ชมรมฯ ฉุกเฉิน: เรื่องวุ่นวันจัดประกวด
เสียงโครมดังราวกับระเบิดกลางสำนักงานชีวจิตภายในโรงเรียนมัธยมไทยใจกลางเมือง ต้น—เด็กหนุ่มที่มั่นใจในตัวเองเกินเหตุ—กำลังลากกล่องกระดาษเข้าโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ในมุมชมรมฯ ฉุกเฉินที่ร้างไร้ผู้คน เขาหายใจฟืดฟาด มองไปรอบ ๆ หวังว่าอย่างน้อยจะมีคนเห็นออร่าความเป็นผู้นำของเขาบ้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย ไอ้ติน นายนี่มาทำอะไรแต่เช้าฟระ” ดิว เพื่อนซี้สายเนิบแต่งตัวเสื้อโรงเรียนหลุดหลวมโผล่มาจากประตู ดิวชอบคิดมาก มักวิตกสิ่งที่ยังไม่เกิดและพูดเสียงเบาเกินจะได้ยินถ้าไม่ได้ตั้งใจฟัง
“วันนี้มันวันประชุมย่อยเรานะ สายแล้วยังกล้ามาแซว!” ต้นสวนเสียงดังเกินใต้ถุนโรงเรียน
“ประชุม? มีแค่แกกับไอ้นี่กับกล่องลังกี่ใบเองนะเว้ย” สิบทิศ—สมาชิกคนสุดท้ายของชมรมฯ ฉุกเฉิน—เดินผ่านมาพร้อมกระเป๋าหนังสือใบโทรมและขนมปังไส้กรอกห้อยปาก พูดเสียงเสียดสีรัวเร็วเหมือนกลัวความเงียบ
“ฉันจะบอกให้ฟัง ทุกวันนี้ชมรมเราไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเราจัดประกวด! ประกวดอะไรก็ได้! เด็กทั้งโรงเรียนจะลืมไม่ลง แล้วปัญหาชีวิตทุกคนจะวิ่งมาหาเรา!” ต้นพูดยืดยาวด้วยไฟแห่งความมั่นใจ
ดิวสบตาสิบทิศอย่างสิ้นหวัง “แต่เราไม่มีคน ไม่มีงบ และนายไม่มีไอเดียที่เป็นชิ้นเป็นอันนะเว้ย”
ต้นยิ้มเหยียดมุมปาก เอาโน้ตบุ๊กออกมาเปิดพรีเซนต์ด้วยโปรแกรมกราฟเทียด “เห็นไหมล่ะ อันนี้แผนงานที่ฉันทุ่มเทที่สุด จัดประกวด ‘เล่าเรื่องชีวิตฉุกเฉิน’ ทุกคนต้องมีปัญหาในใจ มันเข้าข่ายฉุกเฉินทั้งนั้น!”
สิบทิศหุบขนมปังเอาดื้อ ๆ “ถ้าความหมาย ‘ฉุกเฉิน’ ของแกคือเมื่อวานฉันลืมหุงข้าวมั้ยล่ะ”
ต้นขัด “จะเรื่องอะไรขอแค่ซึ้ง ๆ ฮา ๆ ก็ได้! พวกนายช่วยฉันคิดธีมหน่อย”
ทั้งสามเริ่มโต้วาทีความหมาย “ฉุกเฉิน” อย่างไม่มีใครยอมใคร สิบทิศคาใจว่าฉุกเฉินคือเรื่องอาหาร ดิวหน้าซีดเพราะหวั่นปัญหาจะบานปลาย ต้นหัวเราะอย่างมีชัย
ในขณะที่ต้นมั่นใจมากขึ้น ดิวหยุดคิดมองนาฬิกา “เอ๊ะ—โรงเรียนอนุญาตเหรอ เราต้องทำเรื่องขอห้องประชุมก่อน…”
ต้นโบกมือแบบตัดบท “แค่ไปแจ้งคุณครู คนอย่างต้นไม่เคยกลัวอะไร!”
ภาพตัดไปที่ห้องฝ่ายกิจกรรม นักเรียนต้องเข้าแถวรอขอลายเซ็นครู ดิวถือเอกสาร หัวใจเต้นตุบ ๆ ต้นกับสิบทิศยืนแบบพกพลัง แผนการณ์ที่คิดว่าจะง่ายเริ่มเข้าสู่โหมด “อะไรจะยากอย่างงี้เนี่ย” เพราะใครต่อใครในสายล้วนแต่ขอโรงเรียนสนามกีฬา หรือขอห้องประชุมใหญ่ทุกคน ทิ้งให้ทั้งสามต้องสลับกันแก้ต่างเหตุผลที่จะใช้ห้องประชุมเล็ก
ต้นหลุดปาก “เพราะเราจะช่วยเด็กๆ ทั้งโรงเรียน!” ทุกคนหันมามองงง ๆ สิบทิศพูดแซว “แบบนี้ผมซื้อล็อตเตอรี่ได้เลยมั้ยครับครู?” ครูหรี่ตามองแบบจับผิด ไม่เข้าใจยุทธวิธีของต้น ดิวรีบเสริม “เอ่อ… ชมรมฯ ฉุกเฉินจะเป็นพลังใจให้เพื่อน ๆ ไม่คิดสั้นอะไรแบบนั้นครับ!” ต้นยิ้มฝืด ๆ ที่พูดเต็มที่แล้วกลับดูเครียดไปอีก
สุดท้าย เงื่อนไขมากมายตกลงบนโต๊ะ—ทั้งสามได้ห้องประชุมเล็กและเวลาจำกัดแค่ช่วงพักเที่ยงเท่านั้น ด้วยเงื่อนไข “ต้องไม่วุ่นวาย” และ “อย่าสร้างความเข้าใจผิด” โดยเฉพาะคำหลัง ครูพูดเสียงเน้นเข้าหูทุกคนย้ำ ๆ
สามเพื่อนเริ่มวางแผน แต่ต้นกลับเน้นว่าต้องมีโปสเตอร์หรูเหนือโลก—ออกมาเป็นภาพรถพยาบาลติดไซเรน (ฝีมือสิบทิศที่อยากให้ดูเท่แต่กลับเหมือนรถตุ๊ก ๆ ติดไฟฉาย) ดิวเอาไปแปะทั่วโรงเรียนแต่ดันแปะหน้าห้องน้ำหญิงและหน้าห้องดนตรีไทย ไม่ทันได้ดูว่ากระดาษที่ตัวเองใช้แปะคือใบทำเรื่องแจ้งซ่อมของชมรมหมากล้อม
วันต่อมา ข่าวสารในโรงเรียนปั่นป่วน มีข่าวลือว่า “เกิดเหตุฉุกเฉินใหญ่ที่โรงเรียน” เพราะโปสเตอร์ และผู้คนแห่มาดูโต๊ะชมรมฯ ฉุกเฉินในช่วงพักครึ่งวันเช้า—เด็กม.4 มาถามเสียงดัง “พี่ ๆ มีแจกข้าวกล่องฉุกเฉินเหรอคะ?” สิบทิศขำกลิ้งแต่ต้องกลบเกลื่อน “ไม่มีครับ มีแต่เล่าเรื่องซวย ๆ ให้ฟังได้!”
ต้นหน้าซีด ดิวหน้าแดงเพราะกลัวถูกโทษโพสต์ข้อความผิด ทุกคนชุลมุนแทบไม่มีใครตั้งใจฟังว่าแท้จริงคือประกวดแชร์ปัญหาชีวิต สถานการณ์ยิ่งคุมไม่ได้
กลุ่มเพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชมรม “หน่วยกู้ภัย” จึงเอาแมวหลงมาเสนอให้ช่วยรักษา ต้นพยายามปฏิเสธ “เพื่อนครับ… เราดูแลปัญหาใจ ไม่รับแมว” เด็กหญิงร้องไห้กลางโต๊ะประชาสัมพันธ์ สิบทิศรีบเสนอ “เอาแมวส่งครูงูเห่าดีมั้ย?” เด็ก ๆ ตกใจใหญ่โต ดิวอึกอัก เสนอจะโทรหาผู้ปกครอง…สถานการณ์เลยดูเหมือนชมรมกู้ภัยตัวจริง
ต้น เริ่มเครียด จะหาทางแก้ภาพลักษณ์ สั่งตั้งโต๊ะถามตอบแบบ “คลินิกฉุกเฉิน” พอถึงคิวแรกกลับเจอเด็กม.3 ถาม “พี่ครับ เวรกรรมนี่แก้ยังไง?” ต้นหัวเราะอึ้ง ๆ “เอ่อ… นั่งสมาธิ ดูหนังฟังเพลง ลองหาอะไรทำครับ” เด็กม.3 เข้าใจเป็นรับปรึกษาทางจิตวิญญาณ
ดิวขอขึ้นเวทีกล่าวเปิดงาน ต้นให้โอกาส แต่ดันพูดผิดว่า “ขอต้อนรับสู่ชมรมบำบัดฉุกเฉิน…” คนฟังงงว่าต้องเข้าแอดมิทไหม! สิบทิศข้องใจใส่ไมค์ “ใครป่วยบอกก่อน ผมช่วยเป็นพยาน” ต้นถึงกับยกมือปาดเหงื่อ
