ยินเสียงหัวใจเธอ (Hear My Heart)
เสียงขูดเคลื่อนเก้าอี้ดังแว่วในห้องประชุมกระจก หกโมงเย็น เหลือเพียงปาล์มกับมิลค์นั่งอยู่ตรงข้าม เอกสารกองพะเนินระเกะระกะอยู่ระหว่างคนทั้งคู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะไปกินข้าวมั้ย” มิลค์ถามอย่างไม่สบตา เสียงฝนข้างนอกทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบเหงา
ปาล์มเม้มปากนิด ๆ “ผมขอเคลียร์พรีเซนต์นี้ให้เสร็จก่อน เดี๋ยวค่อยออกไป”
มิลค์เอียงจ้อง เขาสังเกตเห็นมือเธอบีบปากกาขาดความมั่นใจ “ทำไมต้องรีบขนาดนั้น ไม่มีใครจะตีคุณหรอก”
“ผมแค่กลัวพลาด…เคยโดนแล้วตั้งแต่สมัยเรียน คือ…เอาเป็นว่าขอผมเช็กงานก่อน”
เธอพยักหน้า นิ้ววาดวงเล็กบนโต๊ะ เงียบไปพักใหญ่ก่อนเธอจะเอ่ยเบา ๆ “ถ้าเป็นนายเมื่อห้าปีที่แล้ว ฉันคงโมโหนะ”
ปาล์มเหลือบมอง แววตาเขามวลความลังเล “แล้วตอนนี้ล่ะ”
เธอหัวเราะ เอื้อมหยิบชีสเค้กออกจากกล่องแบ่ง “ตอนนี้…หิวมากกว่า”
เสียงหัวเราะของเขาและเธอปะปนกับเสียงฝน โดดเดี่ยวแต่ดูผ่อนคลายกว่าทุกวันที่ผ่านมา
วันรุ่งขึ้น ภายในออฟฟิศกลับวุ่นวาย จุดศูนย์กลางคือการเสนอโปรเจกต์ใหม่ “Social Media Integration Platform” ปาล์มนำเสนอคนเดียว ด้วยเสียงตุ๊กตาในลำคอ เขาปาดเหงื่อแผ่ว ๆ พลางสบตาผู้บริหาร
“คุณปาล์ม นี่เวอร์ชั่นสุดท้ายหรือยัง?” หัวหน้าทีมถามเสียงเข้ม
ปาล์มลังเล กระแอม เสียงแผ่ว “เอ่อ…เรื่องฟีเจอร์น่าจะ—”
มิลค์แทรกขึ้นมา “จุดแข็งคือง่ายต่อการขยาย Call-to-Action ค่ะ อีกจุดที่ควรเน้นคือ UI ที่ทีมออกแบบ—” เธอมองตาปาล์ม คล้ายให้กำลังใจ
สีหน้าเขาผ่อนคลายขึ้น “…ครับ UI ที่เราออกแบบเป็นมิตรกับทุกกลุ่มอายุ ขอบคุณครับ”
หลังประชุมเสร็จ เสียงมิลค์แว่วใกล้หู “นายพูดได้ดีนะ”
“แต่มือผมนี่เปียกเหงื่อหมดแล้ว” ปาล์มหัวเราะทั้งอายทั้งโล่งใจ
ตอนเที่ยง มิลค์พยักหน้าชวนเขาเดินไปซื้อน้ำข้างล่าง “ทีมเราจะโดนโยกย้ายอีกแล้วจริงเหรอ?” เธอลังเล
“ถ้าโปรเจกต์นี้โอเค คงได้อยู่เหมือนเดิมละ”
“แล้วถ้าไม่โอเค?”
