไม่อยากเสี่ยง เหรอ? หรือว่ากลัวมากเกินกว่าจะเดินหน้าต่อ?”
อิงค์นิ่งอึ้ง เตถอนหายใจยาวหลบตา
คืนนั้น แสงจันทร์ลอยสูงเหนือยอดเขา สี่เงาเคลื่อนตัวไปตามทางเดินลับในป่า เสียงลมหายใจกลืนกลบเสียงฝีเท้า เตเดินนำหน้า อิงค์เดินคั่นกลาง เหงื่อซึมหัวคิ้ว มือขยุ้มเชือกเป้แน่น
กล้าแง้มไฟฉายส่องพื้น เงาต้นไม้พาดผ่านใบหน้า
“มันเงียบจังวะ กลัวจะเจอมากกว่าคำสาปอีก…” กล้ากระซิบ ดาด่าเหยียดยิ้มพลางหยิบหินโยนไปข้างทาง ท้องฟ้าปรากฏเงาเกาะลอยต่ำใกล้มือเอื้อมถึง
เตหยุดเดิน ลมหายใจขาดห้วง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนหาอะไรซ่อนอยู่ หันมามองทุกคน “ถ้าถึงขอบผาแล้วก็กลับ ถ้าเห็นอะไรแปลก ๆ ก็วิ่ง”
ดาด่ากระซิบแผ่ว “ถ้าเราเจอจริง ๆ จะบอกใครได้ไหม? ครูจะเชื่อเหรอ?”
อิงค์สายตาวูบไหว “บางทีไม่มีใครอยากเชื่ออะไรใหม่ ๆ อยู่แล้ว” ความเงียบกรีดกลางกลุ่ม
กล้ายิ้มฝืน “หรือจริง ๆ เรากลัวแค่จะเจอคำตอบที่เปลี่ยนทุกอย่าง”
เตกัดฟันเดินต่อ ทางแคบลงเรื่อย ๆ ผงะเมื่อเจอกระดานไม้เก่าโยงข้ามเหว ต้นไม้สองฝั่งรับไว้ เตสูดลมหายใจยาว พูดเสียงสั่น “เราขึ้นก่อน ถ้าชำรุดจะได้ไม่ต้องขึ้นตาม”
เสียงกระดานแตกลั่นขณะเตข้าม หัวใจเต้นตุบ ๆ เท้าข้ามอีกฝั่ง มือเย็นเฉียบ เพื่อนแต่ละคนทยอยข้ามทีละคน อิงค์หลับตาตอนเดิน ดาด่าแกล้งเช็ดเหงื่อจากหน้าผากกล้าเมื่อถึง
เมื่อทั้งกลุ่มข้ามสำเร็จ ม่านหมอกคลุมรอบขาต้นไม้ ดาด่าเงยหน้ามองฟ้า “ข้างบนมืดกว่านี้อีกเหรอ?” เสียงหัวเราะลอดสีหน้าเครียด
ข้างหน้า บันไดหินโบราณเลาะริมผา เอื้อมสู่เกาะลอยคลายหมอกเหนือศีรษะ เตขยับเท้าเป็นคนแรก ไฟฉายในมือจับเส้นทางแคบ ๆ ยิ่งขึ้นไป เสียงฝีเท้าสะท้อนหินแกร่งละลาน เงาเคลื่อนไหวในสายหมอก
“มันเหมือนไม่มีทางย้อนกลับแล้วนะ” กล้าเอ่ยเบา ๆ ทุกคนหยุดนิ่ง เตไม่ตอบ มองขึ้นฟ้ายังมีระยะห่างอีกไกล
เสียงแว่วประหลาดดังขึ้น คล้ายเด็กเล็กร้องเพลง ดาด่าสบถ “เสียงบ้าอะไรเนี่ย…”
อิงค์กอดตัวเองแน่น ทุกสายตาเบนหากันวูบหนึ่ง ความกลัวกลืนบรรยากาศ
เมื่อมาถึงปลายบันได พื้นป่าเงียบสงัด ไฟฉายฉายแสงเห็นซากบ้านไม้เก่าโครงคร่าวตั้งกลางป่า มีร่องรอยถูกทิ้งร้างนานกระดูกฝุ่นคลุมหนา เถาวัลย์พันรอบหน้าต่าง กล้าเคาะประตูเบา ๆ
ประตูเปิดเองทันที กรีดร้องแผ่วแว่วขึ้นลึกในบ้าน ฝุ่นปลิวลิ่ว ดาด่ายืนนิ่ง ขนลุกซู่ อิงค์น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
เตก้าวเข้าไปก่อน หัวใจฝืนจังหวะ มือคลำหาสวิตช์ไฟ เงาดำทอดยาวบนพื้น เขาสะดุดกล่องไม้เก่า
กล้าก้มลงเปิดกล่อง เจอจดหมายเก่าเปื้อนหมึก เขียนด้วยลายมือไม่คุ้นตา
เตหยิบอ่านข้อความ ท่ามกลางแสงเทียนสลัว “…ความรักต้องห้ามคือคำสาป ใครฝืนมันจะสาปให้ผูกพันกับเงาจนนิรันดร์…”
ดาด่าเหม่อมองเงาตัวเองใต้เทียน คลื่นไส้กระหึ่มในท้อง “จริง ๆ ใครจะกล้ารักใครบนเกาะห้าม…” สะอื้นเงียบ ๆ
อิงค์ลุกพรวด มือสั่น “กลับกันเถอะ ขอร้อง”
กล้าหันไปกอดอิงค์แน่น “ถ้ายังไม่รู้ความจริง เราอาจไม่รอดออกไปก็ได้”
เสียงกระซิบของเงาดังขึ้นถี่ ใกล้ขึ้นทุกที เงาแต่ละคนยาวถึงปลายเท้า เตชะโงกหน้าออกนอกหน้าต่าง เห็นแสงวาบประหลาดพุ่งออกจากบ้านร้างอีกหลังหนึ่งข้างป่า พวกเขาตัดสินใจแอบไปดู
ขณะเดินออกจากบ้าน เสียงฝีเท้าสะกดรอย เงาดำหน้าประตูซ่อนอยู่ในความมืด ทุกคนซ่อนหายใจเต้นแรง สำเนียงกระซิบบางเบากระทบโสต “ใครฝืนรัก..จะติดกับตลอดไป…”
กล้าตัดสินใจวิ่งไปยังแสงวาบ เต ดาด่า อิงค์รีบตามข้างหลัง ต่างข้ามพุ่มไม้ถึงบ้านหลังใหม่ ประตูแง้มแสงเทียนลอยออก เงาดำลอยรอบ ๆ มีหญิงสาวในชุดนักเรียนโบราณนั่งรออยู่กลางห้อง
เธอชื่อพิม เกริ่นเสียงสั่น “ไม่ต้องกลัว ฉันติดคำสาปนี้มานานแล้ว ทุกคืนวิญญาณที่ฝืนรักคนผิดขอบเขตต้องอยู่ที่นี่…จนกว่าจะปล่อยวาง…หรือมีใครกล้าฝืนกฎมารับต่อแทน”
อิงค์หน้าเสีย ดาด่าเสียงสั่น “หมายความว่าถ้าเรารักใครอยู่…คำสาปจะเล่นงานเราด้วยเหรอ?”
พิมยิ้มเศร้า “มีแต่ใจเท่านั้นที่เลือกได้ว่าจะยอมจำนน…หรือต่อสู้กับเงาในใจ”
กล้ากอดตัว ร้อง “แล้วจะรอดยังไง! เราแค่เด็กธรรมดานะ!”
พิมเสไปทางเต ดวงตาหลุบต่ำ “เธอ…กลัวอะไรที่สุด? กลัวความจริง หรือกลัวเผชิญหน้ากับหัวใจตัวเอง?”
เตพูดเบา ๆ “ผมกลัวสูญเสียทุกอย่าง กลัวผิดคำสาบานกับครอบครัว กลัว…” เสียงไปไม่ถึงคำสุดท้าย
ไฟเทียนหรี่แสง เงาในห้องขยายกลืนรอบตัว ทุกคนซ่อนหน้าในมือ พิมเตือนเสียงเข้ม “ยิ่งกลัว…คำสาปยิ่งแรง”
อยู่ ๆ บ้านทั้งหลังสั่นราวกับวิญญาณสะท้อนเสียงร้องไห้จากกำแพง เพื่อน ๆ กอดกันกลมหัวใจเต้นระรัว เตยกมือจับมืออิงค์ไว้แน่นที่สุด
อิงค์หลุดร้องออกมา “ถ้าต้องเลือกรักหรือรอด เราจะเลือกอะไร!”
กล้าตะโกน “เราขอท้าทายเงานั่น!”
ดาด่าสะอื้นสะอึก เปล่งเสียงสุดท้าย “เราจะไม่ทิ้งกัน!”
เงาดำแตกกระจายรอบห้อง ลมเย็นหวิววูบ รูปลักษณ์บ้านเก่าทั้งหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นเพียงเศษเงาแตกละเอียด
ทันใดนั้น เงาดำรูปร่างมนุษย์โผล่ข้างหลังเต เขาสะดุ้ง ร่างทั้งกลุ่มถูกจับขึงกลางอากาศ เงาแต่ละคนถูกล่ามโซ่ติดขอบหน้าต่าง เงานั้นกระซิบความลับของแต่ละคน เสียงสะท้อนในหัวใจ
ดาด่าค่อย ๆ สารภาพทั้งน้ำตา ชีวิตที่ไม่เคยกล้ายอมรับความรู้สึก อิงค์รับสารภาพความกลัวผิดหวังในความรัก กล้ารับสารภาพว่ากลัวไร้ตัวตน เตสะอื้นยอมรับว่าตัวเองเคยทำร้ายคนสำคัญเพราะความลังเลในอดีต
เมื่อแต่ละคนยอมสารภาพ เงาเริ่มจางลงทีละน้อย ความกดดันในอกคลายไป เสียงสายลมปลิวพัดแรง เงาดำพลันนิ่ง พิมยิ้มทั้งน้ำตา “ความจริงปลดปล่อยใจ และคำสาปจะสลาย เมื่อกล้ายอมรับหัวใจตัวเอง”
แสงเช้าสาดเข้าหน้าต่าง เงาจางซึมหาย บ้านร้างกลายเป็นซากปูน ถุงเป้ยังอุ่นอยู่ในมือเต ทุกคนต่างเงียบงันทอดสายตามองกันเอง ต่างใจเต้นระรัว
เตหันไปมองอิงค์ อิงค์กลั้นน้ำตาเอื้อมจับมือเตแน่น กล้ากอดไหล่ดาด่า ใบหน้าทุกคนซีดแต่ปรากฏรอยยิ้มจางแห่งความเข้าใจกันและกัน
ทั้งกลุ่มเดินออกจากซากบ้านรับแสงอรุณ บันไดหินทอดกลับสู่หมู่บ้าน รอยแผลและรอยน้ำตายังติดบนแก้มแต่เงาในใจถูกเปิดเผยแล้ว
เมื่อถึงหมู่บ้าน ทุกสายตาตกใจที่เห็นทั้งกลุ่มรอดกลับมา สีหน้าครูปริญญาตึงเครียด แต่ไม่พูดอะไร เตสบตาอิงค์ให้กำลังใจ ก่อนจะเดินไปหาแม่ กอดแน่นโดยไม่พูดอะไร
คืนวันต่อมา เกาะลอยฟ้ายังคงลอยอยู่ แต่ความกลัวและคำสาปในอดีตได้สลายลงในใจเด็กทั้งสี่ พวกเขาเติบโตจากการยอมรับความผิด การให้อภัย และการเลือกหัวใจตนเอง
เมื่อสายลมหวนกลับมา หมอกปกคลุมเกาะ เงาใหม่ค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับฟ้าสีสด เด็กทั้งสี่ประกายรอยยิ้มส่งใจถึงกัน ไม่ว่าคำสาปจะเป็นจริงหรือไม่ พวกเขาไม่มีวันกลัวอีกต่อไป