รายการประกวดเริ่ม เด็กม.1 ออกมาเล่าเรื่อง “ตื่นสายนิดหนึ่ง แม่ไล่ให้รีบไปโรงเรียน—ฉุกเฉินมาก ๆ “ ทุกคนเงียบกริบ ไม่รู้จะปรบมือหรือขำดี ต้นรีบตัดเข้าตอนต่อไป
มีผู้อาสาบอกปัญหาตัวเอง “ผมลืมห่อข้าว” สิบทิศอยากแซวแต่ตัดสินใจปล่อยผ่าน ส่วนดิวเริ่มเห็นว่า ‘ฉุกเฉิน’ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกคนเอาเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาระบาย
จู่ ๆ เสียงประกาศงานด่วน “ขออภัย มีเด็กชายแผนกประถมพลัดหลง!” คนแห่กันวิ่งไปรอบโรงเรียน เด็กชายวิ่งซนเข้าโต๊ะชมรมฉุกเฉิน ต้นกลายเป็นศูนย์รวมข่าวสารจริงไปชั่วคราว เพื่อน ๆ ช่วยกันสื่อสาร กลายเป็นข่าวในไลน์ครูว่าชมรมฉุกเฉิน “ได้ช่วยชีวิต” ระหว่างความโกลาหล ผู้ร่วมงานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโชว์พิเศษ
คลื่นคนยังไม่ซา มีกลุ่มผู้ปกครองทยอยเดินเข้ามาถามเรื่องชมรมกู้ภัย—ต้นพยายามอธิบายว่าจริง ๆ ไม่ใช่ แต่ดันพูดวกไปวนมา “เราคือชมรม… เอ่อ… รับฟัง ไม่ใช่… รับรักษา ไม่ใช่… เอางี้ เข้ามาคุยทุกปัญหาได้” ทุกคนยิ่งงง
ในกลุ่มเด็กเล็ก ๆ มีการเลียนแบบเอาไม้บรรทัดมาคาดหัวเหมือนสายรัดหมอฉุกเฉิน ดิวเริ่มรู้สึกผิดว่าชมรมหลุดคอนเซปท์ พยายามแก้ตัวกับครูประจำกลุ่ม “คือ… ชมรมเราไม่ได้รักษาใครนะครับ…” สิบทิศหัวเราะ “แค่รับฟัง ดีไม่ดีใครอกหักก็มานั่งร้องไห้กับเราด้วย”
ในขณะที่สถานการณ์ยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อย ๆ เด็กผู้ชายตัวน้อยเกิดร้องไห้อีกรอบ เพราะคิดว่าถ้าฉุกเฉินชมรมจะเรียกแม่มารับทันที ต้นต้องปลอบด้วยวิธีงง ๆ “เรื่องฉุกเฉิน…บางทีมันก็แค่ความรู้สึกนิดหน่อย แต่เรายังเดินต่อได้”
เวลาผ่านไปโต๊ะก็เริ่มโล่ง ดิวถอนหายใจ “นี่มันชมรมอะไรกันแน่ฟะ?” ต้นนั่งซึมแต่ยิ้มแห้ง ๆ “เราตั้งใจให้ช่วยเหลือคนสุด ๆ ก็เจอเรื่องยุ่งจนตัวเองต้องหาทางรอด” สิบทิศขำ “ต่อไปคนจะเข้าชมรมแน่นอน แต่คงมาหาเรื่องแปลก ๆ มากขึ้นแน่เลย”
ณ จุดจบของงาน ไม่มีใครได้รางวัล ชมรมไม่ได้ตามเป้า เด็ก ๆ กลับบ้านพร้อมรอยยิ้มกับเรื่องเล่าขำ ๆ เพื่อนร่วมชั้นแตกคอกันเรื่องฉุกเฉินแบบใครใคร่แชร์ ก็แชร์ไป
ต้นเปิดใจกับเพื่อน ๆ “เราทำเต็มที่แล้ว ถึงจะเละ แต่ได้หัวเราะ ได้รู้จักกันมากขึ้น… แค่นี้ก็ดีใจ” ดิวพยักหน้าหนักแน่น “อย่างน้อยเรารู้ว่าฉุกเฉินไม่ได้แปลว่าเหมือนกันของทุกคน” สิบทิศแซวขำ ๆ “และถ้ายังไม่มีใครเข้าใจชมรมเราอีก เราก็ควรตั้งซุ้มขายน้ำพริกซะเลย!” ทั้งสามหัวเราะร่วนพร้อมแผนใหม่ที่พังพินาศกว่าเดิม
ในขณะที่ประตูชมรมปิดลง พร้อมเสียงหัวเราะและรอยยิ้มประหลาดใจ ว่าเรื่องแย่ ๆ ถ้าแบ่งปันกันอาจจะแค่ฉุกเฉินชั่วคราว แต่อบอุ่นไปอีกนาน