ชมรมขนมครกซอยเจ็ด
เสียงตะหลิวกับเสียงหัวเราะปะปนกันในเช้าตรู่ซอยเจ็ด “เจ๊แดง…น้ำกะทิหมดแล้ว…” เสียงวุฒิ ตัวยุ่งประจำซอย ผู้มั่นใจในความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ร้องโวยวายจากหลังร้านขนมครก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เจ๊แดง ขาใหญ่ประจำซอย หยุดควงตะหลิว เงยหน้ามองวุฒิที่แอบหน้ามึน “เอ้า มึงเป็นเหรอวะวุฒิ ชมรมเพิ่งตั้ง น้ำกะทิหมด คนสมัครเพิ่มอีกสาม เจ๊จะขโมยของข้างบ้านรึไง”
พล ลูกชายป้านวล พ่อครัวมือใหม่ที่พูดน้อยแต่คิดมาก เดินถือโถน้ำกระทิ เดินเลี่ยง “วางตรงนี้นะเจ๊…แล้วเขาใส่เกลือหรือว่าผงชูรสดี…”
กิตติ เพื่อนซี้ที่มักจะพูดก่อนคิด ยัดไส้ไอเดียทุกอย่างลงไปในขนมครกชนิดที่ใครเห็นก็ต้องส่ายหัว “ลองใส่กระเทียมดูมั้ย เผื่อจะเปรี้ยง…” เสียงกิตติไม่ทันจบ เจ๊แดงจ้องหน้าเหมือนจะกินหัว
“ขนมครกบ้านเรานี่ไม่ใช่ขนมปิ้งนะ!” เจ๊แดงสวนทันควัน ทุกคนเงียบกริบ
ในความวุ่นวาย เสียงปรบมือดังก้อง ทุกคนหันขวับ เจ๊ษา เจ้าของร้านขนมเบื้องซอยตรงข้ามยืนยิ้มแหย ๆ “โอ้โห ตั้งชมรมเหรอจ๊ะ…จะไปแข่งงานโชว์ขนมหมู่บ้านใช่มั้ย?”
วุฒิไม่รีรอ ตอบทันทีแบบมั่นใจจนคนฟังลุ้น “แน่นอน! ชมรมขนมครกของเราจะชนะทุกคน โดยเฉพาะชมรมขนมเบื้องเจ๊ษา!”
เจ๊ษาหัวเราะแห้ง ๆ ประโยคเดียวของวุฒิทำเอากลุ่มเพื่อนขมวดคิ้ว “อ้อ…งั้นก็รอดูแล้วกัน”
ในขณะที่ทุกคนตึงเครียด กิตติกระซิบกับพล “แล้วเราต้องแข่งขนมด้วยจริง ๆ เหรอวะ กูนึกว่าพวกเราตั้งเล่น ๆ”
พลถอนใจ “ก็วุฒิมันบอกเองว่าขนมครกของซอยเราต้องยิ่งใหญ่ที่สุด…ตอนนี้เลิกไม่ได้แล้วล่ะมั้ง”
ในที่สุด เทศบาลประกาศจัดประกวดขนมประจำปี ทำให้ทุกซอยต้องส่งตัวแทน วุฒิกระโดดกอดเจ๊แดง “เห็นมั้ย! โอกาสของเราแล้ว!”
เจ๊แดงมองหน้าเด็ก ๆ เหมือนจะถามในใจว่า ลูกทีมฉันแน่ใจแล้วใช่ไหม…แต่ไม่พูดอะไร
งานเตรียมการของชมรมขนมครกเริ่มต้น แต่มันไม่ได้ราบรื่น กิตติพยายามเสนอไอเดียใหม่ ๆ ตั้งแต่ขนมครกใส่ทูน่าไปถึงไส้ผลไม้ แต่พลค้าน “อย่าเพิ่ง พวกเราทำรสปกติให้เป็นก่อน”
วุฒิเชื่อมั่นในพรสวรรค์ตัวเองเกินเหตุ สั่งให้เพื่อนเล่นใหญ่จนขนมครกไหม้ เจ๊แดงกัดฟันบอก “ถ้าคราวหน้าขนมครกไหม้อีก จะได้ไม่ได้ตะหลิวแล้วนะ”
กิตติยังไม่ยอมแพ้ “ขนมครกชาเขียวล่ะ?” เจ๊แดงโบกมือเบรก “อยากขายให้ญี่ปุ่นรึไง?”
ในระหว่าสูตรขนมครกวุ่นวาย เจ๊ษาจากชมรมขนมเบื้องซอยตรงข้ามก็เริ่มสงสัย ไลน์หลุดมาถามวุฒิ “นี่ มีสายข่าวว่าชมรมเธอจะทำขนมครกสูตรลับเอาไปแข่งใช่มั้ย?”
