คืนที่ไร้เงา
ฝนโปรยปรายละเอียดปานขนนกใส่กระจกหน้ารถสีขาวขุ่นที่ขับเคลื่อนอย่างช้า ๆ บนถนนคดเคี้ยวขึ้นเนินเขา ใบไม้เปียกแฉะบดขยี้ใต้ล้อคล้ายเสียงกระซิบของอดีตที่ลอยฟุ้งในอากาศ ข้างในรถมีแค่เสียงของล้อรถกับลมหายใจหนักหน่วงของคนขับ ‘ปาล์ม’ ที่จับพวงมาลัยแน่นจนข้อขาว รอยแผลเป็นบนข้อมือเตือนให้เขาจำถึงอดีตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เบาะข้าง ๆ เป็น ‘มีน’ สาวผิวขาวซีด สวมแว่นตาสีดำใหญ่โต มือเธอสั่นเมื่อเปิดกล่องบุหรี่แล้วหยิบขึ้นมาค้างไว้ ไม่จุดสูบ มีแต่ความเงียบระหว่างทั้งสอง จนกระทั่งมีนเอ่ยเบา ๆ เสียงแตกพร่า “แน่ใจเหรอ…ว่าต้องกลับไปที่นั่นจริง ๆ?”
ปาล์มไม่ตอบทันที ดวงตาเขาเหลือบไปเห็นรูปถ่ายเก่าในมือมีน เด็กห้าคนยิ้มแฉ่ง อาบด้วยแสงแดดหน้าบ้านหลังหนึ่ง มีนหยิบรูปขึ้นดูอีกที กลืนน้ำลาย “ถ้า…เราพบอะไร ไม่ต้องบอกใครใช่ไหม?”
ปาล์มถอนหายใจยาว “ก็มันผ่านมา 15 ปีแล้วมีน… ต้นหายไปไม่มีใครเจอศพ พวกเราก็แยกย้ายกันไปหมด ทำไมแค่เราสองคนถึงต้อง…” เขาเงียบ เหมือนไม่กล้าพูดว่ากลัว
รถจอดบนเนินสูงสุด ละแวกนั้นเงียบจนเหมือนไร้ชีวิต ฟ้าครึ้มหนัก บ้านหลังเก่ายังอยู่ตรงนั้น สีเหลืองซีดเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำฝนและเงาอะไรก็ตามที่เกาะแน่นตามหน้าต่าง ‘ซัน’ กับ ‘เอิร์ธ’ ยืนรอที่ประตูรั้ว พวกเขาทักทายกันแบบไม่เต็มใจนัก
เอิร์ธตัวสูงกว่าเพื่อน ใส่เสื้อฮู้ดสีเทาหม่น ตาแดงเหมือนคนนอนไม่พอ เขามองบ้านแล้วพูดเสียงแผ่ว “พวกนาย…พร้อมหรือยัง คืนนี้น่าจะยาวนะ”
ซันหัวเราะในลำคอ เสียงประหลาดเหมือนฝืน “ก็แค่บ้านเก่า ไม่มีอะไรหรอกน่า เอาไฟฉายติดตัวก็จบ” แต่มือเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูด
เมื่อเปิดประตูรั้ว เหล็กเก่าครางแกร่งเสียงยาว ทุกคนเดินผ่านเข้ามาในสนามหญ้าที่รกจนมองไม่เห็นพื้น แต่ละก้าวคล้ายเหยียบความทรงจำที่ใครบางคนซ่อนทิ้งไว้
ประตูบ้านเปิดออกด้วยเสียงดังลั่น วงล้อประตูหลุดผุพัง กลิ่นอับชื้นตีจมูกทันทีที่เข้าไปข้างใน ทุกคนหยุดนิ่งเหมือนรออะไรสักอย่าง มีนกระซิบข้างหูปาล์ม “จำได้มั้ย…ที่เราซ่อนกันตรงนั้น?”
ปาล์มพยักหน้าเบา ๆ สายตาเลื่อนไปมองบันไดไม้ที่เคยเล่นซ่อนหา ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง เสียงฝีเท้าเดินวนเวียนในบ้าน ไฟฉายทุกดวงสะท้อนฝุ่นบนอากาศว่างเปล่า ซันเดินไปหยิบเก้าอี้เก่าแล้วนั่ง เอิร์ธมองรอบห้องรับแขกอย่างระแวดระวัง ท่ามกลางเสียงเงียบสนิทที่อึดอัด
ซันเป็นคนแรกที่พูด “ถ้าเราไม่พูดถึงคืนวันนั้น เรากลับบ้านเลยดีไหม”
เอิร์ธมองหน้าเพื่อนนิ่ง “นายกลัวอะไร? ถ้าไม่ใช่ความจริง…หรือกลัวสิ่งที่เราทำลงไป?”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เสียงฝนภายนอกกลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลัง เบื้องหน้า ทุกคนต่างหลบตากันเอง น้ำเสียงของแต่ละคนแฝงความลังเล มีนสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ แต่ไฟบ้านดับสนิท มีเพียงไฟฉายที่สาดแสงสั่น ๆ บนผนังเก่า
พวกเขารวมตัวกันในห้องกลางบ้าน วางสัมภาระลงอย่างไม่แน่ใจ ใครบางคนเดินขึ้นไปสำรวจชั้นบน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยด ๆ ทุกก้าวย้ำเตือนถึงความทรงจำเก่า มีนหยิบรูปถ่ายออกมาดูอีกครั้ง คราวนี้มือเธอสั่นมากกว่าก่อนหน้านี้
ซันเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก ฝนเริ่มซา เมฆดำถอยห่าง เหลือเพียงแสงจันทร์บางสาดเข้ามา เขาหันกลับมา เอ่ยเรียบ ๆ “จำได้มั้ย ตอนนั้นต้นหายไปตรงนี้เลย…”
คำพูดของซันทำให้ทุกคนนิ่ง เงียบจนน่ากลัว ปาล์มกำลังจะพูด แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาเหมือนเสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนหยุดขยับ ฟังอย่างตั้งใจ
เสียงเงียบกลับมาอีกครั้ง ทุกอย่างดูปกติ แต่สายตาของแต่ละคนเริ่มหวาดระแวง มีนกระซิบ “เมื่อกี้…ได้ยินไหม?”
เอิร์ธส่ายหน้า “ไม่มีอะไร…แค่บ้านเก่าเสียงดังเอง” แต่แววตาเขาไม่ได้มั่นใจนัก
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ พวกเขาเริ่มเดินสำรวจบ้านพร้อมกัน ห้องต่าง ๆ เต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต ตุ๊กตาผ้าขาด ๆ โต๊ะเขียนหนังสือลอกสี ชั้นหนังสือที่ว่างเปล่า ปาล์มหยุดที่หน้าประตูห้องใต้บันได ประตูถูกขังด้วยแม่กุญแจเก่า ๆ มีนพึมพำ “ทำไมต้องล็อกไว้…?”
ซันตอบเบา ๆ “บ้านนี้มัน…ไม่เคยปกติ นายก็รู้”
มีนยื่นมือไปแตะลูกบิด แต่หยุดชะงักเมื่อสัมผัสเย็นเฉียบวิ่งผ่านฝ่ามือ เธอชักมือกลับ หายใจขัด
เอิร์ธเดินไปดูหน้าต่าง เห็นเงาตัวเองสะท้อนในกระจก แต่เหมือนมีเงาอีกอันซ้อนทับอยู่ด้านหลัง เขาขยี้ตาอีกครั้ง เงานั้นหายไป
จู่ ๆ เสียงขูดขีดเบา ๆ ดังขึ้นจากห้องใต้บันได ทุกคนชะงักงัน ซันกลืนน้ำลาย “ใครเข้าไปในนั้นได้ล่ะ…”
ปาล์มเดินไปใกล้ ๆ แล้วหยุด ยกไฟฉายส่องหา แต่แสงไฟสะท้อนผนังว่างเปล่า ไม่มีอะไรขยับ ทุกคนยืนเงียบอยู่นานเหมือนรออะไรบางอย่างแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เวลาคืบคลาน เสียงผิดปกติยังวนเวียนอยู่ตลอด ทุกคนกลับมานั่งรวมกันตรงกลางบ้าน มีนจุดบุหรี่ในที่สุด สูบเงียบ ๆ ไม่พูดใคร ซันถอนหายใจแรง ๆ “ทำไมเราต้องกลับมานั่งทรมานตัวเองแบบนี้กันวะ…”
เอิร์ธตอบเสียงขุ่น “เพราะพวกเราปล่อยให้ต้นหายไปไง… หรือจะบอกว่าไม่รู้จริง ๆ?”
