เมื่อคืนวานในมหาวิทยาลัยเก่า
เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างตึกเรียนโบราณของมหาวิทยาลัยกลางกรุงเทพฯ เรียกสายตาอธิชาออกจากหน้ากระดาษ เธอนั่งหลังงอ กางเกงยีนส์เก่า กระเป๋าผ้าเก็บสี กระดานวาดรูปตั้งไว้เบื้องหน้าบนโต๊ะไม้ในห้องเรียนว่างเปล่าชั้นสี่ ช่วงปิดเทอมยาวแบบนี้ ตึกเรียนเหมือนร้างคน ความเงียบฟังดูหนาวจับใจแต่กลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูเหล็กดังแอ๊ด เธอสะดุ้ง มือเกือบทำดินสอกลิ้งตกโต๊ะ ภควัตเดินเข้ามาช้า ๆ เสื้อกันฝนเปียกชื้นบางส่วนจากการเดินลุยฝนไปโรงอาหาร ชายหนุ่มมองไปรอบห้องก่อนสบตาอธิชาอย่างลังเล
“ขอโทษนะ เราจะมาเก็บของ…” เขาเว้นจังหวะ ลังเลจะพูดต่อ “เห็นว่าตึกนี้ช่วงนี้ปิดแล้ว…”
อธิชาได้แต่พยักหน้า เบี่ยงตัวหลีกให้ ทั้งสองไม่มีใครพูดอะไรอีก เสียงฝนกลบเสียงหายใจ ชายหนุ่มวางกระเป๋าแล้วเดินไปหยิบสมุดที่ลืมไว้วันก่อน
เมื่อเขาหยิบสมุดแล้วกำลังจะเดินออกไป เสียงฝนเหมือนอ่อนลง ภควัตหยุดคิดครู่หนึ่ง นิ้วเคาะขอบประตู “ปกติอยู่คนเดียวเหรอ?”
หญิงสาวเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ยิ้มจาง ๆ “เปล่า แค่บางวัน”
เขาพยักหน้า ถอนหายใจเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่หยุดไว้ เดินจากไปแบบเงียบ ๆ
วันถัดมา ในห้องเรียนคณะศิลปกรรม ภควัตถูกจับกลุ่มร่วมโปรเจกต์กับอธิชาและคนอื่น ๆ เธอไม่สบตาใครนัก ยกเว้นกระดานวาดรูป ภควัตกรอกตานิด ๆ แต่ไม่พูดอะไรเช่นกัน แม้จะดูเหมือนคนร่าเริงในกลุ่มแต่เขากลับเอาแต่จดอะไรในสมุดบันทึก เธอสังเกตเห็นมือของเขาสั่นเล็กน้อยเวลาเขียนอะไรจริงจัง
“เอาโจทย์นี้ไหม—” เสียงสายสมาชิกร่วมกลุ่มพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย
“ก็ได้…” อธิชาเอ่ยเสียงเบา คนอื่นรับปากอย่างขอไปที
ภควัตไม่พูด เขาสบตาอธิชาพอดี ต่างฝ่ายต่างหันหน้าหนีทั้งคู่
หลังเรียนเสร็จ กลุ่มมีนัดทำงานห้องสมุด อธิชามักจะชอบเลือกตรงมุมที่ไม่มีใคร เธอยังเป็นคนเดียวที่ไม่มี Line กลุ่ม ภควัตเดินเข้ามาชะเง้อดูแล้วนั่งฝั่งตรงข้าม
“เดี๋ยวเราจะไปหาข้อมูลส่วนของอธิชาให้นะ” เขาเอ่ย สีหน้านิ่ง
“เดี๋ยว อธิชาทำเองได้” เธอสวนกลับ เสียงแผ่ว
เขามองเธออยู่นานจนเธออึดอัด พลิกหน้ากระดาษไปมา หญิงสาวหยิบยางลบออกมาแล้วมือขวาเริ่มสั่นเล็ก ๆ
“ทำไมต้องช่วย?” เธอเอ่ยเสียงสะท้อนออกมาด้วยความจริงใจมากกว่าท่าทีเหินห่าง
“ก็… แค่คิดว่า — ไม่รู้สิ” ภควัตตอบเบา ตาจับไปที่กรอบรูปวาดของเธอ
“ก็งานกลุ่มนี่นา” เขาบอก พลางเกสรส่ายหัว “เธอวาดเก่งดี”
อธิชาไม่ตอบ แค่ยิ้มบาง ๆ พยักหน้าช้า ๆ เหมือนรับฟังแต่ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
ค่ำวันหนึ่ง อธิชามานั่งอยู่ริมสนามหญ้าในมหาวิทยาลัย ลมเย็นๆ พัดเอากระดาษวาดของเธอปลิวออกไป เธอรีบลุกไปเก็บแต่ดันลื่นชนเข่ากับพื้น ภควัตพอดีเดินผ่านในชุดแจ็คเก็ตเก่า ๆ ลายเสื้อโดดเด่นกว่าใครในคณะ
“เจ็บเปล่า?” เขาถาม เสียงแผ่วปนห่วงใยแบบที่เจ้าตัวไม่รู้
“ไม่เป็นไร” เธอรีบตอบ หน้าแดงนิดๆ
“แล้วลายเสื้อ… ถูกใจนักวาดรึเปล่า?” เขาหยอกแบบไม่มองหน้า
หญิงสาวนิ่งนาน ก่อนยิ้ม “มันแปลกดี… ไม่ซ้ำใคร”
ความเงียบมีความหมายใหม่ — ไม่ใช่ความอึดอัด หากเป็นอากาศอุ่นระหว่างคนสองคน เวลาเดินไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อยเริ่มฉายบนใบหน้าทั้งสองแม้จะยังไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น
ระหว่างช่วงสอบกลางภาค ทั้งกลุ่มมีปัญหาเรื่องแบ่งหน้าที่ อธิชากับภควัตจึงต้องอยู่เคลียร์งานดึกขึ้น ซุปเปอร์วายวอด กลางคืนนั้นห้องเรียนเงียบ เหลือแต่เสียงดีดนิ้วบนโต๊ะของนภควัต สะท้อนในอากาศ
“เคยรู้สึกเหมือนถูกมองเป็นคนน่าเบื่อไหม?” ภควัตเอ่ยเบา ๆ
“เกือบทุกวัน…” อธิชาตอบทันที เธอคิดต่อกับตัวเองว่า…บางทีคนสองคนจะเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้
“ทำไมล่ะ?” ภควัตถามเสียงอ่อน
“เราเคยผิดหวังแรง ๆ มาครั้งนึง เลยไม่แน่ใจในใคร ไม่กล้าไว้วางใจ” เธอพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เข้าใจ… เราก็มี” เขาพูดเหมือนระบายลมในอก
หลังจากนั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง ไม่เงียบเหงาอีก อธิชาเริ่มส่งข้อความสอบถามงานในกลุ่มมากขึ้น เธอเปิดใจคุยกับภควัตเรื่องแนวคิด, หนังสือ, สีโปรด, ความฝันในอนาคต กลุ่มหยอกล้อมากขึ้น แต่เมื่อเธอเริ่มหัวเราะดัง ภควัตกลับดูนิ่งลงกว่าทุกวัน กดมือถือแน่นโดยไม่ได้ปลดล็อกหน้าจอ
สัปดาห์ต่อมา ที่ห้องเรียน อธิชามาก่อนเวลาตามนิสัย เธอพบว่าบนโต๊ะของตัวเองมีรูปนกสีดำวาดพับใส่ซอง ปากกาเมจิกขีดเส้นว่า “จากคนที่เข้าใจ” เธอยิ้มเจือความงง แต่วันนั้นภควัตไม่มาที่เรียน
อธิชาเริ่มสงสัย วันถัดมาจึงลองทักมือถือเขา เมื่อลังเลอยู่นาน เธอจึงพิมพ์แค่ “ขอบคุณมากสำหรับรูป”
กว่าภควัตจะอ่านก็เป็นเวลาเย็น เขาตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่เป็นไร แค่คิดว่าเธอเห็นแล้วจะเข้าใจมากกว่าคำพูด”
ช่วงใกล้สอบ ปัญหาหนึ่งใหญ่ขึ้นเพราะอธิชาคนเดียวในกลุ่มที่กล้าเถียงอาจารย์เรื่องประเด็นเนื้อหาทำโปรเจกต์ ตกกลางคืน เธอโทรหาภควัต บอกว่า “ขอโทษนะที่ขวาง… เรากลัวน้อยหน้าคนอื่น”
“จริง ๆ อธิชาเก่งนะ แต่คงยังไม่รู้ตัว” เสียงนั้นมีรอยยิ้มซ่อนอยู่
ความเงียบทอดยาว ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดจบความรู้สึกในใจ ภควัตอยากชวนอีกฝ่ายเจอข้างนอกครั้งแรก แต่ลังเลนาน “ถ้ามีเวลาว่าง… ไปเดินแกลเลอรี่กับเรามั้ย”
อธิชาหัวเราะน้ำเสียงตื่นเต้นแบบซ่อนเขิน “จริงเหรอ… ต้องแต่งตัวยังไงล่ะ?”
“อะไรก็ได้ที่เป็นตัวเอง” ภควัตตอบ
เช้าวันนัดเดทแรก ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ฝนตกหนักมากต่อเนื่อง ภควัตมายืนรอหน้าตึกก่อนเวลา ส่งข้อความหากันเงียบๆ
เวลาผ่านไปจนบ่าย อธิชามาถึงพร้อมร่มเปียก เธอหัวเราะพลางขอโทษ “ขอโทษที่ทำให้รอ อยากมาจริง ๆ แต่ติดฝนบนรถเมล์”
“เราก็ไม่ได้รีบไปไหน” เขาตอบพลางส่งรอยยิ้มเขิน
เขาเดินนำทางในแกลเลอรี่ เริ่มต้นด้วยความนิ่งงันเหมือนระแวงจะล้ำเส้นความสัมพันธ์ ภควัตมองดูผลงานศิลปะเป็นหลัก ไม่พูดจาอะไรนัก อธิชาหยิบสเก็ตช์บุ๊กมาร่างภาพคนเดินผ่านในแกลเลอรี่ทีละภาพ
“เวลาเราไม่พูดอะไร อธิชาคิดอะไร?” ภควัตเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ
“ก็คิดว่าคงกำลังทำใจจะพูดอะไรสักอย่างอยู่” เธอยิ้ม
“ใช่… บางทีมันยากที่จะพูด” เขาพูดเบา ๆ
ระหว่างเดินกลับฝนตกหนักอีกครั้ง พวกเขาหลบใต้กันสาดเล็กหน้าร้านกาแฟ ภควัตถอนหายใจแรง “มีอะไรอยากเล่าให้ฟัง แต่ไม่รู้เธออยากฟังมั้ย”
“เรื่องเราใช่มั้ย?” อธิชาเดาแบบไม่กล้าแน่ใจ
“เรื่องพ่อตอนเด็ก ๆ… ตอนนั้นเราทำผิด ทำให้ครอบครัวแตกแยก” เขาสูดหายใจลึก “เราโทษตัวเองมาตลอด ไม่กล้าคบใครจริงจัง กลัวซ้ำรอย”
อธิชานิ่งฟัง ก่อนเอ่ยเบา “คนเราทุกคนก็เคยผิดพลาด… แต่ไม่ต้องอยู่กับมันตลอดไปก็ได้”
คืนวันนั้นต่างคนต่างคิดเรื่องความเจ็บในใจ ภควัตเริ่มคุยน้อยลง หลีกเลี่ยงนัด อธิชาเองเริ่มเปลี่ยนเป็นคนเก็บตัวหนักขึ้น กลับไปนั่งวาดรูปคนเดียว—นึกถึงวันแรกที่เจอกันในห้องเรียนเงียบๆ
เวลาผ่านไป กลุ่มจบบทโปรเจกต์ อธิชาหลีกเลี่ยงงานเลี้ยง เธอรับรู้ว่าภควัตไม่ทักมาอีกเลย อารมณ์ผสมคว้างและเสียใจ
ค่ำหนึ่ง อธิชาได้ข้อความจากอดีตเพื่อนสนิทที่เคยมีปัญหา “เธอหวังอะไรมากไปจากคนที่เขาไม่จำเป็นต้องอยู่กับเราเหรอ?” คำพูดเก่าๆ กัดกินใจมากขึ้น เธอร้องไห้ท่ามกลางพายุฝนจนกระดาษวาดเปียกชื้น เจ็บปวด—แต่ก็ไม่ละทิ้งการวาด
หลายวันต่อมา ภควัตกลับมาติดต่อ เขาเขียนจดหมายขอโทษที่หนีหน้าตอนที่อธิชาต้องการกำลังใจ “เรากลัวว่าสุดท้ายแล้วจะทำให้เธอเสียใจ… เหมือนที่เราเคยทำกับบ้านตัวเอง”
ครั้งแรกที่อธิชาตอบกลับว่า “ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก เราให้อภัยนายแล้ว แต่ต้องให้อภัยตัวเองด้วย”
ทั้งสองตกลงไปเดินเล่นรอบสนามหญ้าในมหาวิทยาลัยครั้งสุดท้ายก่อนปิดเทอม ความเงียบอบอุ่นแบบที่เคย เธอยื่นสมุดวาดรูปเปิดหน้าที่เขาเคยพับรูประบายสีให้ออกมาดู
“อยากให้รู้ว่าเราเก็บมันไว้เพราะมันสำคัญจริง ๆ” เธอพูด “และไม่ได้อยากเป็นแค่คนที่นายเข้าใจ อยากเป็นคนที่นายเลือกจะอยู่ด้วยมากกว่า”
ภควัตนิ่งไปนาน เงยหน้ารับลมแล้วพูดเบา ๆ “ถ้าเรากลัวน้อยลง เราจะเลือกเธอเป็นคนแรกเสมอ”
ดวงตาต่างคนต่างคลอหน่วย ท่ามกลางสายฝนและกลิ่นดอกไม้ฤดูร้อนอ่อน ๆ ต่างฝ่ายต่างยิ้มทั้งน้ำตา ความหวังในความสัมพันธ์และศรัทธาในรักค่อย ๆ งอกขึ้นจากปมอดีตที่ค่อยละลายกลายเป็นความกล้า—กล้าที่จะรัก กล้าที่จะให้อภัย และกล้าที่จะก้าวข้ามความกลัวเดิม ๆ ไปด้วยกัน…