กลิ่นดินในฤดูฝน
เสียงฝนแรกของปีตกกระหน่ำเหมือนทักทาย เช้ามืดวันนั้นลลิตายืนตากฝนเบา ๆ อยู่ที่ระเบียงบ้านหลังเล็กของตัวเอง บ้านหลังที่อยู่ห่างจากบ้านหลังอื่นในซอยนี้แค่รั้วไม้เตี้ย ๆ แต่กลับรู้สึกว่าทุกอย่างเงียบสงัดกว่าที่เธอเคยชินในกรุงเทพฯ สวนหลังบ้านข้าง ๆ ติดกันดูร่มรื่น ต้นไม้เขียวชอุ่ม มะนาวลูกโตห้อยระย้าราวภาพในนิตยสารสวน วัฒน์กำลังใช้จอบพรวนดินใต้ต้นมะลิ เขาใส่เสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้นเปื้อนดิน ไม่ได้เงยหน้าทัก เธอสบตากับเขาแวบเดียวและผงกหัวให้ กลิ่นฝนกับกลิ่นดินคลุกกันในอากาศระหว่างบ้านของทั้งสองคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วัฒน์เองก็รู้สึกถึงสายตาที่มองมา เขาชะงักเล็กน้อยแต่ยังง่วนอยู่กับการขุดดิน แล้วแอบลอบมองหญิงสาวข้างบ้านผ่านเส้นผมเปียกชื้นของตัวเอง ลลิตา คนย้ายมาใหม่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เธอไม่ค่อยออกจากบ้านนัก แต่เวลาฝนตกก็มักจะแอบมาอยู่ตรงระเบียงหลัง ผ้าคลุมไหล่สีอ่อนห่มไหล่เล็ก ๆ เอาไว้ น้ำเสียงบางเบาของเธอคล้ายจะร้องเพลงเบา ๆ กับสายฝน เขาจำไม่ได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่บ้านข้าง ๆ มีคนอยู่จริงจังแบบนี้
เย็นวันหนึ่ง หลังฝนซา ลลิตากำลังเก็บร่มอยู่หน้าบ้าน ประตูรั้วบ้านวัฒน์เปิดแอ่นทิ้งไว้อย่างนั้น มีผลมะนาวกลิ้งมาตกตรงรอยต่อระหว่างรั้วสองบ้าน เธอเดินไปหยิบขึ้นแล้วลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเดินไปวางไว้บนรั้ว ลมหอบกลิ่นเปลือกมะนาวสดมาแตะจมูก วัฒน์ออกมายืนที่ระเบียง แล้วเปรยเสียงต่ำ ๆ
“ขอบคุณนะครับ”
เธอยิ้มบาง ๆ ทว่าไม่ได้พูดอะไร รอยยิ้มกับความเงียบของเธอไหลไปพร้อมกับอากาศเย็นของเย็นวันนั้น
คืนนั้น ลลิตาเปิดโน้ตบุ๊ค พิมพ์ประโยคซ้ำไปมาแต่เหมือนไม่ได้ความ เธอเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์แต่หลังจากเลิกกับคนรักเก่าก็เหมือนไร้ไฟเขียน ประโยคพื้น ๆ ดาษดื่น ทุกตัวอักษรเหมือนฝนชุ่มชื่นแต่ไร้กลิ่นดิน ในหัววนเวียนถึงหน้าชายหนุ่มเงียบ ๆ ที่สวนข้างบ้าน เธอลงท้ายสมุดบันทึกด้วยประโยคเดียวว่า “คืนนี้ กลิ่นดินยังคงอยู่”
วัฒน์ปิดไฟในบ้าน ตาลอยอยู่ในความมืด ไม่มีเสียงอะไรนอกจากสายฝนบางเบาและเสียงจิ้งหรีด เขาพลิกตัวไปมา ความเงียบในบ้านหลังนี้เคยเป็นเพื่อนสนิทของเขา แต่คืนนี้มันกลายเป็นความหนักอึ้งในอก ชายหนุ่มหยิบสมุดเล่มเล็กที่หัวเตียงขึ้นมาเขียนกลอนสั้น ๆ ถึงคนข้างบ้านโดยไม่ลงชื่อ
เช้าวันต่อมา ฝนยังตกพรำ ๆ วัฒน์เปิดประตูบ้านก็พบกลอนสั้น ๆ ที่ลลิตาเขียนใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ วางแนบอยู่บนรั้ว เป็นคำกลอนเกี่ยวกับกลิ่นดินหลังฝน ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ อย่างแปลก ๆ ราวกับเพิ่งเจอเพื่อนใหม่ที่เข้าใจภาษาเงียบของเขา แม้ไม่รู้จะตอบยังไงดี เริ่มต้นด้วยการวางกลอนตอบกลับบนรั้วในวันถัดไป
