คืนสุดท้ายบนสถานีอีเธอร์
แสงจันทร์จางที่ขั้วจักรวาลลอดผ่านหน้าต่างกระจกหนาของสถานีวิจัย ‘อีเธอร์’ ส่องประกายบนพื้นเหล็กเย็น ถึงจะเป็นกลางคืนแต่ไม่มีใครได้นอนสบาย ๆ ฤกษ์ นักชีววิทยาชำนาญวัยห้าสิบต้น กำลังนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างโต๊ะวางสิ่งของส่วนตัว มีรูปถ่ายเก่า ๆ ของลูกสาวในวัยเด็กวางอยู่ ดวงตาเขาคล้ำเหมือนคนที่นอนไม่หลับมานาน เขาหายใจเข้าออกช้า ๆ แล้วเหลือบมองนาฬิกาบนกำแพงในห้องสิ่งแวดล้อม – 02:14 น.
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้านุ่ม ๆ ดังแว่วเข้ามา ณดา วัยยี่สิบห้า ผมสั้นประบ่า เดินมายืนนิ่งหน้าประตู เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวโคร่งซึ่งใหญ่เกินตัวไปมาก และไม่ยอมสบตาพ่อ “มีอะไรหรือเปล่า” ฤกษ์เอ่ยในน้ำเสียงที่พยายามอ่อนโยนแต่แฝงความเหน็ดเหนื่อย ปลายนิ้วเขาสะกิดขอบรูปในมือ
ณดาไม่ตอบในทันที ท่าทีอึกอัก ดวงตานิ่งในเงามืด “หนูเห็นไฟกระพริบผิดปกติแถวโถงกลาง” เสียงของเธอสั่นน้อย ๆ “คงแค่ระบบเตือนขัดข้อง” ฤกษ์พูดเหมือนไม่อยากผูกความกังวล “พ่อจะเช็กเอง พักผ่อนเถอะนะ”
แต่ณดาไม่ขยับ “ตอนนี้…โทรศัพท์ยังติดต่อกับฐานแม่ได้มั้ยคะ” คำถามเหมือนคำสารภาพความหวาดกลัว ฤกษ์นิ่งไปชั่วขณะก่อนละสายตาจากเธอมามองจอพลาสม่าสื่อสาร พลันจอมืดสนิท ไม่มีสัญญาณ “เดี๋ยวทุกอย่างต้องซ่อมได้” เขาพูดกระด้างขึ้นเล็กน้อย
ณดาหายใจลึก ดูเหมือนจะพูดบางอย่างแต่เปลี่ยนใจเงียบ พวกเขาอยู่กันในบรรยากาศที่หนักอึ้งจนแม้แต่เสียงเครื่องช่วยหายใจก็ดังเกินไป ฤกษ์ลุกขึ้นโดยหยิบกล่องเครื่องมือ แล้วออกเดินไปทางทางเดินที่ทอดยาวสู่โถงกลาง
แสงไฟในทางเดินกระพริบถี่ผิดปกติ ความเงียบเข้าครอบงำ มีเพียงเสียงรองเท้าที่กระทบเหล็กแผ่น ฝีเท้าของณดาตามมาห่าง ๆ ทั้งคู่เดินเคียง แต่ออกห่างด้วยใจ ฤกษ์เปิดกล่องเครื่องมือ หยิบไขควงมือตัวเล็กขึ้นมา และขยับเปิดฝาตู้สายไฟข้างประตู
เสียงเครื่องสแกนของสถานีเหมือนขบกรามในความมืด ในขณะที่เขามุดตัวเข้าไปดูสายไฟ ณดายืนกอดอกแน่นๆ กันหนาวและใจสั่น เธอเอ่ยแผ่วเบา “พ่อ…ถ้าแม่ยังอยู่ที่นี่ เธอคงด่าหนูใช่มั้ย…” ฤกษ์นิ่ง ทำราวกับไม่ได้ยิน เขาไม่รู้จะเผชิญหน้ากับคำถามนี้อย่างไร
จู่ๆ ไฟในโถงกลางดับวูบ แสงจากหน้าต่างข้างสถานีคือสิ่งเดียวที่เหลือ ทั้งคู่หยุดนิ่ง เงาร่างสองร่างทอดไกลในความมืด เสียงบางอย่างดังแว่วจากท่ออากาศ คล้ายเสียงไซเรนที่บิดเบี้ยว “อย่าขยับ” ฤกษ์พูดต่ำๆ มือค้นหาไฟฉาย มอบให้ณดาและสั่ง “เปิด แต่อย่าฉายมั่ว”
ณดาทำอย่างระมัดระวัง ลำแสงลอดออกมาตามรอยแยก ชี้ไปพบแผ่นน้ำแข็งบางๆ เกาะตามผนัง ฤกษ์ขมวดคิ้ว ความผิดปกตินี้ไม่ควรเกิดตามตารางตรวจเช็ค เขาหยิบเซนเซอร์แสงขึ้นมาส่องใส่ดู อุณหภูมิลดต่ำกว่าทุกปกติ
“พ่อ บางทีเราควรกลับไปที่ห้องควบคุม…” ณดาเบาเสียงเหมือนกลัวจะพูดผิด ฤกษ์แค่นหัวเราะขื่นขม “ถ้าระบบมันล้มทั้งสายแบบนี้ กลับไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก” แล้วเดินนำหน้าด้วยท่าทีมั่นคงที่ฝืนธรรมชาติ
ณดาเดินตามหลังห่างๆ ทั้งตื่นกลัวและเสียใจ เหตุการณ์ในอดีตที่เธอหนีความจริงกับพ่อยังไหลเวียนในใจ ทั้งคู่เข้าไปในโถงอุปกรณ์กลาง พบแสงสีฟ้าคล้ายประกายไฟฟ้าสาดส่องชั่วแล่น ฝุ่นน้ำแข็งละเอียดลอยอบอวลในอากาศ ฤกษ์ขยับเข้าใกล้คอมพ์พิวเตอร์หลัก เปิดฝาครอบแล้วตรวจสอบระบบ “ไฟแอดวานซ์ล้ม ระบบให้ออกซิเจนลดเสถียร…” เขาพูดเสียงเบา “แปลว่าเรามีออกซิเจนไม่ถึงสองชั่วโมง”
บนใบหน้าของณดา ความตกใจเธอถูกกดทับด้วยความโกรธ “นี่พ่อรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่ามันจะมีปัญหาแบบนี้” ฤกษ์ส่ายหน้า “ถ้าพ่อรู้ พ่อจะตัดสินใจแบบนั้นเหรอ!” สายตาพวกเขาประทะกัน
เสียงผิดปกติดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คล้ายเสียงใครเดินลากขาเหนือฝ้าเพดาน ทั้งสองชะงัก ฤกษ์หยิบประแจออกมาเตรียมหาอาวุธ ณดากุมไฟฉายแน่น ใจเต้นระรัว “มันคืออะไรพ่อ…”
“เราเป็นสองคนสุดท้ายบนสถานีใกล้ตายนี้ มีอะไรให้กลัวมากกว่านั้นอีกมั้ย” ฤกษ์พูดเสียงพร่า ปากแห้งผาก จากนั้นเขาออกเดินหน้าต่อไป ล้วงอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กออกมากดสั่งรีบูตแต่ไร้สัญญาณตอบกลับ
ณดายืนชะงักอยู่หลังสุด หันไปมองทางเดิม เธอเห็นแสงวิบวับบางอย่างในกระจก เวลาเดียวกันนั้นเสียงลมหายใจหนัก ๆ จากท่อระบายอากาศข้างบนหัวทำให้ทั้งสองต้องถอยไปแนบกำแพง
“เสียงอะไร…” ณดาเบาเสียงจนเกือบไม่ได้ยิน ฤกษ์ตอบอย่างหนักแน่น “มันอาจเป็นระบบเก่าเดินเครื่องใหม่ หรือ –” เขาชะงักเมื่อเงาจาง ๆ รูปร่างคนทอดสั้นยาวบนผนังฝั่งตรงข้าม ณดาจับแขนพ่อแน่น “เราไม่ได้อยู่คนเดียว พ่อ…”
ฤกษ์ฝืนสงบ แต่หัวใจเต้นผิดจังหวะ เขาเดินนำ ณดาถอยกรูดสู่ห้องนิรภัยขนาดเล็กด้านใน สไลด์ประตูเหล็กเย็นปิดล็อค กอดลูกสาวไว้หลวม ๆ ทั้งที่ไม่คุ้นมือ ตั้งใจลูบเส้นผมณดา เหมือนครั้งที่เธอยังเป็นเด็ก
ณดาหลับตา กลิ่นโอโซนจาง ๆ กับความเย็นจากร่างกายพ่อบอกว่านี่คือวิธีเดียวที่จะรู้สึกปลอดภัย ทว่าเสียงกระทบโลหะดังขึ้นรอบ ๆ ความเงียบแปลกปลอมเข้ามาแทนที่ “พ่อคิดว่ามันคืออะไรกันแน่” ณดาถามสั่น “ไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร เราต้องออกไปด้วยกัน” ฤกษ์ตอบเรียบแต่มั่น
เวลาผ่านไปนานในความเงียบ ต่างฝ่ายต่างตั้งใจฟัง แม้แต่เสียงหัวใจตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าดังกว่าความกลัวในอกหรือเปล่า สายตาฤกษ์จับคู่อุปกรณ์ฉุกเฉินกับไฟฉาย เสียงฝีเท้านิ่งรอบ ๆ ก้องอยู่ข้างนอก
ณดาผละออกจากพ่อเบา ๆ สบตาอย่างลังเล “ถ้าเราต้องเลือก…เอาตัวรอดกันแค่คนเดียว…พ่อจะเลือกใคร” คำถามเหมือนมีคมหยัก ฤกษ์หลบตา “ลูกต้องออกไปก่อน” ประโยคนี้บีบคั้นทั้งคู่
เสียงระเบิดสั้น ๆ ดังขึ้น ระบบไฟบางส่วนกลับมา กล้องวงจรปิดบนเพดานกระพริบให้เห็นภาพมุมสูงของห้องโถง มีเงาสลัวๆ วนรอบ พวกเขาตั้งใจสังเกตและพบว่ามันคือวัตถุมนุษย์ในชุดอวกาศที่ไม่มีสัญญาณชีพ เคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับถูกควบคุมโดยบางอย่าง
ฤกษ์รีบคว้าแท็บเล็ตตรวจสอบฐานข้อมูล พบข้อมูลประวัติย่อมของลูกเรือเก่า ๆ ที่เคยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อน ข้อมูลตรงกับตัวตนที่เห็นในกล้อง – วิญญาณของสถานีเดิม?
ณดาก้มหน้า น้ำตาร่วง “ถ้าแม่อยู่ที่นี่จริงๆ…ถ้าแม่ตายลอยอยู่บนสถานีนี้กับคนเหล่านั้น…” ฤกษ์อึ้ง ใบหน้าสั่นไหว “ณดา แม่เสียไปนานแล้ว แต่ถ้าความรู้สึกผิดยังฝังเราไว้ ก็ไม่มีใครหลุดออกจากที่นี่”
ไฟดับอีกครั้ง เสียงกลไกสั่นสะเทือน พวกเขาตัดสินใจเปิดประตูห้องนิรภัย — เผยให้เห็นโถงกลางที่หนาวจัดกว่าก่อน เงามนุษย์ในชุดอวกาศหมุนวนอยู่ ราวกับเรียกร้อง
“พ่อพร้อมหรือยัง” ณดาถาม ฤกษ์พยักหน้า แม้จะหวั่นไหวลึก ๆ พวกเขาก้าวออกไปทีละก้าว ช้า ๆ เผชิญหน้าเงามืดและอดีตที่ไล่ตาม ทั้งสองยืนหยัดจับมือกันแน่น ก้าวข้ามเขตแดนความกลัวและความผิดในใจ
แม้สถานีอาจไม่อยู่รอดต่อไป แม้อากาศจะหายใจมีจำกัด แต่ครั้งแรกในรอบหลายปี ณดายอมรับมือพ่อไว้แน่น ไม่มีใครเอ่ยคำว่าสายเกินไป ระหว่างอันตรายรอคอยนอกประตู ทั้งสองคนเลือกจะเดินไปด้วยกัน ความหวังสุดท้ายในคืนอันเยือกเย็นแห่งสถานีอีเธอร์