“…คงต้องไปหางานใหม่มั้ง” เขาฝืนหัวเราะ แนวเสียงขาด ๆ หาย ๆ
พวกเขาเดินเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่ปาล์มจะถามแผ่วเบา “เธอไม่กลัวอนาคตเหรอ”
“กลัวสิ” มิลค์ตอบเสียงจริงจัง “แต่กลัวมากกว่าว่าอยู่ที่เดิมแล้วใจเราเปลี่ยนไปน่ะ”
สถานที่ทำงานเดียวกัน วันเวลาดำเนินไป อีเมลแลกเปลี่ยน งานเล็กงานใหญ่ถูกแบ่งปัน ข้อความแชตแปรเปลี่ยนจากทางการเป็นสัพเพเหระจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัน
กลางคืนวันหนึ่ง มิลค์นั่งเหม่อหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงไฟจากเมืองทำให้เงาเธอยาวขึ้น รับสายวิดีโอคอลจากปาล์มโดยไม่ตั้งใจ
“ขอโทษนะ กดผิด…” เขาอ้ำอึ้ง มือรีบกดปิดหน้าจอ แต่บนจอกลับเห็นแววตาเธอเศร้าสะท้อนแสงไฟ
“ขอคุยต่อได้ไหม ไม่อยากอยู่คนเดียว” มิลค์พูดแผ่วเบา
พริบตานั้นความเงียบนานกว่าสิบวินาที ปาล์มกลับไม่ปฏิเสธ “…อืม เราอ่านอะไรกันดี”
เธอยิ้มจาง ๆ “อย่าหัวเราะนะ แต่ฉันชอบฟังนิทานก่อนนอนตั้งแต่เด็ก”
เขาเล่าเรื่องในวัยเด็กอย่างเก้อ ๆ เธอฟังเงียบ ๆ แล้วสูดจมูก “นาย…ไม่ใช่คนแปลกหน้านะ”
เสียงลมหายใจสลับกัน เงียบ ยืดยาว จนทั้งคู่ต่างรู้สึกใจเต้นแรงไม่แพ้กัน
วันต่อมาฝนตกหนัก ปาล์มนั่งหน้าบริษัท พยายามโทรหาพ่อแต่ไม่มีใครรับ มิลค์เดินมากางร่มข้าง ๆ เธอเงียบแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ฝนอะไรเนี่ย…เหมือนใจจะจมหมด”
ปาล์มกลั้นหัวเราะ ลังเลก่อนจะยื่นร่มคืน “ขอบคุณนะ”
หลังจากวันนั้น พวกเขาเริ่มสนิทกันมากขึ้น ทุกคนในทีมสังเกตได้ แต่ปาล์มยังรู้สึกไม่แน่ใจ เขากลัวจะผิดพลาดจนเสียเพื่อนดี ๆ ไป
วันศุกร์เย็น มีงานสังสรรค์ที่บาร์ มิลค์หัวเราะร่าเริงกับทุกคน หลายสายตาจับจ้อง แต่ปาล์มกลับรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก เขาค่อย ๆ เดินออกมาเงียบ ๆ แต่มิลค์เดินตามออกมาด้านนอก
“ทำไมหนีออกมาก่อน?”
“ผมไม่ถนัดเสียงดัง แล้วก็…กินเหล้าไม่ได้”
มิลค์หัวเราะเบา ๆ “แต่ถ้าไปกินข้าวไข่เจียวดึก ๆ ล่ะ? ไปเป็นเพื่อนไหม”
เขายิ้ม “ไปสิ”
ระหว่างเดินกลับ เจอแมวจรจัดนอนขดกันหน้าตึก มิลค์หยิบปลาซองให้ พูดเสียงนุ่ม “ใคร ๆ ก็มีมุมของตัวเองเนอะ”
“…เหมือนผมสินะ” ปาล์มหัวเราะแผ่ว
มิลค์นิ่งไปเล็กน้อย “นายเป็นคนที่เข้าใจฟังคนอื่นดีนะ รู้ตัวหรือเปล่า”
เธอจ้องหน้าปาล์มอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเมินตาสั่นนิด ๆ
“เวลาผมกลัว ผมจะแกล้งขำกลบเกลื่อน”
“ฉันรู้นะถ้าฟังดี ๆ” มิลค์หัวเราะน้ำเสียงบาง เบาใจพอจะฝากคำถามบางอย่างไว้กับเขา
คืนถัดมา เธอพิมพ์ข้อความ “ถ้าวันหนึ่งเราย้ายที่ทำงานจริง ๆ นายจะไปไหน”
“ไป…ที่ที่มีคนฟังผม” เขาตอบแบบไม่แน่ใจ
“ถ้ามีคนรอฟังตรงนี้ล่ะ?”
พวกเขาเงียบกันทั้งคู่ แล้วมิลค์ก็เปลี่ยนเรื่องทันที
วันรุ่งขึ้น การเมืองในออฟฟิศเริ่มร้อนแรง หน่วยวิจัยที่ปาล์มอยากเข้าถูกยุบ ปาล์มเคว้งคว้าง ขอโทษมิลค์ที่ช่วยโปรเจกต์ไม่ได้ มิลค์ปลอบ “นายอย่าเพิ่งหมดหวังนะ โลกมันยังมีอะไรให้เราอีกเยอะ”
จากวันนั้นปาล์มหายไปสองวันเต็ม มิลค์พิมพ์หาเขา ไม่มีการตอบ เธอเริ่มกังวล
จนกลางคืนที่สาม เขาส่งข้อความสั้น ๆ “เครียดมาก ขอโทษที่ไม่ตอบ”
“เจ็บมั้ยล่ะที่ฝันอะไรไว้แต่ต้องแพ้ให้โลกจริง” เธอถามตรง ๆ
“มาก” เขาตอบกลับมาคำเดียว
“แล้วจะอยู่ต่อไหวไหม?”
นานกว่าก่อนมีข้อความใหม่ “…ไม่รู้เลย”
รุ่งขึ้น ปาล์มไปขอขึ้นเงินเดือนแต่โดนปฏิเสธ เขานั่งซึมดูผู้คนในออฟฟิศหมุนวนเป็นวงกลม มิลค์นั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ ก่อนจะหยิบหูฟังมาเสียบ
“เอาฟังเพลงด้วยกันไหม”
ปาล์มพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร ปล่อยเสียงสะท้อนหัวใจสองคนเต้นเคียงกัน
วันหนึ่ง มิลค์ได้รับข้อเสนอไปทำงานต่างประเทศ ฝันเดิมที่เคยวาดไว้กลับมาตรงหน้า เธอลังเล มือสั่นระหว่างพิมพ์อีเมลตอบรับ
มิลค์บังเอิญเจอปาล์มที่ห้องประชุม เธออึก ๆ อัก ๆ “ถ้าเป็นนาย จะกล้าเสี่ยงไหม?”
เขาเงียบยาว “อย่าให้ความกลัวเรื่องเดียวทำให้เราเสียทุกอย่างไปสิ”
“บางทีฉันกลัวเรื่องเดิมที่ทำให้ฉันเสียทุกอย่างมาแล้วไง” น้ำตาเจ้าหล่นหยาดหนึ่ง หยุดอยู่แค่เบ้าตาดำ
เขาเงียบนาน “ฉันกลัวเหมือนกัน แต่ฉันเคยหนีมันมาตลอด พอมองย้อนกลับไป…สิ่งที่เสียมากที่สุดคือไม่กล้าจะอยู่ข้างคนที่สำคัญเวลานั้น”
เย็นวันหนึ่ง มิลค์ยืนพิงรั้วสนามเด็กเล่นเก่า ๆ ในซอยบ้าน ปาล์มเดินย่องเข้ามา
“ถ้ามีเครื่องย้อนเวลา จะเปลี่ยนอะไรในชีวิตไหม?” เธอถามเสียงสั่น
เขานิ่งคิด “ผมคงเลือกพูดอะไรบางอย่างตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่กล้าคบกัน…ไม่งั้นคงไม่ต้องเสียเวลาคิดถึงทุกวันแบบนี้”
เธอเบือนหน้า “นายเคยมีคนรักมาก่อนมั้ย?”
“เคย—แต่เสียเขาเพราะไม่กล้าพอ” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ
“ฉันเองก็เคยเสียเพราะไม่กล้า…เหมือนเราเป็นคนกลัวการเริ่มต้นใหม่ด้วยกันทั้งคู่”
เขามองเธอแวบนั้น ก่อนจะถอนหายใจ “แต่ถ้าตั้งใจฟังใจตัวเอง มันอาจจะบอกให้เราไม่ต้องกลัวอะไรขนาดนั้น”
เวลาผ่านไป มิลค์ตัดสินใจไปสัมภาษณ์งานต่างประเทศ ระหว่างรอผลตอบรับ เธอและปาล์มเติบโตในความสัมพันธ์ รู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ
จนวันที่ผลสัมภาษณ์ออก เธอได้งาน ปาล์มหยิบกระดาษจดในระหว่างที่เขาเคยฝึกพูด Presentation แล้วกล่าว “ขอฟังใจเธอก่อน เราควรจากกันตรงนี้ไหม?”
มิลค์ยิ้มทั้งน้ำตา “จะไปที่ใหม่ก็จริง…แต่จะฟังเสียงนายทุกคืนที่อยู่โน่น”
ทั้งสองเงียบฟังเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้ง—ไม่ได้กอด ไม่ได้ลาจูบ เพียงยืนเคียงกันในคืนเงียบ ๆ บนถนนสายเก่า
ฤดูฝนใหม่เริ่มต้นเมื่อมิลค์เดินผ่านประตูสนามบิน ปาล์มอ่านข้อความสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ “เสียงหัวใจใครกันแน่ที่ฉันได้ยิน…หรือจริง ๆ คือเสียงหัวใจของเราเอง?”
เขายิ้ม ให้กับความกล้าที่ฟังใจตัวเองในวันหนึ่ง—และรอต่อไปว่าจะได้ยินเสียงของเธออีกเมื่อไหร่