ปาล์มนิ่งเงียบ มองพื้น เหมือนจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา มีนสบตาเขา ก่อนเบือนหน้าหนี
นาฬิกาตีบอกเวลาตีหนึ่ง เสียงเข็มนาฬิกาในบ้านดังชัดจนน่าขนลุก จู่ ๆ ไฟฉายของซันก็ดับลงกะทันหัน ทุกคนสะดุ้ง ซันกดปุ่มไฟซ้ำ ๆ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ
เสียงนั้นดังมาจากชั้นบน ทุกคนลังเล แต่ซันลุกขึ้นยืน “ต้องดูให้รู้เรื่อง ไม่งั้นคืนนี้คงไม่มีใครได้หลับ”
เอิร์ธตามขึ้นไปข้างบน มีนกับปาล์มลังเลอยู่นาน ก่อนตัดสินใจเดินตามไป
บนชั้นสอง ทางเดินแคบ ๆ มีฝุ่นจับหนา แต่ปลายโถงมีแสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างบานหนึ่ง เงาสะท้อนบนผนังดูบิดเบี้ยวผิดรูป ทุกคนหยุดยืนหน้าห้องที่เคยเป็นห้องของต้น ประตูห้องแง้มออกเบา ๆ
ซันผลักประตูเข้าไป ในห้องว่างเปล่า มีแต่กลิ่นอับและเสียงลมหายใจ ทุกคนเดินเข้าตามกันมา เอิร์ธก้มดูใต้เตียง พบกล่องไม้เก่า ๆ ฝุ่นจับหนา ซันหยิบขึ้นมาเปิดดู ข้างในมีกระดาษแผ่นหนึ่งกับลูกแก้วสีดำ กระดาษเขียนด้วยลายมือเด็ก “อย่าบอกใคร…”
ทุกคนจ้องกระดาษนิ่งงัน มีนกระซิบเบา ๆ “มันหมายถึงอะไร…หรือใคร…?”
ทันใดนั้นเสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง เหมือนเด็กพูดซ้ำ ๆ ว่า “อย่าบอกใคร…อย่าบอกใคร…” ทุกคนขนลุกวาบ ปาล์มทำลูกแก้วหล่นลงพื้น กลิ้งไปหยุดที่มุมห้องทันที
เอิร์ธรีบเดินไปเก็บลูกแก้ว แต่เหมือนมือถูกแรงบางอย่างกดไว้ เขาสะดุ้งเฮือก ถอนมือกลับมา ทุกคนต่างยืนนิ่งอยู่พักใหญ่
เสียงขูดขีดใต้พื้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและต่อเนื่อง ซันตัดสินใจ “ต้องเปิดห้องใต้บันไดแล้วล่ะ”
ทุกคนเดินกลับลงมาชั้นล่าง ไฟฉายเปิดได้แค่ดวงเดียว ซันเดินไปหยิบแม่กุญแจแล้วงัดออก ประตูเปิดด้วยเสียงประหลาด กลิ่นเย็น ๆ ลอยออกมา
ข้างในมีแค่กล่องไม้ใบใหญ่กับผนังที่มีรอยขีดคล้ายเด็กนับวันไว้ ปาล์มหยิบไฟฉายส่องดูที่กล่อง มีนถามเสียงเบา “ต้องเปิดไหม…?”
ซันพยักหน้า มือสั่น ๆ เปิดกล่องออก ข้างในมีเสื้อเด็กขาด ๆ กับสมุดภาพวาด ภาพวาดเด็กชายคนหนึ่งอยู่ในห้องมืด รายล้อมด้วยเงาดำ ๆ ไม่มีแสงหรือเงาอื่นใด มีแต่ความว่างเปล่า
เอิร์ธพลิกสมุดดู พบว่าทุกหน้ามีแต่เงาดำและประโยคเดียว “ไม่มีใครเห็นฉัน ไม่มีใครฟังฉัน…”
มีนร้องไห้เงียบ ๆ เธอกอดอกแน่น ปาล์มทรุดตัวนั่งกับพื้น ดวงตาเขาไหลน้ำตาออกมา เสียงหัวเราะเด็กดังขึ้นชัดเจนจากมุมมืดในห้องใต้บันได
เงาดำ ๆ ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากผนัง พวกเขามองตากันด้วยความกลัวขั้นสุด ทุกคนพยายามหนีออกจากห้อง แต่ประตูปิดเองเสียงดังปัง
ซันตะโกน “ขอโทษ! เราขอโทษต้น! กลับมาเถอะ!” เสียงกรีดร้องเบา ๆ ดังวนเวียนรอบตัว ความมืดกลืนกินทุกอย่าง
ทันใดนั้นไฟฉายดับหมด ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท เสียงหัวเราะเด็กค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น ทุกคนยืนนิ่งไม่ได้ขยับ จนกระทั่งเสียงเงียบสนิท
เมื่อไฟฉายกลับมาอีกครั้ง บ้านทั้งหลังกลับว่างเปล่า ไม่มีใครเหลืออยู่เลย มีเพียงเสียงฝนที่เงียบลง และเงาของเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เดินผ่านหน้าต่างไปช้า ๆ ก่อนจะหายวับไปราวกับไม่มีตัวตน
ข้างในบ้านกลับเข้าสู่ความเงียบว่างเปล่าอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนหายไปไหน และไม่มีใครกล้ากลับมาที่บ้านหลังนี้อีก