การสื่อสารผ่านกลอนบนรั้วเล็ก ๆ ดำเนินต่อมาอีกหลายสัปดาห์ ทุกเช้าและเย็น จะมีกระดาษหนึ่งแผ่นวางไว้และผลัดกันเก็บไปอ่าน ลลิตารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น หัวข้อกลอนเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องฝนเป็นเรื่องความเหงา เรื่องแมวแถวบ้านที่แวะมานอนใต้โต๊ะ เรื่องกาแฟแก้วแรกของวัน กลายเป็นบทสนทนายืดยาวโดยไม่ต้องสบตา
วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่ง ขณะลลิตารดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน วัฒน์เดินมาอย่างลังเล เขายื่นต้นกล้ามะลิเล็ก ๆ ให้
“เอาไปปลูกหน้าบ้านไหม… ไม่ต้องรดน้ำเยอะ เดี๋ยวตาย” เสียงเขาเบา ละมุน แต่แฝงความกลัวในน้ำเสียง
“ขอบคุณค่ะ… ฉันไม่เคยปลูกต้นไม้เลย” ลลิตารับมะลิมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเงียบไปนิดหนึ่ง “กลัวจะไม่รอดเหมือนกัน”
“ผมว่าต้นไม้มันดื้อ มันชอบอยู่กับคนคิดมากนะ” วัฒน์พูดยิ้ม ๆ แล้วรีบเดินจากไปอย่างเขิน ๆ
เธอมองหลังเขา ยิ้มเอ็นดูในความขี้อาย ก่อนก้มหน้ามองต้นกล้าที่ตัวเองกำลังถืออยู่
ลลิตาลองปลูกต้นมะลิหน้าบ้าน พยายามรดน้ำแต่บางวันก็ลืม บางวันก็รดมากไปจนใบร่วง วัฒน์แอบช่วยถอนหญ้าตอนลลิตาไม่อยู่บ้าน กลายเป็นกิจวัตรลึกลับของสองคนนี้ วันหนึ่งลลิตาตื่นมาเห็นกระดาษโน้ตสั้น ๆ แปะอยู่ที่กระถางมะลิว่า “ไม่เป็นไร ถ้ายังอยู่ ก็คือรอดแล้ว” เธอหัวเราะกับตัวเองอย่างอ่อนโยนก็ครั้งแรกในรอบปี
เย็นวันหนึ่ง ลลิตาเห็นวัฒน์นั่งเหม่อที่ระเบียงบ้าน กอดเข่ามองฟ้าแบบเดิม เธอกล้าใจกล้าขึ้น เดินไปชวนคุยเรื่องปลูกต้นไม้ สองคนพูดคุยเรื่องดิน น้ำ ใบไม้ เรื่องสัตว์แปลก ๆ ที่เจอในสวนจนนั่งคุยกันเกือบชั่วโมง ช่วงสุดท้ายของบทสนทนา วัฒน์เงียบลง ราวกับมีบางอย่างอยากพูดแต่กลับลุกขึ้นแล้วขอตัวเข้าบ้าน
หลายวันถัดมา ลลิตาเห็นวัฒน์แทบไม่ออกจากบ้าน เธอเดินผ่านมาเห็นประตูกระจกปิดสนิท ไม่มีกลอน ไม่มีกระดาษ เรื่องกลอนบนรั้วก็หยุดไป เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล สุดท้ายตัดสินใจโพสต์กระดาษจดหมายเล็ก ๆ ไว้ว่า “สบายดีไหมคะ?” บนรั้วหน้าบ้านเขา ไม่มีคำตอบ เธอนั่งเหม่อที่ระเบียงในคืนฝนตกยาวนั้น ใจกังวลแต่ทำอะไรไม่ได้
วันรุ่งขึ้น วัฒน์เปิดประตูออกมาในสภาพอิดโรย ใบหน้าหมองเหมือนไม่ได้นอนหลายคืน เขาสบตากับลลิตาที่กำลังนั่งเงียบอยู่แอบ ๆ ที่ระเบียง เธอลุกพรวดเข้ามาใกล้โดยไม่พูดอะไร ส่งขวดน้ำเปล่าให้
“ผม… ขอโทษนะครับ ช่วงนี้คงดูประหลาดไปหน่อย”
“บางทีคนเรา… ก็ไม่ได้โอเคเสมอไปหรอกนะคะ”
เงียบไปครู่หนึ่ง ทั้งคู่ปล่อยเสียงฝนกับลมหายใจเป็นบทสนทนา วัฒน์ถอนหายใจเบา ๆ เหมือนปลดบางอย่างในใจ
“ผมยังฝันร้ายอยู่ บางที… ก็กลัวเผลอจะเป็นเหมือนเดิมอีก”
ลลิตาไม่ได้ถามว่าอดีตของเขาคืออะไร เพียงนั่งข้าง ๆ แล้วเอื้อมมือจับข้อศอกเขาเบา ๆ แค่นั้น
หลังจากวันนั้น วัฒน์เริ่มเปิดใจ บางวันเขาเล่าเรื่องแม่ที่จากไปอย่างรวดเร็ว เรื่องความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้เขาต้องเก็บตัวอยู่กับสวน เรื่องคนรักเก่าที่ไม่อาจให้อภัยได้ ส่วนลลิตาเองก็ค่อย ๆ พูดถึงความผิดหวัง ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่หมดไฟ งานเขียนที่ไม่มีใครอยากอ่าน การสูญเสียศรัทธาในตัวเอง เธอไม่พูดเก่งเหมือนที่ผ่านมา แต่เนื้อแท้ของบทสนทนาในสวนหน้าฝนมันจริงกว่าบทบรรยายใด ๆ
วันหนึ่ง ลลิตาชวนวัฒน์ช่วยดูแลแมวที่เจ็บขา เธอไม่ถนัดเรื่องสัตว์แต่วัฒน์ใจเย็นและค่อย ๆ ช่วยปลอบ“เจ้าข้าวปุ้น” แมวหลงทางตัวอ้วนจนหายกลัว ความห่วงใยในสายตาวัฒน์เปลี่ยนท่าทีเขามากขึ้น ลลิตาเริ่มเขียนเรื่องราวของผู้ชายที่พูดน้อยแต่ใจกว้างอย่างไม่รู้ตัว ทุกวันมีเรื่องใหม่ที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้กันและกัน ระยะห่างค่อย ๆ ลดลงแต่ยังมีบางอย่างที่ยังถูกกั้นไว้
ค่ำคืนหนึ่งในปลายฤดูฝน เมื่อทั้งสองเดินวนรอบสวนใต้แสงตะเกียงน้ำมัน ฝนซาแล้วแต่พื้นยังชื้นไปด้วยหยดน้ำ วัฒน์หยุดเดิน มองหน้าลลิตาในความมืด
“คุณคิดถึงบ้านเก่าไหม…”
“บ่อยค่ะ โดยเฉพาะวันที่ฝนตก”
เธอเงียบไปนาน ก่อนพูดต่อ “แต่ที่นี่มันอุ่นกว่า อาจเพราะมีเพื่อนบ้านใจดี”
วัฒน์อมยิ้ม บีบมือตัวเองแน่นจนสังเกตได้ “ผมเคยคิดว่าผมคงอยู่คนเดียวไปตลอด ผมเคย… ทำอะไรผิดใหญ่มาก จนไม่คิดว่าจะคุยกับใครได้อีก…”
เงียบ นานมาก เธอเดินเข้าไปใกล้ ใช้หลังมือแตะแขนเขาแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ถ้าคุณไม่อยากพูด ก็ไม่เป็นไรนะคะ ฉันแค่อยากบอกว่า ไม่มีใครดีกว่าใครหรอก คนเราก็แค่คนธรรมดา ที่มีชีวิตใหม่ได้เสมอ ถ้ายังหายใจอยู่… ก็ยังเริ่มต้นได้”
ฝนเริ่มตกอีกครั้ง คนทั้งสองยืนนิ่งอยู่ในสวนเล็ก ๆ เสียงฝนตก ลมเย็น กลิ่นดินฉ่ำ วัฒน์กลืนน้ำลาย นัยน์ตาแดงก่ำแต่ไม่กล้าร้องไห้ ลลิตาไม่พูดอะไรอีก เพียงแตะมือเขาเบา ๆ สองคนยืนใกล้กันในความเงียบนั้น
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ฤดูฝนเปลี่ยนเป็นฤดูหนาว กลิ่นดินแห้ง รั้วบ้านมีดอกมะลิบานขาวแข่งกันทั้งสองฝั่ง ลลิตากำลังเขียนต้นฉบับใหม่ เรื่องของชายหนุ่มผู้รักต้นไม้ กับหญิงสาวผู้เรียนรู้ว่าความกลัวคือก้าวแรกของความกล้า วัฒน์วางขนมและน้ำชาไว้ที่รั้วเหมือนทุกเช้า คราวนี้มีการหยอกล้อกันเสียงดังขึ้นกว่าเก่า มีเสียงหัวเราะแทนกลอนสั้น ๆ เดิม
วันสุดสัปดาห์ ทุกคนในซอยออกมาช่วยกันปลูกต้นไม้ใหม่ ลลิตากับวัฒน์ยืนข้างกันในเงาต้นไม้ ทั้งคู่ไม่พูดเยอะ กล้ามะลิที่ปลูกไว้เมื่อเดือนก่อนออกดอกแล้ว ลลิตาหัวเราะเบา ๆ ชี้ให้วัฒน์ดู
“ดูสิ ต้นไม้ดื้อที่คุณให้ฉันมา ยังรอดเลยนะ”
วัฒน์ยิ้มเขิน ตอบเบา ๆ
“แล้วผม… จะลองดื้อกับคุณได้ไหมครับ? ถ้าไม่รอด ก็แค่รอฤดูฝนใหม่…”
สายตาสองคู่ประสานกัน ทั้งขำ ทั้งเขิน ทั้งซึ้ง ลลิตาหลบตาแต่ไม่ถอยหลัง วัฒน์ค่อย ๆ จับมือเธอแน่นกว่าเดิม
ฤดูฝนผ่านไป ฤดูใหม่เริ่มต้น พร้อมกับกลิ่นดินและคนสองคนที่กล้าพอจะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง