แผน(ไม่)ลับจับผีข้างหอ
เสียงตึงตังจากข้างห้องปลุกต้น ผู้ชายร่างผอม ผมฟูและหน้าตากังวลตลอดเวลา ขึ้นจากเตียง เขาขยี้ตา ลุกเดินเซไปมากระแทกกับโต๊ะ แล้วสบถเบา ๆ ใส่ตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หรือข้างห้องจะโดนผีหลอกอีกแล้ว?” ต้นถามกับตัวเอง ก่อนจะหันไปปลุกปีโป้ เพื่อนร่วมห้องอ้วนเตี้ยแถมชอบขี้โม้แต่ใจดี
“เฮ้ย ปีโป้ ข้างห้องเสียงดังอีกละ”
ปีโป้หัวเราะแห้ง ๆ “มึงจะกลัวอะไร ก็พี่ก้องคนนั้นเขาเล่นตีกลองทุกคืนไง”
ต้นยังคงลังเล “แต่เมื่อคืนกูได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วย มึง”
ปีโป้ชะงัก ซึมไปเล็กน้อย แล้วตอบเปรย ๆ “งั้นคืนนี้เราไปดูดีป่ะวะ”
ต้นส่ายหน้าลังเลแต่ด้วยความกลัวเกินเหตุ เมื่อต้นกลัว เขาจะเริ่มคิดไปไกล “เออ แต่ถ้ามันเป็นผีจริง ๆ อะ?”
ปีโป้ยิ้มออก “ถ้าเป็นผี กูก็จะเป็นพระ!” ปีโป้ขำ แต่ต้นไม่ได้ขำด้วย เขาเดินโซเซไปเปิดหน้าต่าง อยากจะให้แสงอาทิตย์ช่วยปัดเป่าความกังวลออกไปบ้าง
ทันใดนั้นเอง บี เพื่อนข้างห้องที่ผมเรียบตะกาย และเสียงเบาเหมือนกระซิบ เดินมาเคาะประตูด้วยสีหน้ากึ่งตื่นตระหนก
“เมื่อคืน… มีอะไรแปลก ๆ ไหมวะ?”
ต้นกับปีโป้จ้องกัน ต้นใจเต้นแรง “เสียงร้องไห้ ใช่มะ?”
บีพยักหน้าอย่างเงียบขรึม “กูว่ามันต้องมีอะไรแน่ ๆ คือแบบ…”
ปีโป้รีบสวน “อย่าบอกนะมึง เจอผีด้วย?!”
บีอ้ำอึ้ง “ไม่รู้ว่าผีหรือคน แต่มันแปลก มีกลิ่นธูปด้วย”
ทั้งสามคนเงียบกริบ ภาพในหัวของต้นเริ่มไปไกลเกินจริงทันที
ปีโป้ปรบมือ “งั้นคืนนี้ลุยเลยปะ! สืบให้รู้ไปเลย ว่าผีหรือใคร!”
ต้นอ้าปากจะค้านแต่โดนปีโป้หัวเราะใส่ “โยนมุขมึงทิ้งไป มันต้องสนุก!”
บีถอนหายใจพรืด “แต่ถ้าเกิดผีหลอกจริง ๆ ทำไงวะ?”
ต้นหน้าเสีย “ให้ปีโป้เป็นพระ ไม่ได้มั้ย?”
ปีโป้เชิดหน้า “กูเรียนดนตรี ไม่ใช่สวดมนต์!”
และทันใดนั้น พี่ก้องข้างห้อง—ชายวัยสามสิบ ใส่แว่น ผมยุ่ง และชอบพูดประโยคยาว ๆ แบบปรัชญา—ก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องต้น
“อะไรกัน วัยรุ่น? มีปัญหาอะไร?” เสียงนุ่มทุ้ม แต่ดูเหนื่อยกับชีวิตของพี่ก้อง ทำให้ทุกอย่างอึดไปชั่วขณะ
บีรีบบอก “เมื่อคืนข้างห้องเสียงดัง”
พี่ก้องหัวเราะ “โห นึกว่าเสียงตีกลองผมนะ”
ปีโป้แทรก “นี่ ถามจริง สรุปเสียงนั่นมาจากไหนอ่ะ?”
พี่ก้องยักไหล่ “อ๋อ… ผมฝึกตีกลองอยู่กับมะขาม”
ปีโป้ขมวดคิ้ว “มะขามคือใคร?”
พี่ก้องตอบเฉย “หมาในจินตนาการ”
ต้นสำลักขำ งานเข้าเต็ม ๆ คนเดียวคิดไปถึงผี วิญญาณ และหมาในจินตนาการ
บีตกใจ “มะขามร้องไห้เหรอ?”
พี่ก้องพยักหน้าอย่างจริงจัง “มะขามค่อนข้างมีเซ้นส์”
ทุกคนเงียบ สนทนาไปไม่ค่อยสุดทาง สุดท้ายตกลงจะเดินหน้าแผนจับผีโดยไม่ถามต่อให้มากกว่านี้
ตกเย็น ต้นกับปีโป้กับบีตั้งวงคุยกัน บีเริ่มวาดผังหอพักอย่างจริงจัง เอาปากกามาร์คตำแหน่งข้างห้อง ลำดับความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาณผิดปกติ หารือด้วยน้ำเสียงกระซิบ
ปีโป้กระซิบ “กูว่าเราต้องแบ่งงาน ต้นเป็นสายลุย บีเป็นสายวางแผน กูเป็นสายลวงผี”
ต้นร้อง “เฮ้ย ไม่นะ กูไม่ลุย!”
บีตอบช้า ๆ “ถ้าไม่ลุย แสดงว่าโดนผีลากแน่นอน”
ต้นเสียงหลง “งั้นลุยก็ลุยวะ!”
ณ เวลาเที่ยงคืน สามคนคืบคลานตามทางเดินลากไฟฉาย ไฟในหอพักสลัว ๆ บีถือสมุดกับปากกา ปีโป้หอบน้ำอบหนึ่งขวดในขณะที่ต้นถือไม้กวาดเพราะคิดว่าป้องกันผีได้
เดินผ่านทางเดิน เจอเพื่อนข้างห้องอีกคน คือเฟิร์น หญิงสาวขี้สงสัยที่เพิ่งย้ายมาใหม่และมักพูดเร็ว
เฟิร์นโผล่หัวออกมา “มาทำอะไรดึก ๆ อะ ไฟฉายเต็มมือขนาดนี้”
ปีโป้ตอบเร็วปานจรวด “จับผี จะไปร่วมป๊ะ?”
เฟิร์นเบิกตาโต “โห สน! แต่นี่แค่ย้ายหอปุ๊บจะเจอผีเลยเหรอ”
ต้นพูดเบา ๆ “ยังไม่แน่ว่าผีหรือคน…”
เฟิร์นเสนอ “เดี๋ยวไปช่วยยืนเฝ้าประตูให้ไง”
ทีมขยายกับความวุ่นวายเพิ่มขึ้นเพราะเฟิร์นเดินชนประตูเสียงดัง เหมือนจะปลุกผีขึ้นจิง ๆ
ปีโป้กระซิบด้วยความตื่นตระหนก “อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวผีไม่หลับ!”
บีหันมามองแบบจะจับผิด “พูดเหมือนอยู่กับผีล่ะมึง”
เฟิร์นปรบมือ “พูดแล้วขนลุกเองอะ กูไปเฝ้าเลยละกัน”
ทุกคนตั้งขบวนเงียบ ๆ อีกครั้ง ปีโป้คราวนี้เผลอจับมือเฟิร์นแน่นด้วยความกลัว
เฟิร์นพูดยิ้ม ๆ “ปกติต้องจูงมือคน แต่นี่จูงผิดคน”
ปีโป้รีบปล่อย “เดี๋ยวกูเป็นจุดสนใจให้”
บีเริ่มจดข้อมูลสัญญาณประหลาด รวบรวมรูปแบบเสียงเมื่อคืน นำไปเปรียบเทียบกับเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยินตลอดเดือนนี้
บีเงยหน้าขึ้นมา “เมื่อคืนเสียงผู้หญิงร้อง อีกคืนคือเสียงเด็กหัวเราะ ชัดเจนว่าผีในนี้มีหลากหลาย species!”
ต้นเริ่มวิตกหนักเข้าไป “เราต้องหาหลักฐานบ้าง”
เฟิร์นหัวไว “เอาสติ๊กเกอร์ผีมาติด ปลอมสภาพแวดล้อมดูมั้ย”
ปีโป้กระซิบ “แล้วถ้าผีชอบสติ๊กเกอร์ล่ะ?”
บีถอนหายใจ “ตอนนี้ผีกับคนกลัวผีไม่รู้ว่าใครแปลกกว่ากันแน่”
แผนการณ์ลวงผีคืบหน้าเป็นการตั้งวงสนทนาไปเรื่อย ๆ จนถึงฉากที่ต้นกับปีโป้กำลังคืบคลานไปหน้าห้องที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของเสียง
ปีโป้พูดเหมือนนักสืบ “ขึ้นอยู่กับวินาทีนี้แล้วมึง!”
ต้นใจเต้นระทึก ค่อย ๆ เคาะประตู พอกำลังจะเคาะ เขากลับยืนงงเมื่อประตูเปิดเองโดยไม่ทันตั้งตัว
ภายในห้อง ชายคนหนึ่งนามว่าพีท กำลังนั่งเล่นกีตาร์ หัวโล้นและอารมณ์ศิลปินเต็มขั้น เจ้าของห้องถึงกับเอามือปิดปาก หัวเราะ “เล่นสนุกจนข้างห้องเข้าใจผิดหรือเปล่า?”
ต้นหน้าซีด “เมื่อคืนคุณร้องไห้…?”
พีทยิ้ม “ผมซ้อมร้องเพลงแข่งครับ อินไปหน่อย”
ปีโป้เบิกตา “นี่ผีกลายเป็นนักร้องแล้วหรอ?”
พีทหัวเราะอีก “วันไหนร้องตามเพลงเศร้า วันนั้นตกใจทั้งหอเลยสิ”
ทีมสืบสวนหน้าเสีย ปีโป้เป่าปากด้วยความโล่งอก ผีที่เคยคิดว่ามี ที่แท้คือมนุษย์ซ้อมแข่ง
แต่จู่ ๆ เสียงตึงตังเดิมก็ดังขึ้นอีก คราวนี้จากชั้นล่าง ทุกคนวิ่งกรูลงไปเจอคุณป้าเจ้าของหอ ชอบตะโกนคำคมและเลี้ยงแมวสิบตัว
ป้าดวงเดินออกมา “เฮ้ย วุ่นอะไรดึก ๆ! เสียงแมวเล่นกันเอง จะตกใจกันไปไหน!”
ปีโป้ขำ “จะกลัวแมวไปแข่งร้องเพลงอีก!”
ต้นหัวเราะฝึน “ยิ่งสืบยิ่งห่างจากผีทุกที”
เฟิร์นยืนงง “สุดท้ายผีเป็นแมว?”
บีตอบแทน “หรือเราเป็นคนเดียวที่ผีไม่กล้าแกล้ง”
ป้าดวงตบไหล่ “เด็ก ๆ สมัยนี้จิตนาการดีเนอะ!”
ต้นหน้าแดงเงียบไปนิด “มันก็ดีกว่าผีมาแกล้งจริง ๆ ครับป้า”
ทุกคนพากันหัวเราะเหนื่อย ๆ ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นมิตรภาพ ในคืนที่เต็มไปด้วยความเข้าข้างตัวเอง คิดเองเออเอง และความซวยแบบมีเหตุผล
ก่อนแยกย้าย เฟิร์นถามติดตลก “ถ้าคืนนี้เจอเสียงอีก อย่าเพิ่งคิดว่าผี อาจจะเป็นเรา…ที่ร้องไห้กลางดึก!”
ปีโป้รีบเสริม “หรือมะขามหมาในจินตนาการของพี่ก้องก็ได้!”
ทุกคนหัวเราะร่วนตอนท้าย ผู้คนในหอพักแปรเปลี่ยนความกลัวเป็นเรื่องเล่าใหม่ ๆ ให้ทุกคืนดูไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
เสียงหัวเราะยังคงต่อเนื่องในแสงไฟสลัว ๆ ของทางเดินหอพัก และแผนจับผีที่ไม่เคยสำเร็จก็กลายเป็นความสัมพันธ์สุดวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม