หมอกบนภูผาในคืนไร้ดาว
เสียงกริ่งโรงเรียนเล็ก ๆ บนภูเขาเอ็ดอึงแทรกซ้อนกับเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กวัยรุ่นในชุดเสื้อกันหนาวเก่า ๆ หมอกยามบ่ายคลุมต้นสนสูงด้านหลังอาคารไม้เก่าสีหม่นโดยมีหมู่บ้านเบื้องล่างเป็นภาพพื้นหลังที่หายวับในม่านขาว ศิวา – เด็กชายผิวกร้าน ผมหยิกยุ่ง ยืนกอดคอเอมิกับธันวา ระหว่างที่เพื่อนในกลุ่มแซวกันเรื่องการแข่งขันเดินป่าในวันพฤหัสหน้าด้วยเสียงสนุกสนาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ ศิวา นายจะหลงก่อนธันวาแน่นอนเลยดูทรง” เอมิล้อ ศิวาถลึงตา “พูดงี้เดี๋ยวจะเอาจริงให้ดู” ธันวายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้า ไม่มีใครดูออกว่าในใจเขากำลังวุ่นวายกับอะไร
เสียงรถยนต์ดังแว่วมาไกล ๆ กลางหมอก เด็กทั้งสามหยุดพูดคุย “แม่เรียก กลับบ้านกัน” เอมิหันไปบอกเพื่อน ๆ ศิวาเดินนำไปบนถนนดินแข็ง ธันวาช้า ๆ ตามหลัง จังหวะการเดินไม่เท่ากันแต่ใจเหมือนยึดโยงกันอยู่
บ้านเอมิอยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดถนนที่มักถูกหมอกกลืนกินหลังตะวันตกดิน บรรยากาศเงียบสงัด ผนังไม้ซีด เก้าอี้เก่า ๆ ที่แม่วางผ้าทอคลุมอยู่ เอมิใส่รองเท้าแตะ เสียงแม่ถามว่าวันนี้เรียนเป็นยังไง เอมิบ่ายเบี่ยง “ก็เหมือนทุกวันนั่นแหละแม่”
กลางค่ำ ศิวาบิดตัวไปมาใต้ผ้าห่มขาด ๆ มือกุมโทรศัพท์ไว้แน่น เปิดกลุ่มแชทแล้วลังเล ก่อนจะส่งข้อความ “พรุ่งนี้เดินป่ามั้ย” ไฟขึ้นว่าอ่านแล้วแต่ไม่มีใครตอบคำ – ความเงียบราวกับเป็นคำตอบเดียวที่ได้
รุ่งเช้า หมอกหนักกว่าเดิม ศิวาแอบออกจากบ้านเงียบ ๆ ธันวายืนรอที่ทางแยก ใบหน้าเศร้าลึก “เอมิจะมาไหม?” ศิวาส่ายหน้า “ไม่แน่ใจ เธอดูแปลก ๆ เมื่อวาน”
เก้าโมง เอมิก็มาถึงพร้อมสายตาชั่งใจ “เราจะไปสำรวจถ้ำกันจริงเหรอ?” ศิวาพยักหน้า “ในเมื่องวดนี้เอง… ไม่มีใครเคยเข้าไปซะที” ธันวาดูอึดอัดแต่ไม่พูดอะไร
ระหว่างเดินเข้าแนวป่า หนามไม้กิ่งต่ำเฉียดแขน นกกางเขนร้องไกล ๆ ศิวาฟาดกิ่งไม้เหมือนจะปลุกใจ “เราเคยตกลงกันนี่ว่าจะกล้าลองของที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เด็กมาเล่น” เอมิหัวเราะแผ่ว ๆ ธันวาเผลอหยุดดูอะไรบางอย่างในกระเป๋า – สมุดวาดภาพ – ก่อนจะรีบปิดกลับ
ถึงปากถ้ำ หมอกไหลอาบปากทาง แสงสว่างค่อย ๆ หมดลง ศิวาตบหลังเพื่อน “ถ้าใครหนีออกไปก่อน แพ้!” เอมิถอนหายใจ แต่งท่ากล้าหน้า “แล้วใครล่ะกลัวของในถ้ำ” ธันวาเบือนหน้าหนี “ระวังล่ะ มีคนลือว่าที่นี่…ไม่ปลอดภัย” ศิวาแค่นเสียง “เชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ”
พวกเขาคลำทางไปในความมืดนิ่ง หินเปียก เสียงหยดน้ำก้องกังวาล ทันใดนั้นเอมิหยุดเดิน “ได้ยินไหม?” ทุกคนเงียบ ลมหายใจถี่ ศิวาหัวเราะกลบเกลื่อน “อะไร ไม่มีอะไรหรอก” แต่เอมิหน้าซีด “ได้ยินจริง ๆ” เสียงกระซิบประหลาดดังลอยมา ทุกคนผงะ จากนั้น ธันวาขยับไปใกล้ศิวา กำแขนแน่น
สายตาศิวารถหาแหล่งเสียง หมอกลอยต่ำม้วนเข้าในถ้ำ หัวใจเต้นแรง เอมิชี้ปลายไฟฉายไปทางหนึ่ง เห็นแค่เงาตะคุ่ม ๆ ทันใดนั้น ธันวาลื่นล้ม มีเสียงกรีดร้องแผดขึ้น ศิวาเรียก “ธันวา!” เงามืดเคลื่อนไหวอย่างไม่อาจอธิบาย เพียงเสี้ยวนาที เอมิก็หายไป ทิ้งเพียงรองเท้าข้างหนึ่ง
ความตื่นตระหนกแผ่ซ่าน ศิวากับธันวาร้องเรียกเอมิ เสียงสะท้อนก้องกลับมาเหมือนมีบางอย่างกลืนกินไว้ ธันวานั่งทรุดพื้นมือตัวเองสั่น ศิวาเริ่มพยายามหาเส้นทางออก ลากธันวาออกมาจากถ้ำอย่างทุลักทุเล ทั้งคู่หอบหายใจ จ้องหน้ากันในความงุนงงและหวาดกลัว
เสียงผู้ใหญ่ในหมู่บ้านวิ่งตามหากันวุ่นวาย เมื่อรู้ว่าเอมิหายตัวไป ศิวาถูกถามซ้ำ ๆ “เกิดอะไรขึ้นในถ้ำ” เขานิ่งเงียบ ตอบไม่ได้ ธันวาหลบตา ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
กลางคืน ศิวาไม่หลับ นั่งเหม่อมองจากหน้าต่างไปยังแนวป่ามืด ปากกระตุกกับแสงไฟฉายในความทรงจำ เสียงพ่อเคาะประตู “ลูกซ่อนอะไรไว้กันแน่” ศิวาเมินหน้าหนี แววตาสับสน
เช้าวันต่อมา ข่าวการหายไปของเอมิซึมเข้าทุกบ้าน หัวหน้าแกนนำค้นหานำคนไปปูพรมในป่า ศิวากับธันวาขมวดคิ้วแน่น เดินตามคนอื่น ๆ อย่างลังเล ใจหนึ่งอยากเจอเพื่อน อีกใจกลัวสิ่งที่ต้องเผชิญในถ้ำอีกครั้ง
ระหว่างค้นหา ศิวาและธันวาแยกออกจากกลุ่มโดยไม่ตั้งใจ พบบันทึกของเอมิตกอยู่กลางป่า ศิวาเปิดอ่าน เสียงลมกรูใต้เงาไม้ทำให้ประโยคในกระดาษเหมือนเปล่งเสียงขึ้นมา “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน อย่าเชื่อสิ่งที่เห็น…”
“เธอว่าหมายความว่ายังไง” ธันวาคราง ศิวาไม่ตอบ ดวงตาแข็งขึ้น “มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น” เสียงอะไรบางอย่างแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ ศิวารวบรวมความกล้า ตัดสินใจลากธันวากลับไปที่ถ้ำ
ธันวากลัว มือสั่น “เราไม่มีทางรอดถ้ากลับเข้าไป มีบางอย่าง…เราเคยเห็น…” ศิวาใจร้อน “ถ้ากลัวก็กลับไป แต่ฉันจะหาเอมิให้เจอ” คำพูดแทงใจ ธันวาก้าวถอยหลัง
ขณะที่ทั้งสองทะเลาะกัน เงาของร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากหมอกใกล้ปากถ้ำ เด็กสาวคนหนึ่งยืนตัวสั่น ผมยุ่งและเลอะเทอะ เสื้อเปื้อนไปด้วยดิน ใบหน้าซีดขาว—เอมิ
“เอมิ!” ศิวาโผเข้ากอดเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา ธันวาน้ำตารื้น “เธอหายไปไหนมา” เอมิหน้ามืดเหมือนจะเป็นลม ท่ามกลางความดีใจและความตื่นตระหนก เธอพึมพำ “ในถ้ำนั่น…. ไม่ใช่อย่างที่คิด”
ทุกคนพาเอมิกลับบ้าน หมอในหมู่บ้านมาตรวจ เอมิไม่ยอมพูด เดินตื่น ๆ มองทุกคนอย่างระแวง ศิวาอดใจไม่ได้ ถาม “เธอเจออะไรในนั้นกันแน่” เอมิหลบตา “บางอย่างที่เราควรปล่อยให้เป็นความลับ…”
หัวหน้าหมู่บ้านบังคับให้เอมิเล่า เอมิร้องไห้ ดวงตาเปี่ยมความกลัว “มันเหมือนมีใครดึงฉันไว้—แต่ไม่ใช่…ไม่ใช่คน…” ศิวาสับสน ธันวามือเย็นเฉียบ “เธอ…พูดจริงเหรอ” เอมิพยักหน้า “ที่นี่มีบางอย่างที่เด็กอย่างเราไม่ควรเห็น”
ศิวายังคาใจ เขาตัดสินใจจะเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง เพื่อตอบคำถามในใจ เอมิห้าม “อย่าทำแบบนั้น…” ศิวาขบกราม “ทุกวันนี้ฉันกลัวสิ่งที่ไม่รู้มากกว่าสิ่งที่เห็น”
ธันวาปล่อยโฮออกมาเป็นครั้งแรก “ถ้าพวกเรายอมรับว่าบางอย่างในโลกนี้ควรเก็บไว้เป็นปริศนา เราจะอยู่กันได้ไหม” ศิวาลังเล เหลียวมองเพื่อนสองคนเหมือนจะตัดสินใจสำคัญในชีวิตเป็นครั้งแรก
เช้าวันใหม่ ศิวาเดินออกมาที่ปากถ้ำเพียงลำพัง หายใจเข้าลึก ๆ มองหมอกที่ยังลอยหนา เขาไม่เข้าไปในถ้ำแต่เลือกจะนั่งลงข้างนอก รอให้หมอกจาง ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับไปหาเพื่อน—พร้อมความเข้าใจใหม่ในตัวเองและในสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้
กลางหมอกที่ค่อย ๆ จาง ศิวาเห็นเพื่อนทั้งสองยืนรอ รอยยิ้มหนึ่งเผยขึ้นบนใบหน้า รอยแผลเล็ก ๆ ในใจที่เกือบแตกสลายเริ่มสมานใหม่ โลกบนภูผาดูต่างออกไปเล็กน้อยเมื่อเด็กทั้งสามได้เติบโต—แม้จะไม่มีใครล่วงรู้จริง ๆ ว่า มีอะไรอยู่ในม่านหมอกนั้น