เกาะแสงจันทร์: คำสาปในคืนหลงทาง
เสียงคลื่นซัดเข้าหาดทรายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแสงจันทร์สีน้ำนม กลุ่มวัยรุ่นห้าคนเดินลงจากเรือด้วยความเหนื่อยล้า ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างจ้องไปยังป่าทึบที่เงียบผิดปกติ เบื้องหลังเงาต้นมะพร้าวมีบางสิ่งกำลังรอคอย “ที่นี่…ใช่ที่พักจริง ๆ เหรอ” อัญถามเสียงสั่น ก่อนทุกคนเดินตามเจไปยังร่มเงามืดแห่งความลึกลับที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ในขณะที่ทุกคนลากถุงสัมภาระผ่านเส้นทางแคบ ๆ ติดริมหาด เจนำหน้าเหมือนเคย เขามีหนวดเครารกและแววตาแปลกประหลาด อัญเดินตามหลัง ตากลอกไปสำรวจ กิ่งเดินเหม่อ คิ้มใช้เท้าเตะเศษหอยอยู่ในมือรั้งโทรศัพท์แน่น เหลือบมองแพรที่เดินห่างกลุ่ม “สงสัยที่นี่จะไม่มีสัญญาณ…ใครจะรู้บ้างมั้ยว่าเราอยู่ไหน”
แพรมองเข้าไปในป่ามืด สีหน้าหวาดระแวง “คงมีแต่พระจันทร์เห็นล่ะมั้ง” เจหัวเราะเบา ๆ “อย่าทำเป็นกลัวกันหน่อยเลย ก็แค่ค่ายคืนเดียว”
ทันทีที่กลุ่มหาเจอศาลาไม้เก่า ทุกคนรีบปักหลัก อัญสำรวจรอบ ๆ เจพบกล่องไม้เท้าจั่วฝุ่นหนา “ของใครหรือเปล่า” เขาถามขึ้น ใคร ๆ ส่ายหน้า อัญแทบไม่กล้าสัมผัสแต่เจก็เปิดมันอย่างไม่ลังเล ข้างในมีรูปถ่ายเก่า ๆ สีซีดอยู่หนึ่งใบ ชายหญิงยืนบนหาดนี้แหละ แต่งกายย้อนยุค ท่าทางเศร้าซึม
คืนนั้น แพรแอบออกไปนั่งที่หาด เธอหยิบรูปถ่ายในกล่องออกมาดู มือสั่นแต่ใจอยากรู้ “มั่นใจนะว่าเธอไม่ฝันกลางวัน?” เสียงเจที่โผล่มานั่งข้าง ๆ คือคนเดียวที่ยังไม่หลับ แพรเม้มปาก “ฉันว่ารูปนี้น่ากลัวเกินไป รูปในกล่องนั่น” เจชะงัก “มันก็แค่คนสมัยก่อนน่ะ…”
คลื่นซัดฝั่งดังขึ้น อัญเดินเข้ามาสมทบ “ทำไมไม่หลับ” เงาสะท้อนของจันทร์บนผิวน้ำแตกระยับ “กังวลอะไรหรือเปล่า” เจไม่ตอบแต่เหลือบมองไปยังศาลาไม้ “อย่าเข้าไปยุ่งกับกล่องนั่นอีกก็พอ” เขาพูดเสียงเข้ม แพรจ้องตา ไม่ตอบ ต่างแยกย้ายกลับที่พักพร้อมความรู้สึกแปรปรวนในอก
ตอนสายของอีกวัน เจเดินเข้าไปในป่าเพื่อหาไม้มาก่อไฟ ไม่นานนักเขาได้ยินเสียงฝีเท้าแปลก ๆ ตามหลังมา เขาหยุดหันกลับไป “ใครน่ะ กิ่งเหรอ?” ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงใบไม้สั่นรัว พร้อมเงาทึบตัดผ่านแสงอาทิตย์บนยอดไม้ เจกลืนน้ำลาย ตัดสินใจไม่หันหลังกลับ เดินแข็งทื่อกลับไปยังชายหาด
