คำสาปแห่งอาร์ติอ้างว้าง
กลิ่นสีอะคริลิคปะปนฝุ่นฉาบอยู่ในอากาศ ม่านแสงบ่ายอ่อนลอดบานกระจกบานสูงทาทับผนังเก่าจนเป็นแผ่นแสงในสตูดิโอศิลปะริมแม่น้ำแห่งนี้ โต๊ะไม้ขนาดยาวเต็มไปด้วยขวดสีน้ำมัน กำแพงแขวนภาพเขียนและเฟรมกระจายสลับกับรอยคราบสนิม ใจกลางห้อง ลูกแก้วใส่อัลกอฮอล์และเศษแคนวาสวางอย่างไร้ระเบียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จันทร์ อย่าสะกิดแก้วนั้นเดี๋ยวมัน…” ชาติชาย หนุ่มตัวสูงตะโกนขึ้นมาเสียงขุ่นขณะเห็นเพื่อนสาวผมหยิกสวมชุดยีนส์ขาดจับของตกแต่งในตู้ไม้
จันทร์หยุดมือลังเล มุมปากกระตุกยิ้มอย่างท้าทาย “กลัวเหรอพ่อกลัวผี?”
สุกใส สาวร่างเล็กผมประบ่าเงยมองแล้วถอนใจ “จันทร์ พอเหอะ เดี๋ยวครูมาแล้วเธอโดนอีก”
แว่วเสียงกริ่งหน้าสตูดิโอ มีคนเดินเข้ามาอย่างเร็ว ต้น หนุ่มรูปร่างผอมรองเท้าขาด เปิดประตูมาพร้อมกลิ่นบุหรี่จางๆ “กวาง มาช่วยผมยกกรอบวาดนั่นหน่อย เดี๋ยวของตกใส่หัว ผมไหว้ล่ะคุณ!” ต้นพูดรัวแบบคนไม่ชอบอยู่นิ่ง ส่วนกวาง หนุ่มหน้าตาเรียบตึงดูกดดันไม่พูดอะไร คิ้วขมวดแต่ยอมช่วยดันกรอบรูปเข้าไปชิดมุม
เสียงครูวันชัยห้าวทุ้มดังขึ้น เขาหิ้วแฟ้มมาวางกระแทกบนโต๊ะ “วันนี้ใครเข้างานสายทิ้งผลงานไว้ ไม่ต้องส่ง สตูฯ นี้ใครเกะกะจะโดน”
นักศึกษาทุกคนรีบจัดของ จ้องหน้ากันอย่างระแวง จันทร์ลอบเหลือบไปดูแก้วในตู้ ไม่เห็นคราบฝุ่นเหมือนก่อน มีรอยนิ้วมือปรากฏขึ้นมาราวกับเพิ่งมีคนจับ…
ชาติชายกระซิบถามกวาง “เคยได้ยินไหมว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้น?”
กวางถอนหายใจ “เคย แต่ไม่อยากเล่า เดี๋ยวคุณจะไม่ได้นอน”
สุกใสบีบไหล่กวาง เบาเสียง “ขอนะ เราอยู่เมืองนี้มาตั้งแต่เด็ก เล่าเถอะ”
กวางมองแก้วในตู้ซึ่งส่องสะท้อนคนในห้องเป็นเงาซ้อนซ้อน “สิบปีก่อน…เขาว่ามีเด็กผู้หญิงถูกขังในนี้ เพราะวาดภาพแปลก…แล้วก็ไม่มีใครเจอเธออีกเลย”
ต้นหัวเราะกลบเกลื่อน “ไร้สาระ ป่านนี้เขาก็โตออกนอกเมืองไปหมดแล้ว” คำพูดนั้นชะงักกลางอากาศ ทุกคนเงียบเมื่อครูวันชัยเดินวนดูผลงานทีละคน
เย็นวันนั้น นักศึกษาทยอยกลับ ยกเว้นจันทร์กับชาติชายที่นั่งทำงานต่อ ชาติชายมองเพื่อนสาวที่เงียบผิดปกติ “วันนี้แปลกมาก แก้วในตู้…ฉันเห็นมันสะท้อนใบหน้าผู้หญิงคนหนึ่งตลอดเวลา แต่…มันไม่ใช่เธอ”
จันทร์ไม่ตอบ มองออกไปนอกริมหน้าต่าง ฝนรินปรอยไกล ๆ ทว่าในสตูดิโอกลับเย็นวูบขึ้นชั่วขณะ ชาติชายขยับตัวเลี่ยงเงาในกระจก เจตนาเบี่ยงเอาความรู้สึกอึดอัดออก
หลายวันต่อมา ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะกลางสตูดิโอ เสียงเก้าอี้เสียดสีก้องดัง “เมื่อคืนนี้ ใครล็อกห้อง?” สุกใสพูด เดือดร้อนต้นต้องพยักหน้า “ผมเอง โอ๊ย เรื่องแค่นี้ ใครมันจะเข้าไปในนี้ได้”
ชาติชายลุกขึ้นหยิบแก้วในตู้มาวางกลางโต๊ะ “เมื่อคืนผมเห็นอะไรบางอย่างในนี้ มันเคลื่อนไหวเอง”
กวางมองจันทร์ สีหน้าเครียด “เมื่อคืนเรากลับด้วยกันนะ ไม่มีอะไรผิดปกติ”
แต่จันทร์ไม่สะทกสะท้าน “ถ้าคำสาปมันจริง…แล้วถ้าเราใกล้จะกลายเป็นเหยื่อคนต่อไป?” เธอแสยะยิ้มเยือกเย็น ต้นขนลุก สุกใสลุกเดินหนีออกนอกรัศมีวงสนทนา
วันต่อมา งานศิลป์ของต้นถูกทำลาย ขูดขีดปาดคำว่า “กลับไป” บนผ้าใบ ต้นตะโกนลั่น สุกใสปลอบแต่กลับถูกต้นสบัดออก “เธอไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ทำหรอก เธอแค่กลัวเหมือนกับฉัน!” สุกใสเงียบ หน้าแดงก่ำ กวางพยายามกันไม่ให้ลุกลาม
ครูวันชัยเรียกกลุ่มนักศึกษามานั่งล้อม “ถ้าใครทำอะไรผิด รู้ไว้นะ ที่นี่…สิ่งที่ซ่อนไว้จะไม่มีวันถูกให้อภัย” แววตาของเขาขึงขัง เย็นชา คล้ายรู้อะไรบางอย่าง
คืนนั้น ในห้องเงียบวังเวง จันทร์หลบออกมาดูตู้แก้วในความมืด เธอลูบกระจกช้าๆ เสียงขูดเบาๆ ดังขึ้นในเงียบงัน “ถ้าเป็นเธอ…ออกมาสิ” เงาอีกเงาหนึ่งสวนกับปลายนิ้วเธอ หน้าสาวในเงากระจกลอยมาแทน หอบลมหายใจติดขัดจนจันทร์ต้องถอย
ชาติชายนั่งพิงกำแพง เหงื่อซึม “เรา…กำลังโดนคำสาปจริงๆ ใช่ไหม? หรือมันคือความกลัวในใจเราเอง?”
เช้าวันใหม่ ทุกคนถกเถียงเรื่องจะลาออกจากกลุ่มหรือไม่ ต้นอยากหนี กวางต้องการพิสูจน์ “ถ้าเราไม่เผชิญกับมัน เราจะไม่มีวันหลุดพ้น” สุกใสส่ายหน้า น้ำตาไหล “ฉันกลัว…แต่ไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
จันทร์เพ่งพินิจเงากระจก “ฉันอยากรู้ความจริง ไม่ว่าจะน่ากลัวแค่ไหน” เธอสูดหายใจลึก ครูวันชัยเดินเข้ามาช้าๆ “อย่าเปิดประตูที่ไม่ควรเปิด…ศิลปะบางอย่างไม่ใช่ของทุกคน”
กลางดึก จันทร์เดินตามเงาไปยังห้องเก็บของใต้ดิน กวางและชาติชายแอบตามมา ทั้งสามต่างระแวง พอเข้าสู่ห้องใต้ดิน ไฟกะพริบวาบ เงาดำฉายขึ้นบนผนัง ปรากฏภาพระบายเลือดที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนวาด
เสียงร้องไห้ไกลๆ ดังขึ้น กวางพูดเสียงสั่น “มันคือเสียงของอดีต…”
ต้นกับสุกใสเท้าเบาเข้ามาร่วมกลุ่มภายหลัง ต้นร้องสวน “ถ้าพวกแกเลือกจะอยู่ ฉันจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง” สุกใสหลับตารวบรวมความกล้า “ต่อให้ต้องพบกับความกลัวที่สุด เราก็จะอยู่ด้วยกัน”
หน้าต่างกระจกสะท้อนทุกคนในห้อง จันทร์กลั้นน้ำตา มือจับมือชาติชาย “เราต้องเผชิญหน้ากับมัน…กับตัวเราเอง”
เสียงกรีดร้องดังสนั่น แก้วในตู้แตกกระจาย วิญญาณเด็กหญิงจากอดีตลอยพ้นกรอบสี ร้องขอการให้อภัย กวางโผเข้าไปหา “หากความผิดคือสิ่งเดียวที่เราจำ…เราจะไม่ลืมเธอ”
ทุกคนจับมือกัน หัวใจสั่นระรัว คำสาปคลายลง รูปภาพในห้องเปลี่ยนเป็นแสงสว่าง สตูดิโออบอุ่นขึ้น สุกใสปล่อยน้ำตาไหลเชื่องช้า ต้นเฝ้ามองแสงไหววูบแล้วยิ้มกล้าๆ กลัวๆ
รุ่งเช้าทุกคนสำรวจห้องอีกครั้ง เงาในกระจกหายไป จันทร์วางมือบนตู้แล้วยิ้มจาง “บางที…ศิลปะไม่เคยต้องกลัว เพียงเราต้องกล้ายืนรับมันด้วยใจจริง”
ชาติชายหัวเราะเบาๆ “แต่ถ้ามีเสียงแปลกขึ้นมาอีก ผมขอเป็นคนแรกที่หนี” ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กวางโอบไหล่เพื่อน “ถ้าเรากล้าพอ ความกลัวก็เหลือแค่ในอดีต”
ภาพสุดท้าย เงาที่เคยวนเวียนในกระจก กลายเป็นแสงจากผลงานใหม่ รูปวาดเด็กหญิงถือดอกไม้ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่ยืนยิ้ม ศิลปะ ผลักดันให้ทุกคนเป็นคนใหม่ภายในคืนเดียวกันนั้น