เมื่อเงาแห่งอดีตย้อนคืน
เสียงลมพัดกรูเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานสูง ผ้าขาวเก่าๆ คลุมเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในห้องรับแขก สายฟ้าฟาดลงฉับพลัน ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อยๆ เปิดออกพร้อมร่างผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยืนตัวสั่นอยู่หน้ากองสัมภาระ คีรินทร์สูดลมหายใจลึก รวบเส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้ากำก่อนจะก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ เหตุผลที่กลับมาคืนนั้น ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้านเกิด แต่เพราะอีกห้องหนึ่งในหัวใจยังไม่เคยตื่นจากความฝันร้ายเมื่อคืนสิบปีก่อน เมื่อวันน้องสาวของเธอหายตัวไปไร้ร่องรอย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นเบาๆ คีรินทร์รับสาย พลางถอนหายใจ
“แม่โทรมาแล้วรึ?” เสียงต่ำและแฝงความกังวลดังจากปลายสาย เป็นธัญญ์อดีตแฟนเก่าที่บังเอิญยังติดต่อกัน คีรินทร์มองดูมือของตัวเองที่กำคีย์เปียโนเก่าๆ
“ฉันถึงแล้ว แต่คฤหาสน์นี่…มันราวกับไม่ต้อนรับใครอีกเลย ธัญญ์ เธอควรไปต่อ ฉันสามารถรับมือกับที่นี่เอง”
ธัญญ์เงียบไปเหมือนกำลังจะพูดอะไร แต่กลับกลืนน้ำลายแล้วถามเสียงเบา “แล้วเธอ… ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม?”
คีรินทร์ไม่ได้ตอบทันที เธอสูดลมหายใจอีกครั้ง มีกลิ่นเหม็นอับ กับกลิ่นดินเปียกหน้าน้ำที่ฝังแน่นอยู่ทุกมุมกำแพง
คีรินทร์วางสาย เปิดไฟห้องโถง เผยให้เห็นบันไดไม้เก่าที่ยังมีรอยรองเท้าเล็กๆ จากวันเก่า แสงเทียนจากเชิงเทียนด้านล่างไหวริบหรี่เหมือนเสียงเปียโนบางเบาในหู
เธอเดินสำรวจห้องต่างๆ ท่ามกลางความเงียบ ทุกสิ่งเหมือนหยุดนิ่ง เงาสะท้อนบนบานกระจกคล้ายใครบางคนยืนอยู่ข้างหลัง
เสียงกระซิบแผ่ว ๆ แทรกมา คีรินทร์หยุดจ้องกระจก อยากเชื่อว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้า
ขณะที่เธอเปิดประตูห้องนอนเก่า กลิ่นน้ำหอมเด็กแทรกเข้าผสมกลิ่นอับ ปกติประตูนี้มักล็อกเสมอ แต่นี่กลับยอมเปิดให้เข้าได้อย่างง่ายดาย ภายในห้องเปล่าเปรียบเสมือนรอใครบางคนกลับมา
แสงฟ้าแลบส่องให้เห็นตุ๊กตาหมีสภาพโทรมวางกอดจดหมายไว้ใต้แขน “กลับบ้านเถอะนะ พายอรุณ” ลายมือเด็กๆ นั้นยังชัดเจน เธอจับจดหมายนั้นพลิกซ้ายขวา น้ำตาเอ่อ แต่อดกลั้นไว้
เสียงกุกกักเบื้องหลังทำให้คีรินทร์ขนลุกซู่ เธอหันไปมองเห็นเพียงม่านไหววูบ รอยเท้าเล็กๆ ใต้เตียงดูลางๆ ซึ่งไม่น่ามีอยู่ได้เป็นสิบปี
เช้าวันต่อมา แม่กลับมาที่คฤหาสน์ แข็งกร้าวและเงียบ ไม่พูดอะไรกับเธอยาวนานนัก คีรินทร์เข้าใจดี แม่เองก็ยังโทษเธอในเหตุการณ์คืนนั้น
“ไม่ต้องการคำขอโทษหรอก แต่ต้องการให้น้องกลับมา” แม่พูดเสียงแข็ง ก่อนจะเดินหนีออกจากห้อง
คีรินทร์เปิดเปียโนเก่า กดคีย์ตัวเดียว เสียงนั้นแหบพร่า เธอนั่งนิ่งนาน อยู่กับความรู้สึกผิด และความโกรธในใจที่ยังไม่รู้จะระบายออกอย่างไร
ค่ำวันเดียวกัน ธัญญ์มาหาที่บ้าน ยื่นกล่องไม้เล็กให้เธอ ภายในกล่องคือสร้อยข้อมือของพายอรุณที่หายไปพร้อมเจ้าตัว และรูปถ่ายครอบครัวใบหนึ่งที่ถูกขีดฆ่าใบหน้าของเธอเองด้วยดินสอแดง คีรินทร์ชะงัก หยิบรูปขึ้นมองนิ่ง
ธัญญ์นั่งลงข้าง ๆ ทำท่าจะพูดแต่ลังเล “ยัยคี เธอเคยคิดไหมว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด?”
คีรินทร์กัดปาก “ถ้าความจริงเจ็บปวดยิ่งกว่าความโศกเศร้าล่ะ?”
ธัญญ์จับมือเธอไว้ “แต่เราต้องรู้” ความเงียบแทรกกลางระหว่างสองคน
ในห้องเปียโนคืนนั้น ขณะคีรินทร์ทดลองเล่นเพลงเก่า เสียงกระซิบแผ่วๆ ลอยมาอีก “ของฉัน… คืนให้ฉัน…” เงาน้อยๆ วูบผ่านด้านหลังเปียโน ร่างบางชะโงกไปดู แต่ไม่มีใครอยู่จริง
เธอหลับไปบนเปียโน ตื่นมาโดนเสียงเครื่องดนตรีดังขึ้นเอง หัวใจเต้นรัว เหงื่อซึมมือ เงาสะท้อนในกระจกเปียโนเผยให้เห็นเด็กหญิงในชุดกระโปรงยืนจ้องอยู่ข้างหลัง ก่อนจะเลือนหายเมื่อคีรินทร์เผลอหลับตา
รุ่งเช้า แม่เดินเข้ามาหาเธอ วางรูปถ่ายอีกใบลงบนโต๊ะ “เพื่อนบ้านแวะเอามาให้ เค้าบอกว่าเห็นอะไรแปลกๆ คืนที่พายอรุณหาย”
คีรินทร์ดูรูปอย่างช้าๆ ในเงาสะท้อนข้างหน้าต่าง เธอมองเห็นเหมือนมีเงาอีกเงายืนอยู่ข้างน้องสาว ตรงจุดที่ประตูกระจกเปิดออกสู่สวนหลังบ้าน
คีรินทร์สืบจนพบว่าคืนนั้นมีคนแปลกหน้าแอบเข้ามาทางสวนหลังบ้าน เธอตามรอยหลักฐานไปจนเจอสร้อยคอเด็กตกในพุ่มไม้เก่า พร้อมรอยเท้าเล็กๆ นำออกไปไกลโพ้น
แม้เธอจะสืบจนเจอคนสงสัย แต่ทุกคำตอบกลับวกวน เขายืนกรานว่าไม่เคยเห็นเด็กคนนั้น คีรินทร์สงสัยในตัวเองมากขึ้น ในหัวเธอมีเพียงคืนสุดท้ายที่น้องร้องไห้อยากให้เธอกลับมาเป็นพี่คนเดิม แล้วตัวเองก็เลือกผลักเมิน แม้รู้ว่าน้องกลัวความมืด
ค่ำวันต่อมา เธอฝันถึงพายอรุณอีกครั้ง เด็กหญิงยิ้มเศร้า เดินเข้าใกล้เปียโนแล้วพูดเสียงเบา “อย่าทิ้งน้อง… พี่คี”
ในฝันเธอเข้าไปกอดน้อง ตัวหญิงสาวนั้นกลับเย็นเฉียบ เหมือนกอดร่างเงา เธอสะดุ้งตื่นกลางเหงื่อ ความรู้สึกผิดตอกลึกขึ้นเรื่อยๆ
เธอออกค้นสวนยามดึก ท่ามกลางสายฝนพรำ เงาเล็กๆ ออกมานำทางไปยังแอ่งน้ำด้านหลังบ้าน ที่แม่เคยห้ามใครเข้าใกล้
กลิ่นดินเปียกคละคลุ้งในอากาศ นาฬิกาตีสอง นกฮูกร้องแว่ว เธอนั่งลงข้างแอ่งน้ำ หยิบเปียโนของเล่นชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากโคลน รอยขีดเขียนว่า “คิดถึงพี่” นั้นดูใหม่เสียจนน่าขนลุก
กลางดึก คีรินทร์ได้ยินเสียงเปียโนดังขึ้น เธอเดินตามไปที่ห้องนั่งเล่น แสงเงาล้อผ่านบันได เธอเห็นร่างเล็กเล่นเปียโนหลังบ้าน ก่อนจะดับวูบลงพร้อมแสงเทียนทั้งหมดในบ้าน
ธัญญ์รีบเข้ามาช่วย เธอกอดคีรินทร์ไว้แน่น “จะเดินไปตามอดีตตลอดไม่ได้ เธอต้องให้อภัยตัวเองนะ”
คีรินทร์ร้องไห้ เธอกอดธัญญ์ สัมผัสขอโทษแทนคำพูด “ฉันก็แค่อยากให้เขากลับมา แค่ครั้งเดียว ฉันไม่ยกโทษให้ตัวเองได้ง่ายๆ หรอก”
แต่แล้ว… เงาเด็กหญิงค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เงานั้นเหมือนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “ทุกอย่างที่พี่คีทำ พายอรุณรู้นะ… หนูไม่เคยโกรธ”
เสียงเปียโนดังอีกครั้ง เงาน้องสาวค่อยๆ จางไป ทิ้งความอบอุ่นแปลกประหลาดในอกคีรินทร์ เธอร้องไห้เงียบๆ ธัญญ์กุมมือไว้แน่น แม่มาโอบสองคนด้วยน้ำตาซึม
เมื่อเช้าใหม่มาถึง แสงสว่างลอดผ่านม่าน คฤหาสน์ที่เคยอับของความทรงจำกลับดูโปร่งขึ้นเล็กน้อย คีรินทร์ตั้งใจจะฟื้นฟูคฤหาสน์หลังนี้ไว้ใหม่ เพื่อให้เป็นทั้งบ้านและอนุสรณ์แห่งการให้อภัยตัวเอง ธัญญ์ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเธอ
รูปถ่ายเก่าถูกแขวนบนผนัง ไม่มีใบหน้าที่ถูกขีดฆ่าอีกต่อไป เพราะเธอเลือกจะให้อภัยตัวเองและก้าวต่อไปในที่สุด