คืนมืดที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงเครื่องปั่นสีดังครืดลอดออกจากห้องเวิร์กช็อปของสตูดิโอศิลปะเก่าแก่กลางเขตเมืองที่ดูเหมือนจะอยู่คนละโลกกับถนนคอนกรีตด้านนอก ไฟนีออนสีขาวสว่างชื้นกระจกหน้าต่างเก่า ส่งแสงไหววูบไม่แน่ใจว่าเพราะไฟจะดับหรือคนข้างในกระจกกำลังหวั่นไหว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บลูเข็นแปรงสีไปมาตรงผ้าใบใหญ่ น้ำเสียงของเขาข้างในเงียบแต่ในหัวนั้นหนักอึ้ง โคลเดินผ่านหลัง ไม่มีคำพูด โคลมองภาพวาดนั้นขยับปากจะพูดแต่อะไรก็เก็บไว้ข้างใน นั่งลงตรงมุมหนึ่ง แสงไฟเฉียงใส่คราบสีบนมือเขา บลูมองเห็นรอยนั้นหยุดจังหวะแปรงชั่วครู่
บลูไม่พูดอะไร วางแปรงบนโต๊ะอย่างระวัง โคลควักบุหรี่ออกมาแต่ลังเล ก่อนจะเก็บกลับเข้าไป เฟรินเดินเข้าห้องมา อุปกรณ์ศิลปะอย่างมีชีวิตชีวาในมือ เธอเงยหน้า “ใครวาดรูปนั้น?”
โคลเงียบ เฟรินมองบลู ดวงตาคู่นั้นเหมือนสแกนออกทุกอย่าง “นายฝันถึงมันบ่อยมั้ย?”
บลูก้มหน้า ไม่กล้าตอบ เฟรินหันไปหาโคล “หรือว่านาย…?” โคลยิ้มแบบประชด หลบตา “บางอย่างไม่ควรพูดที่นี่ เฟริน”
เสียงประตูกระแทกจากอีกห้องหนึ่งดังขึ้น เบล เพื่อนร่วมห้อง หอบกระเป๋าสีดำเข้ามา ท่าทางเหมือนคนหลบหนี “ช่วยที… มีคนตาม” เสียงเบลเบาจาง
บลูขยับเข้าใกล้ เบิ้ลวางกระเป๋าลง บลูแตะไหล่ “เกิดอะไรขึ้น”
เบลนิ่ง กลืนน้ำลาย เฟรินกับโคลสบตากันด้วยสายตาไม่ไว้ใจ โคลพูดเบาๆ “นายไปเอาอะไรมาอีกล่ะ?”
เบลนิ่งแต่ตาไปที่กระเป๋าเบา ๆ บลูเหลือบมองกระเป๋าสีดำ แตกต่างจากของที่พวกเขาคุ้น
อาจารย์อารยาเดินเข้ามา หยุดกะทันหัน “มีอะไรเหรอ? ทุกคนทำไมอยู่พร้อมกันตอนนี้?”
บลูชี้ไปที่เบลโดยไม่พูด อารยามองหน้าเบล สีหน้ากังวล รู้สึกเปิดฉากความตึงเครียดในอากาศ
เสียงเตือนข้อความในมือถือโคลดังขึ้น เขาเอาออกมาดู เห็นข้อความแปลก ๆ เพียงข้อความเดียว: “อย่าไว้ใจใครในคืนนี้” โคลเงียบ หุบมือถือแน่น ไม่ให้ใครทันสังเกตเห็น
เฟรินแอบสังเกตสายตาแต่ไม่พูดอะไร เธอเดินไปหยิบถังสีทำเป็นไม่สนใจ บลูอยากถามแต่ลังเล อารยากระแอมไล่บรรยากาศตึงเครียด “ทุกคนกลับห้องได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานประกวด อย่าให้ใครมองว่าเราไม่มีความเป็นอาชีพ”
เวลาผ่านไป เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยค่อย ๆ แผ่วดับลง บลูยังไม่หลับ เขามองผนังที่มีเงาไฟไหวจากภายนอก ได้ยินเสียงเบา ๆ จากห้องเก็บของ ใจเต้นแรง เขาเดินไป ค่อย ๆ เปิดประตู
ในห้องเก็บของมีแค่กระเป๋าดำวางทิ้งไว้กับรอยเท้าสีบนพื้น ไม่มีเบล มีเพียงความว่างเปล่าและเสียงหัวใจตัวเองที่ดังจนได้ยิน บลูแตะกระเป๋าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เปิดออก พบเพียงกล่องไม้ขนาดเล็ก ติดสัญลักษณ์แปลกตา บลูลังเล เวลากำลังเดินอืดอาด ณ จุดนั้น ไม่มีใครเข้ามาเฉียด
เขาคว้ากล่องไม้ขึ้นมา น้ำหนักแปลกประหลาด ราวกล่องนั้นมีชีวิต เสียงกระซิบอ่อนเบา คล้ายเด็กหลับ บลูชะงัก มองไปรอบ ๆ ห้อง เงามืดคลี่คลุมชั้นวางของและข้าวของรก ๆ
บลูปิดกล่อง รีบซ่อนไว้ใต้เสื้อกันหนาว เดินออกจากห้องด้วยมือที่สั่น เฟรินคอยอยู่หน้าประตู เธอเห็นสีหน้าบลูแล้วสบตา ท่าทางจะรู้ว่ามีบางอย่างกำลังผิดปกติ
เฟรินกระซิบเบา ๆ “นายเห็นอะไรในนั้น?”
บลูไม่ตอบ “ในนั้นไม่มีอะไร เบลไม่ได้อยู่ที่นั่น…”
เฟรินพยักหน้าแต่ดูเหมือนไม่เชื่อ เธอลังเล “เราต้องหาว่าเบลไปไหน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น… ทุกคนจะโดนข้อหาไม่ว่าใครผิดจริง”
โคลโผล่มา เสียงเท้าดังในทางเดิน “ฝันร้ายเริ่มแล้วล่ะ”
ไม่มีใครพูดสักพัก เงียบงันจู่โจมหัวใจทุกคน
คืนปลุกปั่น สายลมตีหน้าต่าง เสียงขูดขีดเบา ๆ จากในห้องศิลป์ บลูเดินออกไปยังโถงใหญ่ เขาสอดส่ายมองหาร่องรอยของเบล เจอแต่ความเงียบกับกองงานศิลป์ร้าง
โคลตามออกมา “คิดว่าเขาไปซ่อนที่ไหน? หรือจริง ๆ แล้ว เบลกำลังวางกับดักอะไรพวกเราอยู่?”
บลูถอนใจ “นายจะระแวงไปถึงไหน คนเราก็แค่กลัวผิด”
โคลยิ้มเยาะ “แต่นายไม่ถามว่าทำไมฉันถึงรู้สึกงั้นเลยใช่มั้ยบลู?”
บลูส่ายหน้า เสียงหวีดแว่วมาจากมุมทางเดิน เฟรินโผล่หน้ามา “จับได้หรือยัง?”
บลูกับโคลส่ายหน้า เฟรินเดินนำหน้าไป เธอพึมพำกับตัวเอง “บางทีเราแค่กลัวกันเอง”
ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในสตูดิโอ เสียงขูดขีดเริ่มดังขึ้น พวกเขาหยุดชะงัก หันมองมุมมืด
ทันใดนั้น ไฟห้องดับวูบ ทุกอย่างมืดสนิท มีเพียงเสียงหายใจตนเอง บลูคว้าข้อมือเฟรินแน่น โคลสะดุ้งแต่กลั้นเสียงไว้
เสียงแปลก ๆ ดังก้องในความมืด เสียงกระซิบแผ่วเบา “ปล่อยฉัน… อย่าซ่อน…”
บลูสั่นกลัว หัวใจแทบหยุดเต้น เฟรินกระชับมือบลู นิ้วเย็นเฉียบ “ถ้าเราหนี มันจะตามเรามั้ย?”
โคลหัวเราะเบา ๆ แบบไร้อารมณ์ “ถ้าเราไม่ซ่อน ใครจะกล้าเผชิญหน้าล่ะ?”
แสงไฟค่อย ๆ กลับมา สายตาทุกคู่จับภาพเงาดำที่ยืนข้างประตูไม้ เงานั้นกลืนกินมุมห้องจนรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
บลูใจกล้าเดินเข้าไปใกล้ มองดี ๆ ไม่ใช่เบล แต่เป็นใครบางคนในชุดสีน้ำตาล หมวกต่ำบดบังใบหน้า
คนแปลกหน้าพูดอย่างเย็นเยียบ “ในกล่องนั้นมีความลับที่ไม่ควรเปิดออก”
บลูแล่นสายตาไปที่เสื้อกันหนาวตน รีบรัดให้แน่น เฟรินแอบขยับโคลถอยหลัง
โคลตะโกนถาม “นายเป็นใคร?”
เงานิ่ง ไม่ตอบ ชี้ไปทางห้องเก็บของ “กลับไปที่เดิม ถ้าไม่อยากสูญเสียทุกอย่าง”
แสงไฟดับลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้ามากมายวิ่งผ่านทั้งสามคน ราวกับพายุของอดีตกาล
เสียงอารยาดังขึ้นจากอีกห้อง “นี่มันบ้าอะไรกัน! ใครอยู่ในนี้!”
บลู เฟริน โคล ตะโกนเรียกอารยา แต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความเงียบกดดันที่ทวีขึ้นทุกขณะ
เฟรินสะอื้นเบา ๆ บลูจับไหล่เธอ หายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้า
โคลยืนพิงกำแพง สายตาเต็มไปด้วยความกลัว เขากัดฟันพลางมองบลู “เราจะทำยังไงต่อ?”
บลูมองไปยังประตูห้องเก็บของ “ผมจะเอากล่องไปคืน…”
เฟรินคว้ามือบลู “ไม่ นายจะทำยังไงกับอดีตของนาย?”
บลูอึ้ง หันไปมองเธออย่างพ่ายแพ้ แววตาเต็มไปด้วยรอยแผลเก่า เสียงในหัวเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง
โคลเดินเข้ามาช้า ๆ “หรือว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้น… มันคือความผิดของแต่ละคน?”
บลูเพียงหลบตา เฟรินนิ่ง อารยาพรวดเข้ามาในห้อง ดวงตาดุดันจ้องมองทุกคน “หยุดนิ่งกันสักที! ใครจะรับผิดชอบกับเรื่องคืนนี้!”
บลูเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกลืนน้ำลาย ยื่นกล่องไม้ออกมาให้ทุกคนดู มือสั่นชัด
อารยาตกใจ ก้าวถอยหลัง “นี่คือ…กล่องต้องห้าม”
เฟรินสับสน “คุณรู้เรื่องกล่องนี่?”
อารยาส่ายหน้าเหมือนจะปฏิเสธแต่สายตากลับสารภาพ “มันเป็นร่องรอยของความผิดในอดีต นักเรียนรุ่นก่อน ๆ ไม่เคยคืนมันได้เลย”
มีเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง “ปล่อยฉัน…” ฉับพลันนั้นกล่องตกพื้น ฝาเปิดออก ลมเย็นจัดกระแทกใส่ทุกใบหน้า เงาดำพวยพุ่งขึ้นจากกล่อง เผยรูปร่าง เบล… ผิวซีดไร้สีเลือด ในตาสะท้อนเฉพาะบลู
“นาย…เป็นคนเดียวที่เห็นฉัน บลู นายไม่กล้าบอกใครว่ามันเกิดอะไร”
บลูยืนนิ่ง ร่างกายสั่นด้วยความกลัวในใจที่สะสม “ฉันไม่กล้า ฉันขี้ขลาด… ฉันเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไร แต่ฉันเลือกที่จะเงียบ”
โคลกับเฟรินตะลึงงัน อารยาสายตาแดงก่ำ เบลค่อย ๆ ลอยหายไปในอากาศ ท่ามกลางเสียงสะอื้นของบลู
ทุกคนเงียบไปนาน เฟรินยืนข้างบลู “ทุกคนล้วนมีอดีตผิดพลาด… นายไม่ใช่คนเดียวที่กลัว”
บลูปล่อยน้ำตาไหล อารยานั่งลงข้างผนัง เสียงถอนใจดังกังวาน “ถึงเวลาเราต้องยอมรับกับสิ่งที่เราทำ”
กล่องไม้ปิดฝาเองเงียบ ๆ บลูคลี่ยิ้มจาง ๆ มองภาพวาดของตัวเองในแสงเช้ามืดที่ลอดหน้าต่าง ความเงียบงันคราวนี้ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นการปลดปล่อย ในสายตาเขามีประกายใหม่ ไม่ใช่สีเทาหม่น แต่เต็มไปด้วยสีสันของความหวังในชีวิตที่พร้อมจะก้าวต่อ