วุฒิเล่นใหญ่ “แน่นอน สูตรเด็ด! ไม่เคยมีใครชิมมาก่อน!” พลกับกิตติหันมามองหน้ากันอย่างกับจะร้องไห้ เพราะความจริงคือ…พวกเขายังไม่มีสูตรอะไรทั้งนั้น!
ความเข้าใจผิดเริ่มบานปลาย เพราะฝั่งขนมเบื้องรีบสร้างสูตรใหม่แข่งด้วยสูตรมัจฉะอัลมอนด์ วุฒิเริ่มเครียด “เฮ้ย ถ้าแพ้นี่เสียหน้าแน่ ๆ” พลพูดเบา ๆ “พวกเราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว…”
เจ๊แดงสั่งหยุดพัก แต่ทุกคนต่างลุ้น “ถ้าเราแพ้ งานเทศบาลปีนี้ ขนมครกซอยเจ็ดจะกลายเป็นตำนานขนมไหม้แน่…”
ระหว่างที่ทุกคนคิดวุ่น เจ๊ษาก็โผล่มาพร้อมถาดขนมเบื้องสูตรใหม่ เสิร์ฟโชว์เด็ก ๆ แต่ดันลืมโรยน้ำตาล วุฒิชิมคำนึงหน้าตึง “อื้ม…รสชาติแปลก ๆ ดีเนาะ…” พลกระซิบกิตติ “กินได้มั้ยวะ” กิตติตอบ “กล้าพูดมั้ยว่าไม่อร่อย”
วุฒิแกล้งชมจนเจ๊ษายิ้มกว้าง แบบเข้าใจผิดคิดว่าชนะแล้ว “ขอให้โชคดี…แต่ปีนี้ขนมเบื้องต้องชนะ!”
คืนก่อนงานประกวด วุฒินอนไม่หลับ ลุกขึ้นมานั่งคิดสูตรขนมครกใหม่ ๆ พลเดินมานั่งข้าง ๆ “ยังนอนไม่หลับอีกเหรอวะ”
“กูกลัวแพ้…แต่จะให้ถอยก็ไม่ได้แล้ว” วุฒิถอนใจ พลยิ้ม ให้กำลังใจแบบซื่อ ๆ “ก็แค่ขนมครก กินหรือแพ้มันก็ขนมเหมือนกันนั่นแหละ”
งานประกวดมาถึง บรรยากาศคึกคัก เจ๊แดงใส่ผ้ากันเปื้อนใหม่ ยืนตรง มั่นหน้าเกินใคร วุฒิพยายามเรียกความมั่นใจ แต่พลดูสงบกว่าทุกคน
“พร้อมกันนะ” เจ๊แดงสั่งลุย ขณะที่กิตติยังเจรจากับกรรมการ “รับรองว่าขนมครกซอยเจ็ดของเราจะเปลี่ยนโลก!”
กรรมการหันมายิ้ม “ขอแค่ไม่ไหม้พอแล้ว” ทุกคนหน้าซีด
ระหว่างตัดสินวุ่นวาย วุฒิเกิดเข้าใจผิดคิดว่ากรรมการแอบเชียร์ขนมเบื้อง ฝ่ายชมรมขนมเบื้องก็คิดว่าฝ่ายขนมครกมีสูตรลับจริง ๆ
งานประกวดกลายเป็นสงครามขนมที่ไม่มีใครยอมใคร กลายเป็นความป่วนระดับชุมชน
ทุกคนต่างพยายามเล่นใหญ่ สุดท้ายขนมครกทีมวุฒิออกมา…หน้าตาไม่เหมือนขนมครกเลยแม้แต่น้อย!
กรรมการชิมพลางหัวเราะ “นี่มัน…ขนมอะไร?” กิตติตอบอย่างเต็มภาคภูมิ “ขนมครกนวัตกรรมครับ!”
กรรมการหัวเราะ ทุกคนหัวเราะ แล้วกรรมการก็ประกาศว่าเพราะความพยายามและความรักที่ใส่ลงไป ทั้งสองทีมจะได้รางวัล ‘ขนมแห่งมิตรภาพ’
ทุกคนยิ้ม ท่ามกลางความซวยและความเข้าใจผิด กลายเป็นเสียงหัวเราะและความทรงจำอันอบอุ่นในซอยเจ็ด
วุฒิยิ้มเหนื่อย ๆ “รอบหน้าทำอะไรที่ไม่ต้องแข่งกับใครได้มั้ย”
พลตอบแหย “หรือเราจะลองขายขนมถ้วยดี…”
เจ๊แดงกับกิตติเห็นด้วยแบบรวดเร็ว “ขายอย่างเดียว ห้ามประกวด”
เสียงหัวเราะปิดท้าย ทิ้งความสุขไว้ให้ซอยเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความเปิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน