ชมรมซวยบุกโรงเรียน
เสียงหัวเราะระเบิดกลางห้องเรียนเช้าวันหนึ่ง เมื่อ มอส เด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบที่ไม่ค่อยจะมีเหตุผล ออกปากประกาศก้องต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนว่า “ปีนี้เราจะมีชมรมที่เจ๋งที่สุดในโรงเรียน ใครอยากเข้ามาเลย!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กล้า (เพื่อนสนิทที่ช่างคิดมาก พูดช้า คิดชัวร์แต่พลาดเรื่อย) พูดเสียงเบา ๆ ว่า “มอส นายแน่ใจใช่ป่ะว่าชมรมเราจะ…ไม่โดนหัวเราะเหมือนปีที่แล้วนะ”
“นายไม่ต้องห่วง กล้า! ปีนี้เราไม่ใช่แค่ชมรมนำโชคเหมือนปีก่อน ปีนี้… ชมรมซวยบุกโรงเรียน!” มอสตบบ่ากล้าเต็มแรงจนเสียง ‘ปั๊ก’ ดังขึ้นอย่างกับโชว์พลัง
“แล้ว…เราทำไรอ่ะมอส ชมรมนี้ มีใครอยากซวยเหรอ?” มิ้นท์ เพื่อนหญิงที่ปากจัดแต่ขี้สงสาร ช่วยซ้ำต่อในจังหวะเงียบ
“มันคือชื่อกวน ๆ ดูตลกไง เวลาคนถาม เขาจะอยากรู้ว่าเราทำไร!” มอสมั่นใจ กล้าหยิบสมุดมาจดรายการ “สิ่งที่น่าจะซวย ถ้านายคิดผิด” แต่ก็จดไปบ่นไป
เสียงนักเรียนฮือ ๆ บางคนขำ บางคนเริ่มสนใจเพราะแค่ชื่อชมรมก็ตลกแล้ว มิ้นท์หยอก “เราต้องหากิจกรรมซวย ๆ แล้วจด แต้มซวยเหรอ?” มอสพยักหน้า “ใช่! ใครซวยสุดได้รางวัล!”
การแพลนกิจกรรมเริ่มขึ้นอย่างโกลาหลทันที ใคร ๆ ก็ตื่นเต้น แถมยังมี ปัน เด็กหลังห้องสุดเนิบ ใส่หูฟังตลอด พยายามเข้าใจ (แต่เข้าใจผิด) สะกิดถามกล้า “สรุปถ้าไปล้มหน้าห้อง นับแต้มมั้ย”
กล้าตอบ “อันนั้นเรียกว่าซวยแบบไม่สมัครใจ ปันเอาใหม่”
ความสนุกเริ่มบานปลายเมื่อมีเด็ก ๆ มาสมัครเข้าชมรมเพิ่ม บางคนแค่ขำ บางคนอยากพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ซวย บรรยากาศทั้งห้องเรียนเลยปั่นป่วนตลอดทั้งคาบเช้า
ก่อนเที่ยง โรงเรียนประกาศเสียงตามสาย “ขอให้นักเรียนอย่าพกสิ่งของแปลกปลอมเข้ามาในชมรม!” กล้ายิ้มเจื่อน ๆ “คิดว่าเค้าพูดถึงชมรมเราเปล่า”
“โว้ย กล้า นายอย่าคิดมากน่า ของแปลกปลอมมันก็พวกหินนำโชคหรือเครื่องรางบ้า ๆ นั่นแหละ ชมรมเรานี่สร้างสรรค์จะตาย!” มอสย้ำหนักแน่นแต่สีหน้ากังวลนิด ๆ
หลังเลิกเรียน ทั้งสามนัดประชุมชมรมห้องเก่าเก็บใกล้โรงฝึกพลศึกษา ทุกคนนั่งล้อมวงจัด “โต๊ะประชุมซวย” มอสในบทหัวหน้าชมรมจ้อมองไปรอบ ๆ พยายามดูภูมิฐาน กล้าดูแฟ้มรายชื่อ ปันเปิดหูฟัง เพลงในหูเป็นเพลงปลุกใจกีฬาปีที่แล้ว
“กิจกรรมแรกของเราคือ ‘ล่าแต้มซวย’ ใครไปเอาอุปกรณ์พังหรือโดนคุณครูหักคะแนนมาได้ก่อนชนะ!” มอสประกาศสุดมั่นใจ
มิ้นท์ถลึงตา “ใครอยากได้แต้มแบบนั้นฟะ!” กล้าเงียบพยักหน้า ปันยกมือ “ผม เมื่อวานโดนหักคะแนนยื่นงานช้า ขอคะแนนซวยย้อนหลังได้มั้ย”
มิ้นท์ปิดหน้า “ชมรมนี้จะรอดมั้ย…?”
วันต่อมา โรงเรียนเต็มไปด้วยข่าวลือเกี่ยวกับ “ชมรมซวย” บ้างว่าทำพิธีประหลาด บ้างว่าทดลองวิทยาศาสตร์ใต้ดิน มอสเดินไปไหนมีแต่คนมองประหลาด ๆ
กล้าเริ่มเครียด “นี่มันไม่ใช่แบบที่คิดไว้นะมอส”
“คิดบวกไว้กล้า กระแสดีแบบนี้ รับรองปีนี้ครูต้องจำชื่อชมรมเราได้!” มอสยังไม่ลดความมั่นใจ แม้จะปาดเหงื่อเบา ๆ
ปันนั่งนิ่ง “ผมเริ่มงงแล้ว ชมรมเราทำไรจริง ๆ อ่ะ”
มอสอธิบายแผนใหม่ “กิจกรรมสอง ‘ภารกิจสุ่มซวย’ ใครจั่วการ์ดได้นั้นต้องไปทำ” เขาชูการ์ดใบปึก มิ้นท์บ่น “นี่มันจับสลากให้โชคร้ายชัด ๆ” แต่เด็ก ๆ ก็ยังหัวเราะขำขัน
ผลคือมีเด็กร่วมชมรมต้องไปทำกิจกรรมแปลก ๆ เช่น เอาร่มเดินกลางแดด หรือนั่งคนเดียวบนม้านั่งเปียกหลังฝน จนเพื่อนอื่นเข้าใจผิดว่ามีโจทย์ลับสำคัญต่อภารกิจใหญ่อะไรสักอย่าง
วันถัดมา อาจารย์แนะแนวเรียกชมรมซวยบุกโรงเรียนเข้าออฟฟิศสอบถาม “กิจกรรมคุณคืออะไร” มอสรีบอธิบายเสียงลน “มันคือ…การเรียนรู้จากความผิดพลาด เตรียมความพร้อมสู่ชีวิตจริง”
กล้ากับมิ้นท์พยักหน้าหงึก ๆ แต่หันไปถอนใจใส่กันลับหลัง อาจารย์ขำแล้วถาม “แล้วเรื่องที่มีเด็กนั่งน้ำ ฝนตกทั้งวัน ไปยืนถือลูกโป่งกลางสนาม ปล่อยปลาในบ่อ…?”
“พวกนั้น…วิจัยเรื่องความพยายามเปลี่ยนโชคร้ายเป็นโอกาสครับ!” มอสเมคขึ้นทันที มิ้นท์หันมามองกล้าแล้วยักคิ้วเหมือนถาม ‘คิดเองใช่มะ’
ข่าวลือยิ่งแพร่กระจาย เด็กนอกชมรมนึกว่า “ชมรมซวย” คือกลุ่มผู้กล้าช่วยสลายเคราะห์เพื่อน ปัญหาคือใครมีเรื่องซวยๆ จะฝากชมรมแก้ ทำให้วันหนึ่งห้องประชุมชมรมมีคนรอเข้าคิว “เหมาจัดดวงซวย” ให้ตัวเอง
มอสรีบตั้งท่า “เราต้องช่วยเหลือเพื่อนด้วยภารกิจลับ…เอาอะไรดีเนี่ย?” กล้าหยิบสมุด “เขาบอกให้แกล้งเพื่อนแกล้งกลุ่มข้าง ๆ ใช่มะ?”
มิ้นท์ขมวดคิ้ว “อย่า อย่าวุ่นพาเพื่อนไปซวยนะ นี่อาจารย์จะจับปิดชมรมยังไม่รู้เรื่อง” มอสเริ่มสังเกตความยุ่งยากที่ตัวเองก่อ
ในขณะที่ปัญหาบานปลาย ทุกคนในชมรมพยายามแก้ไขแทบจะพร้อมกัน แต่ยิ่งวางแผนอะไร ก็มีแต่เรื่องวุ่น ๆ มากขึ้น กิจกรรม ‘ช่วยเพื่อนแก้ซวย’ กลายเป็นงานประจำของชมรมไปโดยไม่รู้ตัว
จนวันประชุมชมรมใหญ่ที่อาจารย์จะตัดสินชะตาชมรมซวย มอสเตรียมพิชิตใจคณะกรรมการ หวังจะโชว์ “ภารกิจประจำปี” ที่เด็ก ๆ ช่วยเหลือแก้ปัญหาให้เพื่อน ๆ ในเชิงสร้างสรรค์
แต่ดันเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิดใหญ่ เมื่อคุณครูใหญ่เดินเข้าห้องประชุมแล้วเห็นแผ่นป้าย “ชมรมซวย” กับเด็กบางคนนั่งน้ำตาซึมจากการเล่นเกมซวยทำแต้ม!
“นี่ชมรมทำร้ายจิตใจเด็กหรือยังไง!” ครูใหญ่ตะโกนเสียงเข้ม ทุกคนเงียบกันหมด มอสร้อนรน “เปล่าครับ เราแค่…สร้างภูมิต้านทานชีวิต เราสู้ด้วยกัน ไม่ปล่อยให้ใครต้องว้าเหว่กับเรื่องแย่ ๆ คนเดียว”
กล้ากับมิ้นท์สบตากันแบบ ‘นี่ไงล่ะซวยจริง’ แต่ปันรีบบอก “จริงครับ ชมรมนี้ ไม่มีใครโชคร้ายคนเดียว ทุกคนช่วยกันคิดแผนจน…ยิ่งซวยกว่าเดิมบ้างแต่ก็หัวเราะได้ทุกที”
ครูใหญ่มีสีหน้างง ๆ ก่อนค่อย ๆ หัวเราะ “แบบนี้ก็…ไม่แย่นะเด็ก ๆ”
ในที่สุด กรรมการตัดสินใจให้ “ชมรมซวย” อยู่ต่อได้แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ เน้นให้เป็นชมรม ‘เผชิญปัญหาด้วยการคิดบวก’ และจัดอีเวนต์รณรงค์ให้นักเรียนช่วยเหลือกันเวลามีปัญหาเล็กใหญ่
สามเพื่อนซี้เรียนรู้ว่าขนาดซวยแค่ไหน ถ้ามีเพื่อนวุ่นวายข้าง ๆ อะไร ๆ ก็รับมือได้ มอสกับกล้าและมิ้นท์หัวเราะกันดังลั่น ห้องประชุมกลายเป็นงานเลี้ยงย่อย ๆ โดยมีมอสประกาศ “ปีหน้าชื่อชมรมเราต้องแปลกแบบไม่ซวย!”
กล้าหยอก “เอาให้มันแค่พังแต่ไม่วุ่นมากได้มั้ย…”
ปันพูดเบา ๆ “ขอเป็นชมรมเพลงปลุกใจกีฬาดีกว่า ผมถนัด…” ทุกคนในกลุ่มหัวเราะและยิ้มอย่างอบอุ่น