ฤดูของคำไม่กล้า
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางเช้าของวันจันทร์ อากาศอบอ้าวอบอุ่นปะปนกันในสำนักงานบัญชีแห่งนี้ เด็กสาวท่าทางสุขุมสวมแว่นตา จ้องหน้าจอแล็ปท็อปด้วยแววตาขึงขังขณะมือคลิกไปบนชีตงาน ลลิตาหรี่ตามองสไลด์ในอีเมลใหม่ เย็นชาแต่สะท้านในใจเมื่อชื่อผู้ส่งปรากฏ — คำว่า “Karen — Design” แฝงไฟเฉดชมพูอ่อนในอารมณ์ที่เธอไม่อาจอธิบาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้าสีขาวก้าวยาวเข้ามาหยุดขวามือ ตรงหน้าลลิตา คาเรนส่งยิ้มแบบคนช่างพูดที่มีอะไรค้างคาในใจ “พี่ลลิตาว่างคุยงานตอนนี้ไหมครับ” เสียงนั้นติดจะขี้เล่นแต่แฝงอะไรบางอย่าง ลลิตาลอบกลืนน้ำลาย มองชายหนุ่มที่ดูช่างต่างจากเธอเหลือเกิน
“มีเรื่องอะไร รีบๆมั้ย เดี๋ยวประชุมอีกยี่สิบนาที” ลลิตาตอบเสียงเรียบ แต่หัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะอาการเขินอายที่ซ่อนลึก คาเรนยื่นเอกสารให้ “เรื่องโปรเจกต์คอนโดใหม่น่ะครับ ผมต้องเช็กบัดเจ็ตกับพี่ลลิตา”
ระหว่างจับเอกสารมือก็สัมผัสกันแผ่วเบา ทั้งสองหยุดชะงัก ลลิตารีบดึงมือกลับ เหลือบตาเร็วๆ ก่อนกลบเกลื่อนด้วยการเปิดแฟ้ม “ส่งเมลรายละเอียดมา กับลายเซ็น ผม…อืม ฉันจะเช็กเลขฯ ให้” คาเรนพยักหน้ารับ ดวงตาเหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้ “ขอบคุณครับพี่ลลิตา ขอเพิ่มนี่อีกอย่างได้ไหม…อาทิตย์นี้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อย เผื่อผมจะอธิบายไอเดียดีไซน์ง่ายขึ้น”
ลลิตาหลบตา ใจกระตุกโดยไม่รู้สาเหตุ ความนิ่งปลอมๆ แตกกระจายเป็นความลังเล “จะลองดู แต่งานเยอะนะคะ”
คาเรนได้แต่ยิ้มกลืนๆ รับรู้จังหวะปฏิเสธนุ่มนวล เขามองเธอขณะหมุนตัวเดินจากไป เสียงเครื่องปรับอากาศบรรเลงกลบความนิ่งอึดอัดที่เริ่มถูกเทน้ำแข็งใส่เพิ่ม
วันถัดมา คาเรนวางโปสเตอร์ดีไซน์สวยบนโต๊ะลลิตา “ว่างไหม…คุยแค่แป๊บเดียวก็ได้ ผมหิวน้ำด้วย”
สายตาเหนื่อยล้าของลลิตาเลื่อนมองใบหน้าอีกฝ่าย เธอแอบชอบไอเดียของคาเรนเสมอ แต่ต้องสร้างเกราะกันตัวเองจากความหวั่นไหว “พอดีจะรีเช็กงบ…คงไปได้นิดเดียว เอาตรงนี้เลยก็ได้”
ทั้งสองมุ่งลงไปโถงคาเฟ่เล็กด้านล่าง ช่วงพักเที่ยง คนพลุกพล่านเหมือนคลื่นควัน ลลิตามองบรรยากาศนอกหน้าต่าง คาเรนก้มคนลงเล็กน้อย เสียงกระซิบ “พี่ไม่เบื่อการเงินเหรอ อยากทำอย่างอื่นบ้างไหม” ลลิตานิ่ง “ชีวิตมันไม่ได้เลือกได้เสมอดิ การเงินคือเส้นปลอดภัย”
คาเรนหัวเราะ เอื้อมมือเกาหัว ผมกระเซิงเบาๆ “แต่ผม…ผมก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน”
ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ เสียงช้อนกระทบแก้วตามจังหวะจิตขุ่นมัวของลลิตา เธออยากถามต่อ แต่ฝืนกลืนคำไว้
ในสัปดาห์นั้น งานโปรเจกต์รุดหน้า คาเรนกับลลิตาต้องประชุมร่วมกันบ่อย เสียงขัดแย้งอภิปรายหนักบ้าง พูดแข็งบ้าง แต่กลับเหมือนต่างฝ่ายต่างเรียนรู้นิสัยแปลกๆ ของอีกคน
คืนหนึ่ง ลลิตากำลังเก็บของในสำนักงาน คาเรนเดินเข้ามา สายตาล้าแต่ยังหลบความเศร้าไม่มิด “บ้านโทรมาตามอีกแล้ว” เขาพึมพำ
ลลิตามองคาเรน ไม่กล้าถามต่อ ไม่กล้ายื่นมือไปปลอบ สุดท้ายแรงกล้าพลันหายไป “สู้ๆ ละกัน กลับเร็ว เดี๋ยวโดนดุ” คาเรนหัวเราะในลำคอ เสียงแห้งๆ “ขอบคุณนะ”
สัปดาห์ต่อมา คาเรนลากลับเร็วขึ้น ลลิตาทำงานจนดึกบ่อยครั้ง กิริยางงๆ ของเธอเริ่มชวนให้น้องร่วมงานจับจ้อง สายตาแต่ละคนมีแรงขยับคล้ายอยากจี้ถาม ว่าลลิตาคิดอะไร เขินใคร หรือทุกข์เพราะใคร
พอข่าวลือเริ่มสะพัด คาเรนก็เริ่มรักษาระยะห่าง ไม่หยอกไม่ชวนคุยกับลลิตาอีก ลลิตาเหมือนจะโล่งใจแต่หัวใจก็กลับเหงาแปลกๆ ทุกเช้าทำงานเหมือนขาดเสียงหัวเราะ กลายเป็นเสียงจิ้มปุ่มคีย์บอร์ดแห้งแล้งแทน
สัปดาห์ผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เหมือนหยุดนิ่ง คาเรนเริ่มไม่เดินเข้ามาหา รอยยิ้มจางหาย ลลิตารู้สึกเคว้งคว้างอยู่เงียบๆ คืนหนึ่งเธอลุกไปยังระเบียงสำนักงาน มองฟ้าที่ไม่มีดาว โทรศัพท์สั่นขึ้น — คำว่า “แม่” โผล่ขึ้นหน้าจอ เธอลังเล สองมือสั่น ก่อนรับสาย
“เมื่อไหร่จะกลับบ้าน มื้อเย็นรอหนู” เสียงแม่นุ่มนวล ลลิตาเงียบชั่วครู่ “หนูต้องสรุปงาน พรุ่งนี้ประชุมใหญ่” เสียงแม่เงียบลง “ทำไมไม่หาคนช่วย ทำไมไม่ให้ใครใกล้ตัวบ้างล่ะ” ลลิตานิ่ง ไม่ตอบอะไร ตัดสายแล้วน้ำตาซึม
วันรุ่งขึ้น ลลิตาได้รับประกาศว่าเธอจะต้องนำเสนอโปรเจกต์ใหญ่ต่อคณะกรรมการบริษัท คาเรนเดินผ่านโต๊ะเธอ พูดเบาๆ “เดี๋ยวเตรียมสไลด์ดีไซน์ให้พี่นะ ส่งก่อนเลิกงาน” เธอพยักหน้า แต่หัวใจหนักอึ้ง กลัวผิดพลาด กลัวทุกอย่างล้มเหลวโดยมีทุกสายตาจับจ้อง
คืนนั้น ลลิตาทำสไลด์จนดึก โทรศัพท์สั่นอีก “คาเรน” ขึ้นหน้าจอ เธอจ้องสายเรียกเข้านาน ก่อนรับ “มีอะไรหรือ” เสียงสั่น
“พี่โอเคไหม สไลด์สวยอยู่แต่ถ้าติดอะไรก็บอกได้นะ” คาเรนเว้นจังหวะ เงียบงันก่อนเสริม “พี่เก่งกว่าที่คิด อย่าเครียด” เธอเม้มปาก น้ำตาซึม “ขอบคุณ…ถ้ามีอะไรเดี๋ยวจะบอก”
วันนำเสนอ ลลิตาตึงเครียดเหงื่อซึม รู้สึกมือเย็นจนนึกอยากกลับบ้านเสียให้ได้ เมื่อเดินเข้าไปในห้องประชุม คาเรนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาแอบส่งยิ้มบางๆ ให้ เธอสูดหายใจลึก ก่อนเริ่มต้นอธิบายรายละเอียดมากมาย ให้ทุกคนฟัง เหนื่อยแต่ผ่านไปได้ดีเกินคาด
คืนวันศุกร์ กลุ่มเพื่อนร่วมงานชวนสังสรรค์ คาเรนกับลลิตาได้นั่งข้างกันโดยบังเอิญช่วงหนึ่ง ทุกคนหยิบยกเรื่องตลกมาแซว คาเรนหลบตา ลลิตายิ้มบาง “ขอโทษนะ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะเว้นระยะมากไป” เธอยิ้มจาง ๆ ตอบ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็อึดอัดเหมือนกัน” บทสนทนาเงียบอึ้ง มีแต่เสียงดนตรีคลอเบาๆ
สัปดาห์ถัดมา คาเรนได้รับจดหมายจากบ้านว่าคุณตาไม่สบาย เขาขอลาหยุด ลลิตาเห็นโต๊ะว่างเปล่าใจหายแวบ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วยกเลิกทันทีหลายครั้ง ก่อนเชียงใหม่เรียกหาการกลับบ้านของคาเรน
หลายวันผ่านไป คาเรนกลับมาทำงานเหม่อลอย ไม่พูดมาก ก้มหน้าทำงานเงียบ ลลิตามองเขาแอบกังวล กระทั่งวันหนึ่ง เธอตัดสินใจขอคุยส่วนตัว “ทุกอย่างโอเคหรือเปล่า” เสียงสั่นๆ พยายามอ่อนโยน คาเรนกลั้นน้ำตา “คุณตาไม่ไหวแล้ว ผม…ผมไม่กล้าคุยกับใคร กลัวไปหมด” ลลิตาหยุดนิ่ง ก่อนจะวางมือบนแขนเขาเบา ๆ “ฉันอยู่ตรงนี้นะ”
คืนถัดมา คาเรนส่งไลน์มาสั้นๆ “ขอบคุณที่เข้าใจ” ลลิตายิ้มเศร้าๆ ในความเงียบ หัวใจเหมือนโดนบีบอะไรสักอย่าง
เวลาผ่าน ความใกล้ชิดค่อยๆ กลับมาด้วยรอยยิ้มและความห่วงใยเล็กน้อยซึ่งไม่กล้าพูดออกไป บ้านของลลิตาเอง ก็เริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ เธอเก็บตัวไม่พูดถึง “เพื่อนร่วมงาน” คนนั้น กับแม่หรือใคร ๆ
ค่ำวันหนึ่ง ลลิตากลับบ้าน ช่วยแม่เตรียมอาหาร แม่ถามว่า “ชอบทำงานจริงเหรอ หรือแค่ไม่กล้าเสี่ยง” ลลิตาเงียบ รู้สึกเหมือนคำถามนี้ลอยตีกันในอากาศหลายปี
ประชุมใหญ่ครั้งใหม่มาถึง ลลิตาต้องทำงานกับคาเรนอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ครั้งนี้บรรยากาศแปลกไป—ไม่มีความอึดอัดเดิมๆ เมื่อคาเรนวางมือบนแฟ้มงานอย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่คิดจะไปต่อทางนี้จริง ๆ เหรอ”
ลลิตาขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่นี่ แล้วมันคืออะไร”
คาเรนส่ายหน้า “ผมอยากออกไปทำฟรีแลนซ์ อยากสร้างสตูดิโอเล็ก ๆ สักแห่ง แต่ที่บ้านอยากให้สืบบริษัทต่อ อยากให้ทำงานสุจริตมั่นคง” เขาหัวเราะฝืด ๆ เงียบไป “กลัวเหมือนกัน กลัวผิดหวังทั้งโลก”
ลลิตาขำบาง ๆ “ถ้าทำในสิ่งที่อยากจริง ๆ แล้วจะผิดหวังไหมล่ะ” เธอนิ่ง สะอื้นในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป คาเรนมองตาเธอ “แล้วพี่ล่ะ—กลัวอะไรที่สุด”
ลลิตาอึกอัก “กลัวล้มเหลว…กลัวแม่ผิดหวัง กลัว…อะไรอีกหลายอย่าง”
สองคนเงียบไปนาน คาเรนวางมือลงบนโต๊ะ หมุนปากกาเล่น เงยหน้าขึ้น “ถ้าเราไม่ลอง…เราจะไม่มีวันรู้เลยใช่ไหม” ลลิตามองหน้าเขานิ่ง สุดท้ายยิ้มให้บางๆ “ใช่…”
คืนนั้น หลังประชุมเสร็จ คาเรนส่งเอกสารงานให้ลลิตา “ผม…ขอบคุณที่อยู่ฟังผมบ่นกับฝันโง่ ๆ นี่”
ลลิตายิ้มเขิน “ฝันใครก็สำคัญทั้งนั้นแหละ”
คืนวันศุกร์ สปอร์ตไลท์สถานีรถไฟฟ้าส่องแสงลงบนพื้น คาเรนกับลลิตาเดินเคียงกันโดยไม่มีคำพูดใดไปสักพัก ลลิตากระชับกระเป๋า “พรุ่งนี้ไปดูหนังด้วยกันไหม” คาเรนชะงัก “จริงดิ…พี่จะว่างเหรอ” เธอลังเล “ก็…จะลองว่างดูสักวัน”
วันเสาร์ พวกเขาออกไปเดินห้างด้วยกัน ต่างคนต่างเขิน พูดน้อยแต่จ้องหน้ากันบ่อยขึ้น กาลเวลาทำให้ความอึดอัดกลายเป็นความสบายใจ แต่อีกด้านยังมีบางอย่างที่ทั้งคู่ยังไม่กล้าบอก
ก่อนหนังเริ่ม คาเรนพูดเบา ๆ “ผมกลัว…ว่าถ้าพี่รู้ความจริง พี่จะตัดสินใจไม่เลือกผม” ลลิตาหน้าเสีย “ความจริงอะไรกัน”
เขาเว้นจังหวะ “ตอนนี้…ผมจะลาออก ผมขอเวลาเลือกอนาคตตัวเอง—แต่ผมไม่อยากทิ้งพี่ไว้แบบนี้” เงียบไป “จริง ๆ แล้ว…ผมก็กลัวเหมือนกันว่าถ้าเลือกสิ่งที่ฝัน พี่กับผมจะไม่อยู่ทางเดียวกัน”
ลลิตานิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน “ชีวิตมันก็ต้องเลือกฝันของตัวเองเป็นอันดับแรกสิ…แค่ขอให้ยังเป็นเพื่อนกันได้ไหม”
คาเรนยิ้มเศร้า กลบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “พี่นี่ใจดีจัง” ทั้งสองคนหัวเราะกลบความเงียบขืน ๆ
หลังวันนั้น คาเรนเริ่มจัดการใบลาออก ลลิตาเปลี่ยนแปลงตัวเอง กล้าเจรจากับหัวหน้าเรื่องชีวิตที่อยากค่ำจริง ๆ มากขึ้น วันลาออกของคาเรน ลลิตาเดินมาส่งถึงหน้าบริษัท ทั้งสองยืนอยู่ใต้ป้ายไฟ “ขอบคุณที่เป็นทุกอย่างในช่วงชีวิตนี้นะ” คาเรนบอก
“ขอบคุณที่กล้าออกไปตามฝันจริง ๆ” เธอยิ้ม สั่นไหว แต่มือสั่นเพราะอารมณ์จริง ๆ “ยังเจอกันได้ใช่ไหม”
“แน่นอน…แต่ช่วงนี้ผมต้องเริ่มใหม่ อาจหายไปบ้าง” คาเรนตัดสินใจพูด “บางทีระยะห่างอาจจำเป็นเนอะ” ลลิตาไม่ตอบ แค่ยิ้มและโบกมือให้เขาขึ้นรถไป เหงาตีตื้นขึ้นจนเกือบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
เวลาผ่านไป เดือนแรกกว่าที่ทั้งสองติดต่อกันอีกครั้ง ด้วยข้อความสั้น ๆ “สู้ ๆ นะ หวังว่าจะเจอกันเร็ว ๆ นี้” จากลลิตา และ “คิดถึงคุยด้วย” จากคาเรน วันหนึ่งลลิตาผ่านแกลเลอรีเล็ก ๆ ริมถนน พบโปสเตอร์โชว์งานศิลป์ใหม่ มีชื่อคาเรนอยู่ด้วย เธอยืนลังเล ก่อนตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
แกลเลอรีตกแต่งแบบอบอุ่น คาเรนกำลังอธิบายไอเดียภาพงานตัวเองให้กลุ่มคนฟัง สายตาเขาตกบนใบหน้าลลิตาที่เดินเข้ามา เขาชะงักนิ่ง แต่แล้วค่อย ๆ ยิ้มออกมา แรงอึดอัดและระยะห่างละลายลงในแสงเปลวเทียน
หลังจบงานแสดง คาเรนเดินเข้าหา “คิดถึงจริง ๆ ไม่กล้าโทรหามาก กลัวพี่รำคาญ”
ลลิตาหัวเราะ “ฉันเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าถ้าง้อหรือรบกวน…จะไม่ได้เจออีกเลย”
ทั้งสองคนยืนใกล้กันในแสงเฉพาะตัว เวลาหยุดหมุนแค่ไม่กี่วินาที คาเรนจับมือเธอไว้หลวม ๆ “คราวนี้…ผมขอกล้าสักทีนะ”
ลลิตายิ้ม น้ำตาซึม เธอกล้าพอจะยื่นมือรับมือเขาไว้อย่างกล้าหาญที่สุด คราวนี้ไม่มีอะไรต้องซ่อน ไม่มีอะไรต้องพูดค้างไว้ ท่ามกลางฤดูของคำที่ไม่กล้า ฤดูที่สองหัวใจได้เริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง