บ้านร้างกลางป่า
เสียงรองเท้าบดกับกรวดแผ่วเบาดังลอดเข้าหูท่ามกลางความเงียบวังเวงของป่า ใบไม้สีน้ำตาลแห้งกรอบร่วงลงมาใต้ฝ่าเท้าของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสามสี่คน—อิฐ, ฟ้า, วริศ และพิม—ที่เดินลึกเข้ามาในป่าหลังหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทุกคนเชื่อว่ามีบ้านร้างซ่อนอยู่หลังเนินเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พวกแกแน่ใจจริงเหรอว่าจะเข้าไป?” วริศถาม พลางเหลือบมองรอบตัว แสงแดดบ่ายคล้อยลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นลำแสงสีทองซีด ต้นไม้สูงชะลูดราวกับกำแพงกักขัง
ฟ้าสูดลมหายใจลึก มองข้ามไหล่ไปยังอิฐที่ดูเงียบผิดปกติ “ถ้าไม่เข้าตอนนี้ พวกนายจะปล่อยให้พี่ฉันหายไปเปล่าๆ เหรอ?”
พิมเงียบ สีหน้าหวาดระแวงแฝงความเหนื่อยล้า “มันผ่านมากี่ปีแล้ว…ฟ้า เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น”
“สิบปี” ฟ้าตอบเสียงแผ่ว “ถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็ไม่มีวันไหนอีก”
อิฐเบือนหน้าหนี ไม่ตอบ วริศกระชับเป้สะพายหลังแน่น พลางจ้องไปยังเงาไกลๆ ที่ดูคล้ายโครงร่างของบ้านหลังเก่า
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ทุกคนหยุดยืนกลางลานโล่งที่เต็มไปด้วยใบไม้และเสาไม้ผุผัง บ้านไม้สองชั้นเก่าแก่หลังนี้ดูเหมือนไม่มีใครเข้าใกล้มานาน ม่านหน้าต่างฉีกขาดปลิวเบาๆ กับสายลม
ฟ้าพูดเสียงเบา “บ้านนี้ พี่ฉันเคยมาที่นี่…ก่อนจะหายไป”
อิฐพยักหน้า สีหน้าสับสน “เราแค่ดูข้างใน…แล้วออกมาให้ไว”
ทุกคนเดินขึ้นบันไดไม้ที่ร้องเอี๊ยดอ๊าด ตามหลังฟ้าที่จ้องประตูบ้านราวกับรอให้ใครเปิดรับ
บานประตูเปิดด้วยเสียงครืดเบาๆ กลิ่นอับและฝุ่นคลุ้งออกมา ทุกคนหยุดหายใจชั่วขณะ ฟ้าก้าวนำเข้าไปก่อน
ข้างในบ้านมืดทึบ แสงจากหน้าต่างแต้มเป็นเส้นๆ ตามผนัง พิมเดินตามหลังใกล้ชิด อิฐกับวริศเดินรั้งท้าย
เสียงร้องแผ่วเบาดังขึ้นจากชั้นบน แต่เมื่อทุกคนหยุดฟัง กลับได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่าน ช่องว่างในบ้านเต็มไปด้วยเงา และเสียงขยับเบาๆ จากไม้พื้น
“ใครเดินอยู่ข้างบน…” วริศกระซิบ ฟ้าหันมามองเขา “หรือมันแค่เสียงหนู?”
ไม่มีใครตอบ ต่างเดินสำรวจห้องโถงที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยน้ำตาเก่า ๆ บนพื้นไม้
อิฐหยิบไฟฉายออกมา ส่องไปยังกรอบรูปเก่าที่แขวนเอียง ๆ บนผนัง รูปครอบครัวหนึ่ง—เด็กหญิงถือดอกไม้ รอยยิ้มแปลกตา
พิมเดินเข้าไปใกล้ มองรูปนั้นนิ่ง ๆ “เธอเหมือนฟ้ามาก…”
ฟ้าจ้องรูปนั้น เงียบไปนาน “นั่นไม่ใช่ฉัน”
เสียงเอี๊ยดของบันไดดังขึ้นทำให้ทุกคนหันขวับ สายตาแต่ละคนเจือความระแวง
วริศเดินเข้าไปใกล้บันได “ขึ้นไปดูไหม?”
“ต้องขึ้น” อิฐพูด แต่เสียงเขาสั่น ทุกคนจับสังเกตได้
ทั้งสี่คนเดินขึ้นบันไดทีละคน พื้นไม้ร้องครางในความเงียบ ห้องโถงชั้นบนมืดกว่าชั้นล่าง ทุกคนแยกย้ายกันสำรวจแต่ละห้อง
พิมเปิดประตูห้องหนึ่ง เสียงลั่นดังสนั่น เธอสะดุ้ง พบแต่ห้องว่างเปล่า มีตู้ไม้เก่า ๆ และเก้าอี้ขาหัก
อิฐเดินสำรวจอีกห้องหนึ่ง มีรอยขีดบนผนังเป็นเส้นเหมือนเด็กขีดไว้ เขาแตะรอยขีดนั้น พลางมองอย่างไม่เข้าใจ
“นี่มันอะไร?” อิฐถามเสียงขุ่น ฟ้ากับวริศเดินเข้ามาใกล้ มองรอยขีด—บางเส้นเหมือนตัวหนังสือแต่ดูไม่ออกว่าหมายถึงอะไร
ฟ้าจับมือป้องปาก สีหน้าซีด “มันเหมือนรอยมือเล็กๆ…”
เสียงบางอย่างดังแว่วจากห้องน้ำ ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนขนลุกวาบ
“ไปดู…” วริศกลืนเสียง ทุกคนเดินไปที่ห้องน้ำ ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นเหม็นอับแรงจู่โจม
ข้างในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำเก่า สนิมเขรอะ บนผนังเหนือตู้ยา มีรอยเขียนชื่อเต็มไปหมด ชื่อเหล่านั้นซ้อนทับและขีดฆ่าบางส่วน—หนึ่งในนั้นมีชื่อพี่สาวของฟ้า
ฟ้าซวนเซไปข้างหลัง “เธอมาที่นี่…จริงๆ”
อิฐพยายามปลอบแต่ดูเก้กัง “ชื่อคนอื่นๆ นี่…เป็นใคร?”
พิมก้มผงกหัวหลบตา “เราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน…”
เสียงของบางสิ่งเคลื่อนที่จากชั้นล่าง ทุกคนหยุดฟัง เหมือนใครเดินลากบางอย่างไปมา
“มีใครอยู่ข้างล่าง…” วริศกระซิบ ต่างคนต่างขยับตัวหลบหลังบานประตู
อิฐเดินไปแง้มหน้าต่างมองออก ไม่เห็นอะไรนอกจากต้นไม้ไหวและเงาดำ
ฟ้ากำลังจะพูด แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นบนบันได ทุกคนแข็งค้าง รอคอย…แต่ไม่มีอะไรปรากฏ
บรรยากาศตึงเครียด เสียงลมหายใจสะท้อนในพื้นที่แคบ วริศหันไปสบตาพิม “แกจะออกไปไหม?”
พิมลังเล สายตาหลบ “ฉัน…ฉันไม่รู้ บางทีมันไม่ใช่แค่บ้านร้าง”
อิฐตอบทันที “ไม่! ถ้าออกไปตอนนี้ เราจะไม่มีวันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ฟ้า”
ฟ้ายืนตัวแข็ง “เราแค่หาคำตอบ…แค่ดูว่าเธอยังอยู่มั้ย”
เสียงประตูชั้นล่างปิดเองดัง “ปัง!” ทุกคนสะดุ้ง หันขวับมอง
เงามืดแวบผ่านปลายบันได ราวกับมีบางอย่างเฝ้าดูอยู่
อิฐกัดฟันแน่น “อยู่ด้วยกัน อย่าแยกกันเด็ดขาด”
พิมกอดแขนตัวเองแน่น เงียบไปนาน ก่อนพูดเบาๆ “มีบางอย่างผิดปกติ…”
ฟ้าพยายามควบคุมสติ “เราต้องไปดูห้องใต้หลังคา พี่เคยบอกว่าเคยขึ้นไปที่นั่น”
วริศมองฟ้าอย่างลังเล “แน่ใจเหรอ?”
“ไม่มีทางเลือก…” ฟ้าสูดลมหายใจ ตัดสินใจเดินนำ ทุกคนเดินตามขึ้นบันไดแคบๆ ไปที่ห้องใต้หลังคา
ประตูห้องใต้หลังคาปิดสนิท แต่เมื่อฟ้าผลัก มันก็เปิดออกเอง เสียงบานพับดังฝืดหู
ในห้องมืดสนิท มีแสงลอดจากช่องกระเบื้องแตก ทุกคนชะงักเมื่อเห็นกล่องไม้เก่าๆ อยู่กลางห้อง
อิฐเดินไปเปิดกล่อง พบแต่เศษกระดาษเก่าๆ และรูปถ่ายขาวดำ ฟ้าหยิบขึ้นมาดู เห็นภาพเด็กหญิงยืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังนี้ ตาโตมืดหม่น
“นี่มัน…เธอหน้าตาเหมือนพี่ฉันมาก”
วริศส่องไฟฉายบนผนัง เห็นรอยขีดคล้ายสัญลักษณ์ประหลาด “นี่มันอะไร?”
พิมพูดเสียงสั่น “ฉันไม่ชอบที่นี่เลย…”
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างดังขึ้นจากใต้พื้นบ้าน เหมือนมีใครเคาะเบา ๆ ทุกคนหยุดฟัง
“มีใครอยู่ข้างล่าง…” อิฐกระซิบ
เสียงนั้นเงียบไปก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงขูดขีดยาว ๆ เหมือนเล็บลากกับไม้ ทุกคนขนลุก
ฟ้าตัดสินใจลงไปข้างล่างอีกครั้ง ทุกคนเดินตามอย่างระแวดระวัง
ขณะที่ลงบันได เสียงลมหายใจแปลกปลอมดังแว่วอยู่ในอากาศ ทุกคนหยุดหายใจรอ เสียงเงียบไปอีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงห้องโถงข้างล่าง พบประตูบ้านเปิดออกเอง ลานหน้าบ้านกลับมีรอยเท้าคนเล็ก ๆ เต็มไปหมด
อิฐมองรอยเท้าอย่างตกใจ “มันมาจากไหน?”
ฟ้าวิ่งตามรอยเท้าไปจนถึงต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน ใต้รากไม้มีผ้าเก่าๆ ห่อของบางอย่างไว้
วริศกับพิมรีบเดินตาม ฟ้าค่อย ๆ แกะผ้าออก พบกล่องไม้เล็กๆ อยู่ข้างใน
ฟ้าสั่นมือแต่ยังแกะกล่องออก ในกล่องมีจี้ทองเก่า ๆ สลักอักษร “ฟ้าวันเพ็ญ” ชื่อพี่สาวของเธอ
ฟ้าน้ำตาร่วง เธอกำจี้ทองแน่น “นี่มันของพี่…”
เสียงกระซิบดังมาจากป่าแวดล้อม “อยู่นี่…กลับบ้าน…”
ทุกคนหยุดชะงัก หันไปรอบตัว เงาดำแวบผ่านทิวไม้ ไม่มีใครพูดอะไร
เมื่อกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ฟ้าสังเกตผนังข้างประตูมีรอยขีดเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่ชั้นบน
วริศมองอย่างสงสัย “มันคืออะไร…ลายเซ็น?”
“มันเหมือน…ตราประทับ” พิมพูดเสียงแผ่ว
อิฐสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง พบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งซ่อนในช่องผนัง เขาเปิดอ่าน พลิกหน้าทีละหน้า
เนื้อหาในสมุดบันทึกเริ่มจากบันทึกธรรมดา ก่อนจะกลายเป็นบันทึกสั้น ๆ ว่า “เสียงนั้น…ขอให้หยุด…ขออย่าให้เห็นเงานั้นอีก”
เสียงลมหายใจหนัก ๆ ดังขึ้นข้างหูอิฐ เขาสะดุ้ง เงาดำเคลื่อนผ่านกระจกหน้าต่าง
ฟ้ากอดจี้ทองแน่น น้ำตาไหล “พี่…เธออยู่ที่นี่จริงๆ ใช่ไหม?”
เสียงประตูชั้นบนเปิดเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ เคลื่อนลงบันได ทุกคนหันไปมอง
ไม่มีใครปรากฏ แต่ความกดดันบีบคั้นจนทุกคนขยับตัวลำบาก
อิฐตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นบนอีกครั้ง ฟ้ากับพิมเดินตาม วริศลังเลแต่ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยรีบเดินตาม
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบน ทุกคนสังเกตเห็นว่าบรรยากาศต่างไป ผนังดูหม่นมัว มีเงามืดเคลื่อนไหวไปมา
ฟ้ามองจ้องเข้าไปในห้องหนึ่ง รู้สึกเหมือนเงาบางอย่างอยู่ในนั้น เธอเดินเข้าไป ในนั้นมีตุ๊กตาผ้าที่ขาดวิ่นซุกอยู่มุมห้อง
พิมเข้ามาด้วยกัน เธอเอื้อมไปแตะตุ๊กตา แต่ทันใดนั้นความเย็นยะเยือกแล่นผ่านร่าง
เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้หู “ช่วยด้วย…อย่าปล่อยฉันไว้ที่นี่…”
เสียงนั้นคล้ายเสียงเด็กหญิง ทุกคนหันขวับมองรอบตัว ไม่มีใครปรากฏ เงายังคงไหวอยู่ในมุมห้อง
อิฐถอนหายใจหนัก “เราต้องออกไป เดี๋ยวนี้”
ฟ้าส่ายหน้า “ยังไม่ได้คำตอบ…”
วริศตะโกนลั่น “ใครอยู่ที่นี่! ออกมา!”
เงามืดยาวยืดขยายขึ้นไปตามผนัง ก่อนจะหดหายไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้เห็นเจ้าของเดินกลับขึ้นชั้นบนอีกครั้ง
พิมเริ่มร้องไห้ “ฉันอยากกลับบ้าน…ได้โปรด…”
ฟ้ากอดพิมไว้แน่น “เราจะออกไปด้วยกัน”
เสียงแหลมบางอย่างดังขึ้นซ้อนในอากาศ “ถ้ากลับ…จะไม่มีใครได้ออกไป”
ทุกคนชะงัก มองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว
อิฐเดินไปที่หน้าต่าง หวังจะเปิด แต่บานหน้าต่างขยับไม่ได้ เงามืดนอกกรอบหน้าต่างกระเพื่อมราวกับกำลังหัวเราะเยาะ
ฟ้าจ้องที่จี้ทองในมือ จู่ ๆ จี้ก็ร้อนวาบขึ้นมา เธอปล่อยตกพื้น เสียงกระทบพื้นไม้ดังก้องในความเงียบ
ทันใดนั้น ภาพในห้องเปลี่ยนไป ทุกอย่างหม่นมัวลง เสียงเด็กร้องไห้แว่วลอยมา พวกเขาเห็นเงาเด็กหญิงยืนอยู่กลางห้อง สวมชุดเก่า ๆ หน้าซีดเผือด
ฟ้าเสียงสั่น “พี่วันเพ็ญ…ใช่ไหม?”
เงาเด็กหญิงไม่ตอบ แต่ชี้นิ้วไปยังผนังห้อง ผนังเปิดออกเอง เผยให้เห็นช่องว่างซึ่งมีซากสมุดบันทึกอีกเล่มกับผ้าพันคอเก่า ๆ ข้างใน
ฟ้าหยิบสมุดบันทึกมาเปิดดู ข้างในเขียนว่า “อย่าฟังเสียงนั้น…หากได้ยิน จงหลบ อย่าตอบ อย่าเรียก”
ทุกคนเริ่มสังเกตว่าเสียงกระซิบที่ได้ยินมาตลอด ไม่ใช่เสียงพี่สาวของฟ้า
วริศเสียงสั่น “แล้ว…มันคืออะไร?”
เสียงในห้องเงียบลงโดยฉับพลัน เงาเด็กหญิงหายไป ทุกคนพยายามวิ่งหนีออกจากบ้าน แต่ประตูถูกล็อกจากข้างนอก
อิฐทุบประตู บานประตูไม่ขยับ เสียงไม้ขูดขีดดังตลอดเวลา ฟ้าพยายามปลอบใจตัวเอง “มันต้องมีทางออก…”
ทุกคนรวมตัวกันอยู่กลางห้อง เงามืดเริ่มแผ่ขยายเข้ามาจากทุกมุม พิมสวดมนต์พึมพำ วริศสั่นเทา อิฐพยายามส่องไฟฉายแต่แสงถูกดูดกลืนไปหมด
เสียงกระซิบชัดเจนขึ้น “อยู่ด้วยกัน…ไม่ให้ไปไหน…”
ฟ้ากอดเพื่อนแน่น “เราต้องไม่แยกกัน!”
ทันใดนั้น เงามืดรวมตัวเป็นรูปร่างเด็กหญิงยืนขวางประตู ดวงตาว่างเปล่า จ้องมองทุกคน
อิฐพูดเสียงสั่น “พี่วันเพ็ญ…หรือเปล่า?”
เด็กหญิงส่ายหน้า น้ำตาไหลเป็นทาง “ไม่มีใครออกไปได้…”
ฟ้าตัดสินใจเดินเข้าไปหา ยื่นจี้ทองให้ “ฉันขอโทษ…ที่ปล่อยให้เธออยู่ลำพัง”
เด็กหญิงรับจี้ทองไว้ สีหน้าปวดร้าว เงามืดรอบตัวเริ่มจางลง
ทันใดนั้น เสียงประตูเปิดออกเองลั่น ทุกคนหันขวับ เงามืดจางหาย เด็กหญิงค่อย ๆ ถอยหลังจนหายไปในเงา
ทั้งสี่คนรีบพากันออกจากบ้าน วิ่งไปในลานหน้าบ้านจนพ้นเงามืด
เมื่อหันกลับไปมอง บ้านหลังนั้นกลับสงบเงียบ ดังเดิม ราวกับไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน
ฟ้ากำจี้ทองไว้แน่น น้ำตานองหน้า ทุกคนกอดกันแน่น ไม่มีใครพูดอะไร
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังแว่วออกมาจากบ้าน “ขอบใจ…ที่ไม่ลืมฉัน…”
ทุกคนยืนจ้องบ้านนั้นอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ในใจยังเต็มไปด้วยความกลัวและความเศร้าที่คำตอบบางอย่างจะไม่มีวันถูกเปิดเผย