รุ่นน้องวุ่นเกินเบอร์
เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเผื่อไว้หกเวลาไม่ทำให้ปายตื่นขึ้นได้เลย เขาฝันว่าเขากำลังวิ่งหนีข้อสอบกลางภาคที่กลายร่างเป็นมังกรยักษ์และพ่นควันใส่หน้า ทุกอย่างวุ่นวายจนกระทั่งโทรศัพท์สั่นจนตกจากหัวเตียง ตกพื้นแล้วหน้าจอขึ้นว่า “ซัน – 37 สายที่ไม่ได้รับ”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปายตะกุยผ้านวม ดีดตัวขึ้นมาทันที หัวฝังอยู่ในหมอน พลางพร่ำว่า “วันนี้แข่งอภิปราย! กูตายแน่!”
โทรศัพท์วางสายพอดี เสียงเคาะประตูดังลั่น ประเด็นคือห้องปายอยู่บนชั้นสี่ ซัน เพื่อนสนิทที่มักมั่นใจในทุกอย่าง ยืนกอดอกอยู่หน้าห้อง ใส่ชุดนักศึกษาครบเครื่องแม้รองเท้ายังไม่ได้ผูก
“อย่าบอกนะว่ายังไม่อาบน้ำ! ห้องน้ำสามคนรออยู่นะเว้ย! ไอ้เป๊ะเนี่ยไม่ช่วยอะไรเลย!” ซันโวยวาย
เป๊ะ เพื่อนอีกคนที่ชอบตอบคำถามเป็นปรัชญา นั่งอ่านหนังสือพระราชบัญญัติอยู่อย่างสงบ ทำเหมือนไร้ปัญหา “ธรรมชาติคือผู้กำหนดเวลา อย่าเร่งมัน”
ปายเดินไปอาบน้ำแบบลูบหน้าเข้าห้องน้ำ ซันตะโกนอยู่หน้าห้องน้ำ “เราเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง พวกนายอย่าคิดมาก ไหนใครพรีเซนต์บ้าง!?”
เสียงหัวเราะจากข้างห้องดังมา ฟ้า เพื่อนสาวจากห้องข้าง ๆ โผล่มาข้ามระเบียง “ดูสิ กำลังจะไปแสดงแล้ว พวกนายยังอยู่ตรงนี้อีก!” เธอชูแฟ้มปึกเบ้อเริ่ม “ใครซ้อมบทกันบ้าง?”
เป๊ะตอบ “บนเวทีคือสนามแห่งสัจจะ ไม่ใช่สนามซ้อม”
ปายในคราบผ้าขนหนูเดินออกมาทันที “ถ้าผมพูดผิดบนเวที ทุกคนจะหัวเราะเยาะผมไหม พวกนายแน่ใจเหรอว่าควรให้ผมขึ้นไป?”
ซันเดินมาบีบไหล่เขา “คิดมากเกินไปว่ะ งานนี้เราต้องชนะ! ทุกปีน้องคณะเราโดนตัดคะแนนเพราะพูดไม่มั่นใจ ปีนี้ต้องแบบ…มั่นใจเวอร์!”
ฟ้าตั้งท่าจะพูดแต่ชายหนุ่มชื่อสุ่ม แว้บๆเข้ามา “เออ พวกนายเห็นแฟ้มเอกสารที่มีตรา ‘ลับ’ไหม มันหาย! ดีนะที่ไม่ใช่เอกสารจริง แต่ใครก็ไม่รู้เอาไปไหน!”
ปายได้แต่เบิกตาโตทันที “แฟ้ม… ที่กูเมื่อกี้เอาไปซ้อมอ่านหน้าตึก… ลืมไว้ตรงโต๊ะม้าหิน!”
ทุกคนหน้าซีด เงียบกันหมด ฟ้าวิ่งกระโดดข้ามระเบียงกลับห้อง “ฉันไปดู!”
ซันคว้าเป้ “ประกวดอภิปรายสำคัญ แต่แฟ้มสำคัญกว่า งานนี้ถ้าแฟ้มหลุด ไม่มีใครรอด”
กลุ่มเพื่อนพากันวิ่งลงบันไดสี่ชั้นด้วยท่าทีรีบร้อน เจอเป๊ะเดินช้า ๆ ทำท่าเหมือนในหนังอาร์ต “ใครวิ่งถูกทางคือผู้ชนะ”
แต่เมื่อถึงชั้นหนึ่ง ปรากฏว่ามีอาจารย์ที่หน้าตาจริงจังกำลังหยิบแฟ้ม ‘ลับ’ อยู่พอดี
“นี่อะไร ใครจะอธิบาย” อาจารย์ถาม
ซัน “ของ…ของคณะเราครับ แบบฟอร์มเล่น ๆ ขำ ๆ…”
อาจารย์สวนทันควัน “เล่น?”
เป๊ะ “ความขำมันอยู่ที่วิธีตีความครับอาจารย์”
ฟ้าหันมาเบา ๆ “ถ้าโดนหักคะแนนเพราะเอกสารปลอม กูจะอาละวาด!”
แต่สุดท้าย อาจารย์คืนแฟ้มพร้อมสายตาระแวง “ระวังตัว อย่าให้เอกสารสำคัญหายอีก”
ทุกคนถอนหายใจยาว ฟ้าเอาแฟ้มไปเก็บ ซันจับไหล่ปาย “ทีหลังอะ ตั้งใจหน่อย งานนี้เราต้องชนะ!”
เสียงโทรโข่งหน้าตึกประกาศเรียกชื่อกลุ่มปายไปที่ห้องประชุมใหญ่ ปายเริ่มเหงื่อตกอีกครั้งหนึ่ง
ในห้องประชุมมีเพื่อนแต่ละกลุ่มนั่งรวมอยู่ กลุ่มปายก็เดินเข้าห้องแบบประหม่า ซันยักคิ้วให้หลายทีเหมือนว่าจะแผลงฤทธิ์ เป๊ะสังเกตโต๊ะกรรมการแล้วกระซิบ “ปีนี้คณะวิทย์นั่งหัวโต๊ะ… ได้ยินว่าถูกบังคับให้เลือกกลุ่มที่มั่นใจสุด ๆ”
ฟ้าทำตาโต “แปลว่า…เราไม่มีลุ้น?”
ซัน “ถ้าเรามั่นเกินเหตุ มันต้องสะดุดตามาก ๆ เดี๋ยวดู!”
เมื่อเปิดงาน กลุ่มแรกขึ้นอภิปรายประเด็น “การจัดการขยะในมหาวิทยาลัย” ได้อย่างราบรื่น กลุ่มปายจับจ้องสลับกับอ่านโพยในมือ ปายเริ่มบ่นกับตัวเอง “ทำไมซ้อมคล่อง พอจะขึ้นเวทีมันเหมือนหัวว่างเปล่า”
ฟ้ากระซิบ “ถ้าตื่นเต้น เดี๋ยวชั้นขึ้นไปเปิด”
ซันปฏิเสธ “ไม่ได้ เดี๋ยวไม่ตรงแผน นายต้องเปิด นายคือคนเดียวที่พูดนิ่มนวล!”
กลุ่มขึ้นเวทีในบรรยากาศร้อนรุ่ม ปายเปิดประโยคแรก “…ขยะ….คือส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการ แต่เรา….”
เขาหันไปมองเพื่อน เหงื่อไหลพราก ฟ้าหันไปหยิบโพย ซันจิ้มหลังเบา ๆ เป๊ะกระซิบ “ต่อสิ!”
ปายหลุดประโยค “…แต่ขยะในชีวิตเรา คือบททดสอบ!”
ซันปรบมือข้างเวที “เนี่ย! อย่างนี้!”
เสียงหัวเราะดังจากหลังห้อง ปายหน้าเริ่มแดงเสียสมาธิ ซันพยายามช่วยพูดเสริมกลับพูดผิดประเด็น “ขยะทิ้งไม่ได้ต้องเก็บไว้ เผื่อเอามารีไซเคิลใจ…”
ฟ้าตีหัวไหล่ซัน “ประเด็นเริ่มไกลไปทุกที”
กรรมการเริ่มขมวดคิ้ว กลุ่มเริ่มเถียงกันเสียงค่อย ๆ ดังขึ้นบนเวที เป๊ะใช้ศัพท์ปรัชญาเข้าใจยาก ผสมกับความหมายคลุมเครือ
จู่ ๆ เพื่อนกลุ่มข้าง ๆ ส่งกระดาษโน้ตขึ้นมา ซันหยิบโน้ตมาอ่าน “กรรมการขอให้พูดช้า ๆ เข้าใจง่าย”
กลุ่มหยุดทันที เป๊ะพูดเสียงนุ่ม “บางครั้ง ความขยะในความคิด ก็คือข้อสอบกลางภาคครับ”
ห้องเงียบ ฟ้ารีบพูดต่อ “แต่หากเราไม่จัดการมัน มันจะก่อ ‘ขยะ’ ในใจ”
ซันเลยจี้ต่อ “ใจเราจะมีกลิ่น… เอ้ย ไม่ใช่ ใจจะไม่สะอาด”
ปายกลั้นหัวเราะ เผลอพูดเงอะงะกลางไมค์ “ถ้าเกิดเรายังมีขยะในใจ เราจะไปโยนถึงถังกลางมหาวิทยาลัยไหมครับ?”
กรรมการส่ายหัวหมดหวัง เสียงฮาจากเพื่อนทั่วห้องเริ่มดังขึ้น ซันตอบไมค์ “ผมว่าคนเราต้องซื่อสัตย์ต่อถังขยะในใจตัวเองก่อน”
เกิดเสียงหายใจเฮือกยาว เป๊ะพูดสรุป “ชีวิตก็เหมือนขยะ… ต้องคัดแยกให้เป็น”
เมื่อจบการอภิปราย ทุกคนเดินลงเวทีแบบหงอย ๆ ฟ้าคว้าคอเป๊ะ “นายพูดว่างานนี้ เราโดนตัดคะแนนแน่ ๆ”
ซันกลับยังมั่นใจ “เดี๋ยวได้คะแนนสร้างสรรค์!”
ปายเดินไปขอโทษตั้งใจจะลบความผิดพลาด จู่ ๆ พบนักข่าวของมหาวิทยาลัยจ่อไมค์สัมภาษณ์
“พี่คิดยังไงกับการเปรียบเทียบขยะกับความรัก?” นักข่าวยิงคำถาม
ปายหน้าอึ้ง “เอ่อ… ผมหมายถึง…ขยะในใจเราหมายถึง..เรื่องที่เราไม่กล้าทำมากกว่า…ความรักผมก็…เอ่อ…”
เพื่อน ๆ ในกลุ่มหัวเราะระงม ฟ้ากระซิบ “เละแล้ว!”
นักข่าวสรุป “กลุ่มนี้เสนอทฤษฎีใหม่ ขยะคือการปฏิเสธความรักตัวเอง”
กลายเป็นบทสรุปผิดจากที่วางแผนไว้ ผลสะท้อนกลับมาแรงกว่าที่คาด ทุกคณะเริ่มพูดถึงกลุ่มปายว่าเป็นต้นตอ ‘ทฤษฎีขยะรัก’ ลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว
วันถัดไป กลุ่มของปายไปนั่งที่โรงอาหาร มีพวกรุ่นพี่แกล้งเดินผ่านกระซิบ “ขยะในใจ…ต้องกำจัดก่อนเวลาสอบปะวะ?”
เป๊ะตอบเต็มปาก “มันคือปรัชญา… ลึกซึ้ง!”
ฟ้ากุมขมับ “ฉันขอแค่ป้ายไม่มีชื่อเราเป็นตำนานก็พอ”
ซันยังยิ้ม “ดังสุดในรอบปีอะไรมันจะได้ขนาดนี้!”
อาจารย์ประจำคณะเดินมาทัก “เห็นบทความในเว็บมหาวิทยาลัยไหม พวกเธอ… โดนสัมภาษณ์แล้วนะ”
กลุ่มปายรีบวิ่งไปเปิดคอมดู พบว่า ‘ทฤษฎีขยะรัก’ ติดเทรนด์มหาวิทยาลัย ประเด็นต่าง ๆ โผล่ขึ้นมา รุ่นพี่บางคนบอก “ขอใช้ทฤษฎีพวกนายไปเล่นละครเวทีได้ไหม”
กลุ่มผวา ปายถอนหายใจ “ทุกคน เราจะทำไง ไม่อยากเป็น meme ทั้งคณะ!”
ฟ้าลุกขึ้น “บุกไปขอโอกาสแก้ข่าว!”
ซันเห็นด้วย “ปาย นายต้องไปพูด! นายเปิดประเด็น!”
กลุ่มจึงยกทีมไปยังสำนักกิจการนักศึกษา ทั้งหมดซ้อมบทจนเวิร์ก กะจะอธิบายใหม่และแถลงอย่างเรียบร้อย
แต่เมื่อถึงหน้าเวที นักข่าวกลับพร้อมกล้อง โทรโข่ง และมีนักศึกษามัมมี่ยืนประท้วง “ขยะในใจ ใครรับผิดชอบ!?”
กรรมการประจำประกวดเข้าใจผิดคิดว่าทุกคนอยากเสนอโครงการใหม่ เลยเรียกให้ขึ้นเวทีชี้แจง
ปายจับไมค์ตัวสั่น “ในนามกลุ่ม…เราอยากเน้นว่าขยะก็คือขยะ ไม่ใช่ความรัก ไม่ได้ตามใจใคร เราขอโทษถ้าใคร…”
ซันแย่งพูด “จริง ๆ เราอยากชนะ แต่นายแบบ…เปิดประเด็นล้ำไป”
เป๊ะเสริม “แต่บทสรุปวันนี้คือ ถังขยะก็ยังว่างรอรับทุกอย่างเหมือนเดิม”
ฟ้าทิ้งท้ายเสียงดัง “แล้วเราไม่ทิ้งใจกัน…ในถังขยะ!”
เสียงฮาแตก นักศึกษาบางคนลุกขึ้นปรบมือ บางคนส่ายหน้า แต่อาจารย์ก็ขำกลิ้ง “ไปแบบนี้แหละ สนุกดี ไม่ซ้ำใคร”
ระหว่างเดินกลับ ซันเอาศอกกระแทกปาย “เอาดี ๆ นายคือเจ้าพ่อทฤษฎีซวย บางทีมันก็ดีที่กล้าแตกต่างเว้ย”
ปายหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก “ปีหน้าไม่ลงแล้วนะ เลขากลุ่มขอพอ!”
ฟ้ากอดคอทั้งกลุ่ม “จำไว้…ปีนี้กลุ่มเราชนะแบบคนไม่เข้าใจแต่มวลมหาประชาชนขำ”
ทั้งหมดเดินกลับหอพัก พลางหัวเราะเรื่องเดิม ทะเลาะวุ่นวาย และแอบนินทากันถึงเวทีประกวดปีหน้าต่อไป
เสียงหัวเราะและความวุ่นวายแบบเพื่อนซี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม — ไม่ว่าขยะในใจจะเป็นเรื่องอะไร วันพรุ่งนี้…พร้อมเริ่มต้นวุ่นวายรอบใหม่เสมอ