เงาสะท้อนแห่งเกาะมิสต์
เสียงน้ำทะเลซัดกระทบโขดหินในยามเช้ายังไม่จาง สายหมอกลอยจากผิวน้ำทะเลมาต่ำแตะปลายขาทรายขาว ใต้ร่มสน ปฐวี หนุ่มนักศึกษาศิลปะปีสี่นั่งมองรอยเท้าในทรายค่อย ๆ เลือนหายเมื่อคลื่นไหลบ่ายมาย้ำ มองไปอีกด้าน เพื่อนร่วมรุ่นอีกสี่คนกำลังลากกระเป๋าขึ้นฝั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปฐ! พวกเราจะหารีสอร์ทก่อนหรือไปดูสถานที่วาดภาพก่อนดี?” เสียงจอมขวัญ เพื่อนสาวร่างเล็กถาม เสียงเธอดังแข่งคลื่น เหมือนตั้งใจกลบความสั่นไหวในใจ
ปฐวียิ้มบาง เหลียวไปทางเธอและมิตรสหาย อย่างเดชา – เสียงหัวเราะใจดี แต่แววตาคอยระวัง, เหมันต์ – สาวโบทานิกไร้คำพูดแต่ชอบเขียนลงสมุด, และขุนทอง – หนุ่มจอมกวน ปากคอเราะร้ายแต่จริงใจ “ยังไงต้องหาที่นอนก่อนมั้ง รีสอร์ทแถวนี้แปลกดีนะ ดูไม่มีใครอยู่เลย”
“กึ่งเข้ากึ่งออก” เดชาวางกระเป๋า “คุณลุงคนขับเรือรีบแจวหนีชะมัด”
“ก็นี่มันเกาะลึกลับไง ใคร ๆ ก็ว่าผีดุ” ขุนทองหัวเราะ แต่ดูจะฝืนธรรมชาติ
เงาไม้ลมไหวเหนือหัว สายหมอกเริ่มบาง ลง พวกเขาพากันเดินตามถนนทรายลึกเข้าไปสู่เกาะ อาคารไม้เก่าโทรมริมทาง ลมหอบเสียงท่ามกลางความเงียบ ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีใครออกมาต้อนรับ เหมันต์จรดปลายดินสอลงสมุดอย่างเงียบ ๆ บันทึกภาพความว่างเปล่านี้ไว้
ขณะก้าวย่างถึงป้ายรีสอร์ทคลื่นขาว สายลมกรุ่นกลิ่นแปลก ๆ จอมขวัญยิ้มฝืน “ขอให้บรรยากาศพวกนี้แค่ทำให้ภาพสวยขึ้นเถอะ”
เจ้าของรีสอร์ทเป็นหญิงวัยกลางคน สวมอาภรณ์เก่า นามว่าสุชาดา เธอมองกลุ่มเด็กด้วยสายตาที่ทั้งเอ็นดูและกังวล “เด็ก ๆ มากันห้าคนน่ะหรือ… ทราบใช่ไหมคะว่าเกาะนี้ มีบางอย่างที่ต้องรักษากฎ”“กฎอะไรเหรอคะ?” เหมันต์เงยหน้าจ้องสายตาเป็นประกาย
“อย่าไปชายหาดทางเหนือหลังสามทุ่ม อย่าเพ่งมองเงาสะท้อนในน้ำยามค่ำคืน และที่สำคัญ…ห้ามพูดชื่อคนที่เคยหายไปในเกาะนี้เสียงดัง” เธอเน้นย้ำประโยคสุดท้าย
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที ขุนทองเป่าปาก “เรื่องเล่าแนวนี้อีกแล้วหรือครับ” แต่ดวงตาแอบไหวเบา ๆ ปฐวีหัวเราะกลบเกลื่อน “เรามากันเพื่อสร้างผลงาน แค่อยู่วาดภาพสักอาทิตย์ไม่น่ามีอะไรหรอก…”
คืนแรก ทุกคนกระจัดกระจายพักในห้องพัก มีเพียงปฐวีกับจอมขวัญเดินเล่นริมหาด ปฐวีนั่งฟังเสียงคลื่น ขณะที่จอมขวัญแอบร้องไห้
“บ้านฉัน…ไม่มีใครต้องการให้ฉันกลับอีกแล้ว” จอมขวัญพูดออกมาช้า ๆ
ปฐวีอึ้ง เขาเองก็ซ่อนอดีตไว้ ไม่รู้จะปลอบอย่างไร จึงเอื้อมมือจับมือเพื่อนเงียบ ๆ
คลื่นสาดหนักขึ้น เงาสะท้อนใต้แสงจันทร์บนผิวน้ำเหมือนบิดเบี้ยว คืนนั้นเสียงฝีเท้าเปียกลื่นในห้องโถงกระทบใจทุกคน เหมันต์ฝันถึงเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง…
รุ่งเช้า เหมันต์เล่าให้ทุกคนฟังแต่ไม่มีใครเชื่อ “ในกระจกหน้าต่าง ฉันเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเขียนอะไรลงสมุด เหมือนกับฉัน” เธอยกสมุดขึ้น – ปกสมุดสั่นเล็กน้อย
“หลอนอะ เหมันต์” เดชาพูดพลางรินน้ำร้อน เสียงขุนทองหัวเราะพร้อมอ้าปากจะพูด แต่สะดุดกับสายตาสุชาดาที่จ้องไม่กะพริบ “เด็กในเกาะนี้…บางคนไม่เคยได้กลับบ้าน” หญิงเจ้าของรีสอร์ทกระซิบ
เวลาผ่านไป กลุ่มเด็กเริ่มออกสำรวจเกาะ วาดภาพ เขียนบันทึก แต่ทุกครั้งที่คนหนึ่งเดินแยกตัว สิ่งประหลาดก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้น คืนหนึ่ง ขุนทองได้ยินเสียงร้องไห้จากริมหาด ปฐวีตามไปด้วย เห็นเด็กผู้หญิงในชุดขาวเอามือแตะผิวน้ำ ราวกับกำลังรอใคร ปฐวีถอยหลังทันที “เราไม่ได้เห็นจริงใช่ไหม” ขุนทองหน้าเผือด ฉับพลันภาพเงากระเพื่อมบนผิวน้ำก็ค่อย ๆ จางหาย
เช้าวันต่อมา เดชาหายตัวไป ไม่มีใครเห็นเขา แม้ในห้อง มีเพียงรอยเท้าชื้นที่พาไปถึงชายหาด ความแตกตื่นก่อรอยร้าวในกลุ่ม เหมันต์เริ่มหวาดระแวงปฐวี จอมขวัญระวังขุนทอง
“ใครกันแน่ที่เห็นอะไรเมื่อคืน” จอมขวัญเสียงสั่น
ปฐวีอดทนรับแรงกดดัน “ไม่มีใครทำหาย แต่เราต้องหาคำตอบ”
ข้ามไปยังเขตต้องห้ามทางทิศเหนือที่ทุกคนเตือน หลบสายตาสุชาดา ทั้งกลุ่มได้พบท่าเรือรกร้างและบ้านไม้ทรุดโทรม ประตูปิดสนิท แต่เงาในน้ำหน้าบ้านกลับวูบไหวผิดธรรมชาติ
ปฐวีคว้าข้อมือเหมันต์ ลังเล แต่สุดท้ายก็ผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับและภาพวาดเด็กบนฝาผนัง พวกเขาค้นพบสมุดเก่าเล่มหนึ่ง ในสมุดนั้นเต็มไปด้วยชื่อ—ชื่อของคนที่ไม่เคยได้ออกจากเกาะนี้ รวมถึงชื่อ “เดชา” และชื่อของ“มะลิ”—ที่ไม่มีใครในกลุ่มรู้จัก
เหมันต์นิ่งงัน พลิกดูสมุดอีกหน้า เจอข้อความ “กลับบ้านไม่ได้ เพราะแม้แต่เงาก็ลืมฉัน”
จอมขวัญพึมพำเงียบ ๆ เหมือนกับคิดถึงบ้าน “ถ้าเราหายไปจะมีใครจำเราหรือเปล่านะ”
คืนนั้นปฐวีตื่นกลางดึก เสียงเดชาตะโกนจากริมหาด เขาวิ่งลงไปพร้อมขุนทองและจอมขวัญ เจอเงาวาววับในน้ำ เงานั้นนำทั้งสามไปยังชายหาดเหนือซึ่งถูกต้องห้าม เงาเด็กหญิงคนหนึ่งผุดขึ้นในผิวน้ำ ยื่นสมุดให้พร้อมเสียงกระซิบ “ลืมฉันไม่ได้”
ขุนทองอยากวิ่งหนีแต่ปฐวีคว้ามือไว้ “เรายังอยู่ด้วยกัน” เขาตะโกนข้ามคลื่น ทั้งร่างจมลงในแสงหมอกในขณะที่เหมันต์เขียนข้อความในสมุดของตนเอง “เราจะกลับบ้านด้วยกัน”
ท่ามกลางแรงลมหอบคลื่น เหมันต์เขียนชื่อทุกคนอย่างตั้งใจ ทั้งเด็กหญิงผู้เปลี่ยวเหงา ทั้งเพื่อนที่หายตัวไป เงาสะท้อนใต้แสงจันทร์เหมือนเปลี่ยนสี มีบางอย่างถูกคืนกลับให้เกาะ
เช้าวันใหม่ ปฐวีสะดุ้งตื่นในห้องเดิม เดชานั่งอยู่ปลายเตียง สภาพอ่อนล้าแต่ยิ้ม เงาในตายังเจือความกลัว “ฉันไปไหนมาไม่รู้…แต่เหมือนฝันร้าย”
ทุกคนมานั่งล้อมวงในห้องโถง สุชาดานำน้ำร้อนมาให้ นิ่งพลางเอ่ย “พวกเธอผ่านไปได้เพราะยอมรับว่าเคยกลัว เคยหลง เคยคิดจะลืมใครสักคน” เธอวางมือบนสมุดที่เหมันต์ถือไว้
ปฐวีหันไปบอกเพื่อน “เราแต่ละคนก็มีอดีตของตัวเอง บางอย่างต้องยอมรับมัน ไม่ใช่หนี” ทุกคนจ้องมองเขา เดชาเงียบ ขุนทองหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ไม่มีใครเหมือนเดิมอีก
กลุ่มเด็กเดินออกไปริมชายหาดท่ามกลางแดดจาง รอยเท้าบนทรายก็ยังจางหาย แต่สิ่งที่ยังตกค้างในใจคือภาพเงาที่เหนี่ยวรั้งและปลดปล่อย ทุกคนเติบโตขึ้นเมื่อยอมเผชิญหน้ากับอดีตของตน เกาะมิสต์อาจยังมีเงาสะท้อนลี้ลับรอคอย แต่คราวนี้…ไม่มีใครถูกลืมอีกต่อไป