กลางสายฝนที่ยังไม่หยุด
เสียงฝนกระทบพื้นคอนกรีตของมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายแก่ ๆ วันเปิดเทอมใหม่ทำให้กลิ่นดินลอยขึ้นมา กานต์เดินฝ่าสายฝนพรำ ๆ หน้าตาบึ้งตึง ถือร่มสีดำคันใหญ่ใบเดียว ไหล่ทั้งสองเปียกครึ่งหนึ่ง รอยเศร้าบนใบหน้าไม่ค่อยเข้ากับเสื้อช็อปวิศวะที่คลุมอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไปไหนวะ รีบ ๆ ไม่งั้นทรานซิสเตอร์จะไม่ทันซ่อม” เพื่อนในกลุ่มตะโกนตามหลังมา กานต์เหลือบตามองแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร
วุ้น — ผู้หญิงตัวเล็กผมสั้นใส่เสื้อยืดสีซีด กางเกงยีนส์ขาด ๆ ถือแฟ้มกับหนังสือทับไว้แน่น เธอยืนอยู่ใต้กันสาดหน้าตึกคณะนิเทศฯ กลอกตาอย่างหงุดหงิดเมื่อหยดฝนตกลงมาตรงปลายรองเท้า
“จะหยุดตกสักทีไหมเนี่ย…” เธอพึมพำเบา ๆ มือขยี้ผมตัวเอง
เสียงร่มคันใหญ่กางอยู่ข้าง ๆ วุ้นเงยหน้าขึ้นมา พบดวงตานิ่ง ๆ ของกานต์มองลงมาเขม็ง
“จะอยู่ตรงนี้ถึงกี่โมง” กานต์พูด ไม่สบตา วุ้นนิ่งไปเล็กน้อย ขมวดคิ้ว
“ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นหรือไง?” เธอสวนกลับ
กานต์ขยับร่มเข้ามาใกล้เธอโดยไม่พูดอะไร ท่าทางเก้อเขินแปลก ๆ ระหว่างฝ่าฝนกลับหอพัก เขาเอาด้ามร่มมาขวางไว้ข้างหน้า วุ้นเดินขนาบอย่างระแวง
“ขอบคุณนะ… แต่ไม่ต้องทำดีขนาดนี้ก็ได้” เธอว่า กลั้นยิ้มนิด ๆ
กานต์เบนสายตาออกนอกร่ม “เปล่าทำดี แค่อยากรีบไปหอ”
วุ้นยิ้มมุมปาก ก่อนหยุดพูดไป มีเพียงเสียงฝนกับเสียงรองเท้ากระทบถนนราดยางเปียกน้ำ
เย็นคืนนั้น วุ้นนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เสียงเต้นของหัวใจดังกว่าปกติ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรูปที่ถ่ายวันรับน้อง เห็นกานต์ยืนข้างหลังในภาพเล็ก ๆ
เพื่อนร่วมคณะส่งข้อความมาหา “เมื่อบ่ายนั้น เด็กวิศว์เท่ขนาดไหน?” วุ้นพิมพ์ตอบว่า “ก็ไม่ได้เท่าไร แค่เขาร่มเฉย ๆ…” แต่เธออดอมยิ้มคนเดียวไม่ได้
วันต่อมากานต์นั่งเหม่อมองสมุดจดโน้ต ทำข้อสอบวิชายาก ใบหน้าเคร่งขรึม เพื่อนชื่อพี มองมาแล้วกระซิบ “เมื่อวานไปร่มให้ยัยเด็กนิเทศฯ อ่ะดิ”
“ยุ่ง” กานต์ตอบเสียงแข็ง แต่ริมปากกลับดูอ่อนลง
เวลาผ่านไป สองคนเริ่มเจอกันบ่อยขึ้นในคาเฟ่เล็ก ๆ ข้างมหาวิทยาลัย กานต์นั่งคนเดียวกับกาแฟที่เย็นชืด วุ้นมักมาสั่งโกโก้ปั่นแล้วนั่งโต๊ะตรงข้าม
“ไม่เคยเห็นยิ้มเลย… ชีวิตโหดร้ายมากหรือ?” เธอแซะ เดินมานั่งด้วยโดยไม่ขออนุญาต กานต์แค่ขยับหนังสือให้เธอวางแก้วได้
“เรื่องคนอื่นไม่ต้องรู้มากก็ได้” เขาตอบ ทว่าดวงตาที่ยอมสบกับเธอเป็นครั้งแรกกลับอ่อนโยนขึ้นอย่างน่าประหลาด
“โอเค ไม่เซ้าซี้” วุ้นชูมือยอมแพ้ จากนั้นก็เงียบกันไปพักใหญ่ ต่างคนต่างจิบเครื่องดื่ม ฟังเพลงคลอเบา ๆ
ครั้งหนึ่งระหว่างเตรียมงานประกวดสั้น วุ้นหวังจะส่งหนังสือเรื่องสั้นเข้าประกวดระดับชาติ เธอมาขอสัมภาษณ์กลุ่มวิศวะเรื่องโปรเจกต์ออกแบบหุ่นยนต์สำหรับคนพิการ ซึ่งกานต์ร่วมทีม
“ไม่นึกว่าเก่งเหมือนกันนะ” วุ้นบันทึกเสียง สีหน้าบอกว่ารู้สึกประทับใจ กานต์หน้าแดงนิด ๆ แต่ทำเป็นไม่สนใจ
“ก็แค่ช่วยงาน เขียนบทเองนี่ยากจะตาย” เขาหลบสายตา ยืดหลังตรง นิ่งเงียบไปนิด
ระหว่างบทสนทนา วุ้นลองแหย่ “แล้วถ้าได้รางวัลจะเลี้ยงข้าวไหม?” เงียบไปสักพัก กานต์ตอบโดยไม่มองหน้า “ก็…คงได้ ถ้าเธอกล้ามาขอ…นะ”
ความสัมพันธ์เริ่มมีระยะห่าง เมื่องานของแต่ละฝ่ายรัดตัวขึ้น วุ้นหมกมุ่นกับการแก้ต้นฉบับ ส่วนกานต์ต้องซ้อมนำเสนอโปรเจกต์และออกแบบชิ้นส่วนจนดึก มักเห็นอีกฝ่ายในแคมปัสก็เพียงสบตามองแล้วเดินผ่านกันไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
คืนหนึ่งวุ้นร้องไห้อยู่ในห้อง เธอพลาดรอบคัดเลือกประกวด เหลือแต่ต้นฉบับเปื้อนน้ำตา โทรศัพท์สั่น เป็นข้อความของกานต์ว่า “เห็นเธอวันนี้หน้าดูแย่นะ กินข้าวหรือยัง”
วุ้นไม่ตอบ เธอกอดหมอนนิ่งจนถึงเช้า กานต์เดินผ่านหน้าต่างห้องในเช้าวันต่อมา หยุดยืนเงียบครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป
ในช่วงสอบปลายภาค ทั้งกานต์และวุ้นต่างไม่มีเวลาให้กัน เรื่องราวเริ่มตึงเครียด วุ้นไปเจอข้อความของกานต์ที่ค้างอยู่ในโทรศัพท์ “ถ้ามีอะไรก็บอก… ไม่ต้องอดทนคนเดียว” เธอลบข้อความโดยไม่ได้ตอบ
สองเดือนต่อมา วุ้นบังเอิญเจอกานต์ในงานประกวดโปรเจกต์ฯ เขาเป็นหัวหน้าทีมที่ได้รับรางวัล เห็นเธอยืนดูจากไกล ๆ ท่ามกลางฝนพรำ เธอเดินเข้าไปหา พูดโดยไม่สบตา
“ยินดีด้วยนะ” มีความลังเลและอาย กานต์ยิ้มอ่อน ๆ “ขอบใจ… แล้วเธอล่ะ? เรื่องบท?”
วุ้นหัวเราะแห้ง ๆ “ไม่ผ่านอะไรทั้งนั้น… คนอย่างเราแค่เดินต่อก็พอ”
กานต์นิ่งไป เหมือนจะพูดอะไรแต่หยุดไว้ มองใบหน้าซีดของวุ้นที่เปียกฝน แทนการเอื้อมมาเช็ดน้ำฝน เขายื่นร่มให้เธอเงียบ ๆ
ค่ำวันฝนตก วุ้นเดินไปหน้าตึกเรียน เห็นกานต์นั่งซบหัวอยู่กับเข่า เหมือนคนแบกอะไรบางอย่างไว้ เธอเดินเข้าไปใกล้ นั่งลงข้าง ๆ
นิ่งไปนาน วุ้นพูดเบา ๆ “เธอรู้ไหม เวลาเงียบ ๆ แบบนี้ มันเหงามากเลย”
กานต์มองขึ้น “แล้วทำไมไม่บอกใคร?”
วุ้นกลั้นน้ำตา “กลัวเขาไม่เข้าใจ กลัวดูอ่อนแอ” เสียงเธอสั่น กานต์ยิ้มบาง “เธอดูเข้มแข็งตลอดเวลา แต่ฉันรู้ว่าเธอก็เหมือนกันกับฉัน”
ไม่มีเสียงนอกจากเสียงฝนรอบข้าง ทั้งคู่ต่างเงียบงันอยู่สักพัก
วันรุ่งขึ้น วุ้นได้รับอีเมลตอบรับจากมูลนิธิในต่างจังหวัด ว่าจะได้ไปฝึกงานที่นั่น เธอต้องการหนีจากความทรงจำและความผิดหวังเก่า ๆ ส่วนกานต์ต้องรับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ฝันของทั้งสองสวนทางกันแบบชัดเจน
คืนก่อนจาก วุ้นนั่งกับกานต์ใต้โคมไฟริมสระน้ำ มีกบร้องไกล ๆ วุ้นจ้องตาสะท้อนแสงโคม ถามเขาว่า “ถ้าเราต่างเลือกทางของตัวเอง แล้วยังจะกลับมาคุยกันได้อยู่ไหม?”
กานต์ไม่ตอบทันที ถอนหายใจยาว “บางที…ก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้”
เงียบอยู่นาน วุ้นสอดมือเข้าไปในมือเขาช้า ๆ
“ไม่ต้องสัญญาอะไรหรอก แค่ขอให้เวลาฉันคิดถึง ยังมีเธออยู่ตรงนี้” วุ้นพูด น้ำเสียงกลั้นสะอื้นไว้
วันเดินทาง วุ้นลากกระเป๋าอยู่ตรงประตูมหาวิทยาลัย ฝนตกหนัก กานต์วิ่งฝ่าน้ำขังมายืนรอ ส่งร่มใบนั้นให้เธออีกครั้ง ต่างคนต่างเงียบก่อนวุ้นยิ้มเศร้า
“ดูแลตัวเองนะ… อย่าอดนอนดึก”
กานต์หัวเราะในลำคอ “เหมือนกัน อย่าลืมกินข้าว”
วุ้นลังเล มองดวงตาเขา แล้วเดินเข้าไปกอดแน่น ๆ ท่ามกลางฝนที่ยังไม่หยุด
ความรู้สึกว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหวัง เหลือเพียงคำสัญญาในใจที่ไม่มีใครได้ยิน
ปีต่อมา สายฝนกลับมาที่เดิม วุ้นกลับมายืนใต้อาคารคณะเดิม ร่มคันเก่ามีแต่คราบน้ำตา กานต์เดินเข้ามาเงียบ ๆ ยกหนังสือเล่มหนึ่งขึ้น
“เธอรู้ไหม หนังสือเล่มใหม่ของเธอขายดีมากแล้วนะ”
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังกว่าฝนรอบตัว พวกเขามองสบตา คราวนี้ไม่มีใครต้องฝืนยิ้ม หรือกลั้นน้ำตาอีกต่อไป
เสียงฝนยังตกต่อไป แต่หัวใจทั้งคู่ ไม่เคยหยุดเต้นตามมันเลยสักที