เพลงสุดท้ายในสตูดิโอศิลปะ
เสียงรอยเท้าแผ่วเบากวาดผ่านพื้นไม้ในสตูดิโอศิลปะ เมื่อแสงแดดยามเย็นร่วงหล่นลงบันได เผยให้เห็นละอองฝุ่นลอยตลบอยู่ระหว่างม่านและภาพวาดฝีมือของนักศึกษาหลายสิบคน เพลิง—หนุ่มผมหยักศก ใส่แว่นหนาสีดำ—หยุดยืนอยู่หน้าประตู มองเข้าไปในห้องที่ยังเก็บกลิ่นสีน้ำมันและเทียนไขกรุ่นค้างอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกจะเข้าไปเหรอเพลิง?” เสียงของพลอยดังเบาๆ จากมุมตึก พลอยแต่งตัวทะมัดทะแมง ใบหน้าจืดจางแต่ดวงตาเปล่งแสงยากทาย
เพลิงลังเล มือกระชับเป้ “เราต้องกลับเข้าไปเก็บงาน มิ้นยังไม่ออกมาเลย เค้ากันแน่ว่าจะช่วยกันเคลียร์สีต่อ…”
“ไม่ใช่แค่เราแหละที่สังเกต มิ้นหายไปตั้งแต่ทั้งคลาสออกมากินข้าวกันแล้ว” พลอยเบือนหน้าหลบ เหลือบตามองประตูที่เปิดแง้มอยู่ครึ่งบานเหมือนเชิญชวนด้วยความหวาดกลัว
ขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เพลิงได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยของมิ้นปนอยู่กับกลิ่นทินเนอร์ จิตใจเขาเต้นเร่าๆ หวนนึกถึงคืนก่อนที่มิ้นบอกว่า “มีบางอย่างที่อยากสารภาพ…” แต่แล้วเธอก็ตัดบท เอาแต่หลบตาและหลีกเลี่ยงทุกครั้งที่เขาถามซ้ำ
พลอยเดินตามหลังเข้ามา เร่งเติมเสียงระบายความอึดอัด “เพลิง คืนนี้นั่งรอก่อนมั้ย โทรหามิ้นกี่ทีก็ไม่รับละ”
เพลิงพยายามหยิบโทรศัพท์ เหลือบตาเห็นผ้าใบของมิ้นวางคว่ำอยู่ ทว่าขอบผ้ายังเปียกชื้น “เธอจะกลับแล้วทำไมถึงปล่อยผ้างานอย่างนี้” เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ความกระวนกระวายเริ่มไต่ระดับ
เสียงโทรศัพท์สั่นงึมงำบนพื้นใต้โต๊ะ เพลิงก้มลงเก็บขึ้นมา หน้าจอปรากฏเบอร์โทรของตนเองแต่สายตัดไปอย่างรวดเร็ว
“เธอไม่ได้เอาโทรศัพท์ไป?” พลอยถามเสียงแผ่ว ริมฝีปากชื้นขึ้นด้วยอารมณ์แข็งค้าง
ขณะรักรอ ค่ำคืนคืบคลานมาเยือน สตูดิโอกลางเมืองกลายเป็นผืนน้ำหมึกที่เงียบสนิท เพลิงกับพลอยนั่งจ้องตากันแต่ไม่เอื้อนเอ่ย สายลมแทรกหน้าต่างเย็นเฉียบ เพียงเสียงเปียโนเก่าในห้อนข้าง เคาะคีย์กระทบเบาๆ แฝงความโหยหา
ภายในห้องมิ้นเต็มไปด้วยภาพวาดคนหน้าเปล่าไว้เต็มผนัง ใบหน้าทุกใบไร้ชื่อ เส้นสายพร่าเลือนราวกับความจริงที่กำลังหลบซ่อน
“เขาอาจไปหาลมสูดข้างดาดฟ้า” พลอยพึมพำ แต่สายตาเจือแววกังวล เพลิงอดคิดถึงวันนั้นไม่ได้—วันที่เขาหลุดพูดแรงกับมิ้นเพราะเข้าใจผิดเรื่องทุนเรียนต่อ ทำให้เธอเงียบขรึมมาตลอด
ประตูห้องวาดอีกฝั่งแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟลอดร่องประตูวูบวาบแปลกตา พลอยเดินนำหน้าไปอย่างเงียบเชียบ มือข้างหนึ่งแตะประตูไว้อย่างลังเล
เสียงปัดฝุ่นจากในห้องนั้นดังลอดออกมา เพลิงสูดหายใจลึก มือเย็นเฉียบ “มิ้น?” เขาเอ่ยเบาๆ
ไม่มีเสียงตอบกลับ พลอยดันประตูเปิดช้าๆ — แสงสีเหลืองหม่นจับกับเสื้อแจ็กเก็ตของมิ้นที่พาดไว้บนเก้าอี้ เปียโนตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง นิ้วของใครบางคนยังแตะอยู่บนคีย์ ร่างเพรียวในเงามัวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
แต่ไม่ใช่มิ้น เป็นน้ำฝน เพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกัน สายตามัวหม่นคล้ายร้องไห้มานาน ฝ่ามือกำแผ่นพับโน้ตเพลงแน่น
“เธอ…มาคนเดียวเหรอ” เพลิงถาม น้ำเสียงเคียดแค้นเจืออาวรณ์
น้ำฝนเอาแต่ก้มหน้ามองเปียโน ซ่อนน้ำตาไว้ด้วยเรือนผม “เราเห็นมิ้นเดินออกไปกับใครคนนึง… ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่…”
พลอยคลายมือจากลูกบิดประตู ใจเต้นโครม นัยน์ตาเหลียวไปยังช่องเปิดเล็กๆ ที่ระเบียง พวกเขาเริ่มปะติดปะต่อกันได้ทีละชิ้น สีหน้าเพลิงเคร่งเครียด ก่อนเดินไปหยุดหน้าต่างเพ่งมองทิวทัศน์ยามค่ำบนถนนไร้ผู้คน
“เธอกำลังจะพูดอะไรหรือยังไง?” เพลิงเอ่ย ใจเต้นถี่
น้ำฝนกลืนคำ หายใจสะอื้น “ถ้าใครคนนั้นเป็นคนที่เราคิดจริง… ทุกอย่างมันจะจบไม่สวยแน่” เธอสบตาพลอย เสียงสั่นคลอความกลัวกับความผิดหวังบางอย่าง
ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตาหวาดระแวง เสียงเปียโนยังคงลอดมา แม้ไม่มีใครนั่งอยู่หน้าเครื่องดนตรีอีกต่อไป ชั้นล่างของสตูดิโอกลายเป็นเงาสลัวและบรรยากาศที่กดดันมากขึ้น
ขณะพวกเขาเสียงค่อยลงเงียบงัน เสียงฝีเท้าขึ้นบันไดอีกชุดดังก้อง หลังประตูทางเข้าเปิดออก ทอม—หนุ่มผิวเข้ม สูงใหญ่ และสายตากร้าว—เดินเข้ามาในห้องโดยไม่มีใครร้องทัก เขาเหลือบดูแต่ละคน มุมปากกระตุกขึ้น พูดเสียงปะทะเบาๆ
“ตกลงหาเจอหรือยัง?” ทอมเอ่ยพลางทรุดตัวลงบนม้านั่ง กวาดตามองเปียโน ใบหน้ากล้ำกลืนบางสิ่งไว้และเต็มไปด้วยรอยร้าวบางอย่าง
เพลิงขมวดคิ้ว “เธอหายไปจริงๆ หรือมีใครแค่เล่นตลกกันแน่?”
น้ำฝนเบือนหน้าหนี ใครๆ ต่างรู้ว่าทอมกับมิ้นเพิ่งเลิกกันไม่นาน ทั้งสองเคยเป็นคู่รักที่ใครก็อิจฉา แต่ความเปลี่ยนแปลงในตัวมิ้นช่วงหลัง ทำให้ความสัมพันธ์เปราะบางลงเรื่อยๆ
“ฉันไม่มีอะไรต้องพูด” ทอมกล่าวสั้นๆ แล้วจู่ๆ กำหมัดแน่น เสียงหายใจสะอึกสะอื้นลึกเกินควบคุม พลอยมองมือเขาที่สั่นไหวแล้วย่อตัวนั่งลงข้างๆ ทอม
“ถ้าเรายังไม่ขอความช่วยเหลือ… ทุกอย่างอาจแย่กว่านี้” เสียงของน้ำฝนสั่นเครือแต่ตั้งใจ แฝงคำขอร้องแผ่วเบา
เพลิงสบตาเพื่อนทุกคน ความรู้สึกผิดเกาะกุมหัวใจเขา “มันเกี่ยวกับทุนเรียน หรือเปล่า” เขาเอ่ย ราวกับจะรับผิดชอบอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกมา
ทอมหัวเราะเยาะตนเองแผ่วๆ “เธอไม่ได้ต้องการเงินหรอก เธอต้องการ…อิสระที่เรามอบให้เธอไม่ได้เท่านั้น”
ทุกเพลงที่เคยบรรเลงในห้องนี้เหมือนหยุดนิ่ง เสียงของสตูดิโอเงียบลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นในอก พวกเขาต่างรู้ว่าคืนนี้ไม่มีใครกล้ากลับบ้านจนกว่าจะพบความจริงเกี่ยวกับการหายไปของมิ้น
ในความเงียบ ทุกคนพยายามนึกทบทวนความทรงจำสุดท้ายที่ได้เห็นมิ้น—ใบหน้าตึงเครียด คำพูดติดขัด และรอยยิ้มขื่นๆ ที่ติดอยู่ในใจเพลิงมาตลอดทั้งสัปดาห์
พลอยลุกขึ้นทันที มือสั่นเทา “ฉันจะไปแจ้งอาจารย์” เพียงแค่ประตูเปิดออก เธอหันมาย้ำอีกครั้ง “ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล อย่าเพิ่งพูดกับใครนอกจากฉัน” เงาสะท้อนของเธอขยับแวบไหวในกระจกบานใหญ่ริมทางเดิน
ทอมเดินเข้าไปชิดหน้าต่าง มองจ้องถนนรถไฟฟ้า ท่าทีแข็งกร้าวตกเปลี่ยนเป็นซึมเศร้า น้ำฝนเองกลับเอาแต่นั่งนิ่ง ฉวยผ้าใบของมิ้นมากอดไว้แน่น สายตาหลับตาลงคล้ายกลัวบางสิ่งกำลังจะตามมาถึงตัวเอง
ขณะนั้น โทรศัพท์เพลิงสั่นขึ้นมา เป็นข้อความจากหมายเลขแปลก “อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ถ้าอยากได้มิ้นกลับมา ต้องแลกบางอย่าง”
สีหน้าเพลิงซีดเผือด เหงื่อไหลเข้านัยน์ตา หากแต่ไม่มีใครกล้าถามสาระอะไรจากเขา เขาจึงเก็บโทรศัพท์ลงเงียบๆ พยายามไม่ให้ใครเห็น สายตาของทอมกับน้ำฝนแฝงความระแวง แต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยความคิดแท้จริง
เวลาผ่านไปอย่างอึดอัด ขณะทุกคนยังคงวนเวียนอยู่ในห้องสตูดิโอ เฝ้ารอข่าวจากพลอยและหวาดระแวงกับเงาในใจจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือคำลวง
แสงไฟหน้าสีแดงของมอเตอร์ไซค์ขับผ่านหน้าต่าง แก้วน้ำตกกระทบพื้นแตก เพลิงสะดุ้งเฮือก ทุกคนพร้อมใจกันมองไปทางประตู “ใคร?” เสียงเพลิงแหบพร่า ทอมพยักหน้า สัญญาณให้เพลิงเปิดประตู
ที่หน้าห้องมีซองจดหมายวางอยู่ — ข้างในมีข้อความเดียวกัน “ยอมรับผิด ถ้าไม่อยากให้ใครต้องหายไปอีก”
น้ำฝนร้องไห้ออกมา พลอยกลับเข้ามาในห้องพอดี ตามด้วยอาจารย์สมกิจผู้เคร่งขรึม ใบหน้าเคร่งเครียดและสีหน้าเฝ้าระวัง
การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นในทันที ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม เพื่อนแต่ละคนผลัดกันเล่าเรื่องราวช่วงสุดท้ายที่เห็นมิ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งที่แต่ละคนมีกับเธอ
“ทุกคนมีอะไรไม่ได้พูดออกมาถึงมิ้น” อาจารย์สมกิจเอ่ย ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความโกรธและผิดหวัง “ใครก็ตามที่รู้ความจริง จะต้องพูดออกมาในคืนนี้”
ในความเงียบ เพลิงขบฟันแน่น ความผิดหวังค้างคาในใจ “ผมเคยแอบอ่านบันทึกของมิ้น…เธอผิดหวังกับผมมาก เธอรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะผมผลักเธอออกจากกลุ่มวันนั้น”
น้ำฝนยกมือปาดน้ำตา เล่าด้วยเสียงสั่น “เราเคยทะเลาะรุนแรง เรากลัวว่าจะถูกเปิดโปงเรื่องทุน—เราคิดว่าเธอเอาชื่อเราไปเสนออาจารย์แทนตัวเอง…”
ทอมพ่นลมหายใจยาว “คุณครู…ไม่ใช่ผมหรอก แต่ผมเคยขู่ว่าจะเปิดความลับของเธอถ้าเธอทิ้งผม ผมผิดเองที่ขู่ทั้งที่ยัง…รักอยู่”
เสียงในห้องกลายเป็นละครใบ้ อาจารย์เพียงเดินวน ตรวจผลงานของแต่ละคน สะท้อนเงาจากไฟนีออนลงบนผลงานวาดเต็มผนัง
ในที่สุดเสียงโทรศัพท์เพลิงก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง — คราวนี้เป็นวิดีโอคอล ทั้งห้องผวาและกรูเข้ามามองหน้าจอ ใบหน้าของมิ้นปรากฏขึ้น เธอนั่งอยู่ในซอกหลบของตึก สีหน้าซีดเซียวและสายตาแดงก่ำ
“อย่าตามหาฉันต่อเลย” มิ้นเอ่ยเบาๆ พูดสะอึกสะอื้น เธอมองกล้องตรงๆ ก่อนเหลียวไปอีกทาง “ฉันไม่ได้ถูกใครจับตัว…แค่…ฉันอยากมีเวลาคิดคนเดียว”
ทั้งห้องเงียบงัน มือของน้ำฝนสั่น ทอมกุมขมับ อาจารย์เดินเข้ามานั่งข้างเพลิง
“ทำไมต้องส่งข้อความขู่เรา” เพลิงถามเสียงแหบ สายตาตัดพ้อ
มิ้นหยุดนิ่ง น้ำตาหยดซึมแก้ม “ฉันผิดเอง ฉันไม่รู้ว่าจะแบกรับอะไรได้อีก ทุกอย่างมันเยอะเกิน…ความคาดหวังของทุกคน…ความกดดัน…ความลับ…”
เสียงเปียโนที่ฉากข้างห้องดังขึ้นเองโดยไม่มีใครนั่ง หัวใจแต่ละคนถูกกระชากให้ไหววูบ มิ้นหลับตาลง “พอแล้วนะ ขอแค่คืนนี้ให้ฉันอยู่กับตัวเอง อย่าตามหาอีกเลย” แล้ววิดีโอก็ตัดไป
ทุกคนในห้องนั่งค้าง น้ำฝนปล่อยน้ำตาหยดลงบนภาพวาดของมิ้น พลอยเดินไปหยิบแจ็กเก็ตของเธอ มากอดไว้แนบอก ทอมเดินออกไปที่ระเบียง สูดหายใจลึก มองออกไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยไฟแสงสี
อาจารย์สมกิจสั่งให้ทุกคนกลับบ้าน แต่แต่ละคนกลับต้องตกค้างอยู่กับความรู้สึกผิด ความรักที่เก็บงำ และความจริงที่ไม่ได้พูดออกมา
รุ่งเช้า ทุกคนกลับมาที่สตูดิโออีกครั้ง พบว่ามิ้นกำลังนั่งวาดภาพใบใหม่อยู่เงียบๆ หน้าต่างเปิดออก กลิ่นอายของเช้าใหม่พัดเข้ามาในห้อง เพลิงเองเดินเข้ามาหยุดข้าง ๆ “ขอโทษนะ…ที่เคยหลีกหนีความรู้สึกตัวเอง”
มิ้นยิ้มบาง ๆ นัยน์ตาแดงช้ำ “ขอบคุณที่ตามหากัน แต่ขอให้ฉันได้เลือกทางชีวิตเอง”
เพลิงรับฟัง เงียบไป สัมผัสมือมิ้นแผ่วเบา อดีต ความผิดพลาด และความกลัวค่อย ๆ ทะลายลงให้กับความเข้าใจและการให้อภัย ทอมเดินเข้ามายิ้มเศร้า น้ำฝนเดินมาแตะแขนมิตรภาพเก่า ๆ พลอยกอดเพื่อนแน่น
ในสตูดิโอศิลปะ อยู่ท่ามกลางแสงเช้าตรู่ อดีตเปิดเผยหมดแล้ว ทุกคนยอมรับความผิด และก้าวข้ามบาดแผลในใจ เพื่อสร้างผลงานใหม่ในวันข้างหน้าด้วยหัวใจที่เปลี่ยนไป