รอยสลายบนเกาะควันเทียน
เสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวครางกึกก้องไปทั่วผืนน้ำสีเทาซีดขณะลัดเลาะเข้าใกล้เกาะเล็กกลางทะเลอันดามัน ท้องฟ้าหนาหนักด้วยเมฆ หมอกขาวหนาจนมองอะไรก็พร่าเลือน กลิ่นธูปจาง ๆ ลอยมากับสายลมเย็น ตลาดนัดเทียนไขบนฝั่งค่อย ๆ จมหายเมื่อริวิวัต วัยสิบหก นั่งกอดเข่ามองออกไปนอกเรือ แม่กับพ่อ — วรางค์ และ สมภพ — นั่งห่างกัน ต่างคนต่างเงียบ แม้จะเป็นวันหยุดยาวครอบครัว แต่ไม่มีใครหัวเราะหรือถ่ายรูปเหมือนครอบครัวอื่น ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คนเรือยิ้มด้วยฟันหายไปครึ่งปาก “อีกไม่นานถึงแล้วเกาะควันเทียนนะครับ ระวังหมอก…ทางมันเปลี่ยนเองได้ ระวังหลง” พ่อพยักหน้าแต่ไม่ได้สบตาคนเรือ วรางค์หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาอย่างเร็ว ๆ แล้วเก็บรอยยิ้มปลอม ๆ ไว้ให้ลูกชาย
เมื่อเท้าแตะทรายขาวละเอียดของเกาะควันเทียน เสียงนกประหลาดโวยวายอยู่บนยอดต้นตาล บ้านไม้เก่า ๆ เรียงรายกระจัดกระจาย มีแต่คนแก่กับเด็ก รอยหลุมธูปเต็มพื้นดินกลิ่นกำจาย ริวเดินตามแม่ พลางมองหาพ่อที่ตั้งหน้าตั้งตาคุยโทรศัพท์ไม่สนใจใคร
เด็กสาวร่างเล็ก ผิวคล้ำดวงตาเหมือนกวาง ลูบผ้าขาวม้าเก่า ๆ ก่อนเดินเข้ามาหา “คนนอกมาใหม่เหรอ อยู่บ้านลุงเทียนใช่ไหม” วรางค์รีบบอกชื่อ พอเด็กสาว — ข้าวฟ่าง — แนะนำตัวอย่างรวดเร็ว เธอพาไปยังบ้านไม้บนเนินเตี้ย มีรอยเทียนหยดและกลิ่นธูปลอยอยู่ในลม
ด้านในบ้านเงียบเย็นจนได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน ข้าวฟ่างยิ้มบาง ๆ “กลางคืนอย่าออกไปเดินนะ หมอกมันกินเสียง” ริวหัวเราะอย่างไม่มั่นใจ “กินเสียงเหรอ” ข้าวฟ่างไม่ตอบ แค่กลอกตาแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ริวกับพ่อแม่นั่งจ้องกันในความเงียบ
เวลากลางคืนมาถึงเร็ว เกาะเต็มไปด้วยหมอกหนา พ่อยังโทรศัพท์ทำงานขณะที่แม่เหม่อมองออกไปในความมืด ริวดูเหมือนใจล่องลอยไปไกล สุดท้ายเขากลั้นใจพูด “แม่…พี่ซันมาตามเราจริง ๆ เหรอ” เหมือนเวลาแข็งค้าง วรางค์น้ำตาไหลทันทีแต่พยายามกลั้นเงียบไว้ พ่อหันขวับมาจ้องแล้วพูดเสียงเย็น “เลิกพูดถึงคนนั้นได้แล้ว ก่อนจะมีปัญหาใหญ่กว่านี้”
เสียงเคาะเบาๆ ที่หน้าต่าง ลูกตาเด็กโผล่มาจากหมอก ริวร้องเสียงหลง พ่อรีบเปิดไฟแต่ไม่มีใครอยู่ ข้าวฟ่างโผล่มาจากข้างล่าง ส่งเสียงกระซิบ “อย่าตอบนะ อย่ารับ อย่าทักหมอกคืน มันจะชวนไปอยู่ด้วย”
คืนนั้น ริวฝันถึงเสียงของพี่ซัน ผู้เป็นพี่ชายที่จากไปในอุบัติเหตุซึ่งทุกคนในบ้านเก็บงำความรู้สึกผิดไว้ สองมือขาวซีดค่อย ๆ ดึงเขาเข้าไปกลางหมอก พร้อมคำกระซิบ “ทำไมไม่ช่วยพี่…”
ตื่นมาเช้า ริวเดินออกไปหน้าบ้าน เฝ้ามองรอยเทียนแหว่งบนพื้น ข้าวฟ่างนั่งอยู่กับหม้อข้าวท่ามกลางเด็กคนเล็ก ๆ เธอโยนข้าวให้ไก่พลางบอกเบา ๆ “บางคนหายในหมอกแล้วก็ไม่กลับออกมา เค้าบอกกันว่าถ้าไม่ให้อภัยตัวเอง หมอกจะอยู่กับเราไปตลอด”
สายวันนั้น ริวเริ่มเดินสำรวจเกาะกับข้าวฟ่างและเด็กกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นบ้านร้างเต็มไปด้วยรูปถ่ายขาวดำและเทียนไขละลายท่วมพื้น เด็กน้อยถามเสียงแผ่ว “จะอยู่รอดเหรอ ถ้าไม่ยอมรับเรื่องพี่ซัน” ริวชะงัก พยักหน้าไม่มั่นใจ เด็ก ๆ วิ่งเล่นหายเข้าไปในหมอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งริวไว้กับคำถามในใจ
ค่ำมาอีกครั้ง เสียงกระซิบทั้งบ้านเริ่มดังขึ้น พ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องพี่ซัน สุดท้ายพ่อปารูปถ่ายลูกชายคนโตทิ้งลงพื้น “ฉันไม่ทนอีกแล้ว! คนตายไปก็แค่ตายไป!” วรางค์ร้องไห้กระซิก ข้าวฟ่างเคาะประตูห้องเบา ๆ กระซิบ “เกาะนี้ให้อภัยได้ก็แค่บางเรื่อง แต่บางเรื่องต้องเผชิญเอง”
ช่วงดึก เสียงฝีเท้าเดินรอบบ้าน สมภพเดินถือไฟฉายในหมอก ตามหาเสียงลูกชายที่น่าจะไม่มีอยู่จริง ข้าวฟ่างชวนริวออกไปห้ามพ่อ ริวกัดฟันกลั้นน้ำตา สวนออกไปในหมอกที่เย็นจัด เด็กสาวพูดเสียงสั่น “ถ้ายังโกรธกันอยู่ เราจะหลงทางง่ายกว่าปกติ”
กลางหมอก ริวเห็นเงาร่างของผู้คนลาง ๆ เดินผ่าน เขากระชับมือข้าวฟ่างไวแน่น ตะโกนหาพ่อ แต่เสียงถูกกลืนหาย ชั่วขณะหนึ่ง เขาเห็นซันยืนอยู่ เจ้าตัวพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาปวดร้าว พ่อร้องไห้โฮ ริวปล่อยมือข้าวฟ่าง วิ่งเข้าไปหาเงา ก่อนรู้สึกเย็นวาบจนแทบหยุดหายใจ
ข้าวฟ่างฉุดตัวริวกลับมากอดแน่น พ่อทรุดตัวลงพื้น เข่าแตะทรายเย็น น้ำตาร่วงพรั่งพรู “ขอโทษ…ขอโทษพี่ซัน พ่อขอโทษ”
รุ่งเช้า หมอกจางลง เหล่าชาวเกาะรวมตัวกันหน้าโบสถ์ไม้ ข้าวฟ่างนำริวและครอบครัวจุดธูปหน้าเตียงศพว่างเปล่า วรางค์มองหน้าสามีแววตาเปลี่ยนไป “เรายังเป็นครอบครัวเดียวกันใช่ไหม” สมภพจับมือภรรยาแน่น ข้าวฟ่างยิ้มเศร้า ๆ เด็ก ๆ ชาวเกาะร้องเพลงภาวนา หมอกบางเบาลอยออกนอกฝั่ง
ก่อนกลับ ริวไปลาข้าวฟ่างที่ชายหาด เด็กสาวส่งกำไลเชือกขาดให้ “ของฝากจากเกาะ มันจะเตือนว่า ถ้าถูกหมอกเรียก อย่าเดินตามเสียงนั้นอีก” ริวกอดข้าวฟ่างแน่น น้ำตาไหลพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ “ขอบใจนะ ที่ช่วยพวกเรา”
เรือแล่นห่างออกจากฝั่ง น้ำตา วรางค์ยังคงรื้นในแววตา แต่ครั้งนี้ไม่มีใครหลบเลี่ยงสายตากัน รอยยิ้มอ่อนโยนแทรกเข้ามาระหว่างความเจ็บปวด พ่อจับมือริวไว้แน่นเหมือนจะขอโอกาสใหม่ เสียงธูปลอยแตะจมูกเบา ๆ เห็นหมอกบางเบาเกาะอยู่ตามขอบฝั่ง แต่ไม่ได้แผ่ขยายไล่ตามเรืออีกต่อไป