เมื่อมาถึง กิ่งและอัญกำลังโต้เถียงกัน กิ่งหาว่าอัญแอบหยิบของจากศาลา อัญปฏิเสธ แต่ท่าทางกระวนกระวาย “ไม่ได้หยิบอะไรสักหน่อย!” คิ้มถอนหายใจเสียงดัง “พอกันที ถ้ามีปัญหาแค่นี้จะอยู่กันได้ยังไง” แพรหันขวับ “เราต้องใจเย็น ทุกคน” บรรยากาศอึดอัดลอยปกคลุมหาด
คืนนั้น ทุกคนแทบไม่พูดจากัน ต่างแยกไปรอบกองไฟ เจเอาไม้ขีดจุดไฟแล้วนั่งกอดอก “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในป่า” อัญพูดเสียงสั่น คิ้มเบ้ปาก “อย่ามาเฮี้ยน คนเรานี่ชอบเห็นอะไรกว่านั้นไปเอง” เจชะงัก หรี่ตา “แต่ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน” ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนเปลวไฟหลับตาไปเหมือนหัวใจในอก
รุ่งเช้า แพรพบยางใต้ต้นเกาลัดถูกขีดเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง เหมือนตัวอักษรโบราณสีดำสนิท เธอลูบเบา ๆ ก่อนวิ่งไปบอกทุกคน อัญหายใจขาดเป็นช่วง “ใครทำ…เราควรไปจากที่นี่…” กิ่งหาว่าแพรแกล้ง ทั้งกลุ่มเริ่มมีปากเสียง เจชวนทุกคนสำรวจรอบเกาะเพื่อหาทางออก แต่พบว่าริมหาดอีกด้านถูกกระแสน้ำซัดขาดออกไป ไม่สามารถกลับไปได้
ความอึดอัดระหว่างพวกเขาเพิ่มขึ้นในแต่ละชั่วโมง กิ่งและคิ้มแยกตัวออกไปเงียบ ๆ ทิ้งให้เจกับอัญอยู่ด้วยกัน เจคุยกับอัญอย่างลังเล “ถ้าฉันบอกว่ากล่องนั่นเกี่ยวกับคำสาป…จะเชื่อมั้ย” อัญนิ่ง ไม่ตอบ ซ่อนน้ำตาไว้ใต้เปลือกตาเบาบาง
ตอนเย็น ฝนตกหนัก ริมหาดกลายเป็นน้ำขังดินเหนียว คิ้มวิ่งมาหา พลางตะโกน “แพรหายไป!” ทุกคนรีบวิ่งเข้าป่า เจถือไฟฉายส่องนำหน้า กิ่งร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงใบรับน้ำฝนกระทบพื้น ทุกคนมองหน้ากันด้วยความกลัวเจือความโทษตนเอง เจหันไปตบไหล่คิ้ม “เราต้องหาจนกว่าจะเจอ” ทุกคนกระจายกำลังกันเข้าไปในป่า
แต่ละคนเดินลึกเข้าไป เห็นเงาร่างขาววับวาบเหมือนแพรกลางสนธยา เจวิ่งตามเสียงครางแผ่ว ๆ แต่เมื่อไปถึง เจอเพียงเศษผ้าแพรตกบนพื้นหญ้า เขาคุกเข่ากุมผ้านั้น “ฉัน…ทำให้มันเกิดขึ้น ฉัน…” อัญยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร น้ำตาปริ่มในแววตา กิ่งเข้าใจผิด โกรธจนต่อว่าเจอย่างรุนแรง เจไม่เถียง เขานิ่งเหมือนรับกรรมแต่ไม่กล้าเผชิญหน้า
คืนนั้น ทั้งเกาะเต็มด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด มีเสียงกิ่งไม้หัก เสียงลมหายใจในเงามืด อัญพยายามกระชับสัมพันธภาพกับเจ เธอพูดเสียงเบา “ทำไมไม่ยอมบอกความจริง” เจจ้องดวงตาอัญ สะท้อนความซับซ้อนในใจ “เพราะกลัวสูญเสีย…กลัวจะไม่มีใครเหลือ”
รุ่งเช้า กิ่งเจอแพรนั่งเหม่อในถ้ำเล็ก ๆ ใกล้น้ำตก ผิวซีดขาวและพูดจาเลอะเลือน “ที่นี่…ที่นี่มีคนอยู่ก่อนเรา” เธอพูดซ้ำ ๆ ทุกคนนั่งล้อมรอบแพร เจพยายามปลอบแต่แพรถอนหายใจแรง “วิญญาณเฝ้าเกาะ…เขาไม่ให้เราไป ถ้าเราไม่ยอมปล่อยวาง”
คืนนั้นทุกคนนั่งรอบกองไฟ เจพยายามอธิบายถึงกล่องไม้ “มันเป็นของบรรพบุรุษฉัน บรรพบุรุษที่สาปใครก็ตามที่แตะมันด้วยใจไม่บริสุทธิ์” กิ่งโวยวาย “หมายความว่ายังไง คนเราพกคำสาปติดตัวเองได้เหรอ?” เจพยักหน้า สีหน้าเจื้อยแจ้วหายไป “ใช่ ฉัน…แค่ไม่คิดว่ามันจะเกิดกับเรา” อัญร้องไห้ หันหลังให้ไฟ
เสียงลมทะเลแรงขึ้น เงาจันทร์รอบกองไฟดูบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ เงาร่างสีขาวที่แพรเห็นโผล่ขึ้นยืนหน้าเพิงไม้ ทุกคนกรีดร้อง แต่ร่างนั้นแค่มองพวกเขานิ่ง ๆ ก่อนค่อย ๆ ละลายหายไปพร้อมสายลม
ตอนเช้า หลังคืนระทึก ทุกคนเงียบงัน กิ่งขอโทษเจที่เคยโกรธ คิ้มยื่นมือให้เจจับ เจจับไว้แน่น แพรยิ้มจาง ๆ “ถ้าเราจะออกจากเกาะนี้…เราต้องช่วยกัน”
อัญเดินมาหาเจ ลังเลนานก่อนพูด “ฉันกลัว แต่ไม่อยากวิ่งหนีอีกแล้ว…ครั้งนี้เราจะฝ่ามันไปด้วยกัน” เจสบตาอัญครั้งแรกโดยไม่หลบ
พวกเขาร่วมกันนำกล่องใต้แสงจันทร์ไปฝังคืนที่เดิม ครู่หนึ่งลมสงบ น้ำทะเลนิ่ง ทุกอย่างเหมือนกลับมาหายใจใหม่ พวกเขามองหน้ากัน พยักหน้าพร้อมกัน เจยื่นมือรับอัญไว้แน่นในแสงจันทร์เศษสุดท้ายก่อนรุ่งสาง
คิ้มเดินไปเงียบ ๆ เหลียวมองทะเล กิ่งวางมือลงบนบ่าของแพร ทุกคนต่างสูญเสียบางอย่างแต่ก็มีบางอย่างใหม่ในใจ พวกเขาค่อย ๆ เดินกลับไปที่เรือ ผิวน้ำสะท้อนสีทองของฟ้าใหม่ ซึ่งเคยเป็นเกาะแห่งคำสาปแต่ตอนนี้เกือบจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพและการให้อภัย
ชายฝั่งห่างออกไป แสงจันทร์ลับฟ้า ทุกอย่างนิ่งสงบ ทิ้งไว้เพียงเสียงคลื่นแผ่วเบากับความทรงจำในค่ำคืนที่ไม่มีวันลืม