เสียงกู่จากห้องว่าง
เสียงฝนตกกระหน่ำกรอบหน้าต่างไม้ที่ผุพัง เมษา ยืนลังเลอยู่หน้าประตูรั้วบ้านสองชั้นหลังใหญ่กลางชานเมือง เธอหอบกระเป๋าเป้ใบเก่า มือเย็นเฉียบขณะที่กดกริ่งสนิมเขรอะซึ่งไม่มีเสียงตอบรับ เหลือแค่เสียงรถห่างไกลและกลิ่นดินเปียกโชยเข้ามา ทุกอย่างดูนิ่งงันเหมือนบ้านหลังนี้ไม่เคยมีคนอาศัยมานาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาแล้วเหรอ…” เสียงลุงพงษ์ คนดูแลบ้าน ผู้ชายวัยหกสิบกว่า ผิวคล้ำ แววตาเฉยชา เปิดประตูให้ เมษามองเข้าไปในบ้าน ช่องว่างโล่ง ๆ เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับทึบของไม้แก่ ทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจับจ้องอยู่ในความเงียบ
“คืนนี้คงต้องอยู่คนเดียว ลุงจะกลับไปก่อน” ลุงพงษ์พูดรวบรัด กวาดตามองบ้านเหมือนกำลังระแวดระวังอะไรบางอย่าง เมษาอยากถามว่าทำไมถึงไม่อยู่ด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูด เธอแค่ยิ้มฝืน ๆ พลางรับกุญแจดอกใหญ่
เมื่อเสียงรถลุงพงษ์หายไป บ้านก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เมษาเดินสำรวจแต่ละห้อง ฝุ่นหนาแน่นปกคลุมทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมเหมือนวันเกิดเหตุการณ์นั้น วันสุดท้ายที่ครอบครัวเธออยู่พร้อมหน้า เธอเดินผ่านประตูห้อง ๆ หนึ่งที่ถูกล็อกกุญแจสองชั้น ทันใดนั้นลมหายใจหอบเย็นวูบผ่านมา เมษายืนชะงัก มองบานประตูนั้น เหมือนมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ เล็ดลอดออกมา
ตกกลางคืน เมษาเปิดไฟเบา ๆ นั่งอ่านสมุดบันทึกเล่มเก่าของแม่ พยายามทำตัวให้ยุ่ง เธอเหลือบมองนาฬิกา เข็มตีสองยามเงียบงัน ทันใดนั้น เสียงกุกกักเบา ๆ ดังมาจากชั้นบน เมษาชะงัก ฟังอย่างตั้งใจ หัวใจเต้นแรง
“ลุงพงษ์…ใช่มั้ย…” เธอกระซิบถามตัวเอง แต่ไม่มีใครตอบกลับ มีเพียงความเงียบและเสียงฝนที่ยังไม่หยุดตก เสียงกุกกักยังดังต่อเนื่อง บางครั้งเหมือนเสียงลากขา เมษาตัดสินใจเดินขึ้นไป มือถือไฟฉายสั่นในมือ
ทางเดินชั้นบนมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายวาดเงาพาดไปตามกำแพง เมษากดไฟฉายไปที่ปลายทางเดิน เห็นประตูห้องนั้นเปิดแง้มอยู่นิดหนึ่ง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน เธอเดินเข้าไปใกล้ หยุดหายใจชั่วขณะ เมื่อเสียงกระซิบชัดเจนขึ้น “…เมษา…”
เมษาถอยหลังอย่างตกใจ เธอพูดเสียงสั่น “ใครอยู่ในนั้น…” ไม่มีเสียงตอบกลับ เธอรวบรวมความกล้ากระชากประตู แต่พบว่ากุญแจยังล็อกอยู่แน่น เธอก้มมองรอยขีดข่วนเล็ก ๆ บนบานประตู เป็นร่องรอยที่เหมือนถูกใครพยายามเปิดออกจากด้านใน
เช้าวันถัดมา เมษาไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เธอตื่นมาด้วยความเหนื่อยล้า ลุงพงษ์กลับมา เอาข้าวของมาให้ เขาไม่สบตาเมษาเลยขณะวางของบนโต๊ะ “เมื่อคืนมีเสียงอะไรไหม” เขาถามเรียบ ๆ
“มี…เสียงเหมือนคนเดิน แล้วก็…” เมษาหยุด ไม่กล้าพูดต่อ ลุงพงษ์ถอนหายใจ “ถ้าได้ยินเสียงอะไร อย่าไปตอบ อย่าไปฟังมาก”
คำเตือนนั้นติดอยู่ในใจ ตลอดเช้าวันนั้น เมษารู้สึกเหมือนมีเงาเดินผ่านหลังตลอดเวลา เธอเดินไปยืนที่หน้าต่างห้องชั้นสอง มองลงไปยังสวนที่รกทึบ เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านหลังต้นไม้ เธอรีบเพ่งมองอีกครั้ง เด็กคนนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
มีเสียงเคาะประตู เมษาเดินลงไปเจอหญิงสาวแปลกหน้าหน้าตาซีดเผือด ใส่ผ้าคลุมบาง “ขอโทษค่ะ บ้านนี้มีคนอยู่เหรอ…” หญิงสาวพูดเสียงเบา เมษาชะงักลังเลแต่ตัดสินใจพยักหน้า “ฉัน…เคยอยู่บ้านนี้นานมาแล้ว คุณเป็นใครเหรอ”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงสั่น “ฉันชื่อฟ้า…เคยเป็นเพื่อนเล่นกับลูกเจ้าของบ้าน” เมษามองหญิงสาวคนนั้นด้วยความสงสัยแต่ก็เชิญเข้ามานั่งในห้องรับแขก บรรยากาศเย็นชืด ฟ้าดูไม่สบายใจ
“คุณเคยได้ยินเสียงจากห้องว่างไหม…” ฟ้าถามเสียงเบา เมษาเงียบไป ก่อนพยักหน้า “เมื่อคืนได้ยิน…” ฟ้าหลุบตา เธอเอามือกุมเข่าเหมือนกลัวบางอย่าง “ถ้าได้ยินอย่าไปตอบนะ อย่าพูดกับมัน”
บทสนทนาขาดช่วงไป เมษาสังเกตเห็นฟ้าก้มจ้องมือของเธอเองเหมือนซ่อนอะไรไว้ เมษาถาม “คุณมาที่นี่ทำไม” ฟ้าส่ายหน้า “ฉัน…ต้องมาเอาของ อะไรบางอย่างที่ทิ้งไว้”
ฟ้าลุกขึ้นเดินวนไปหน้าห้องว่าง เหมือนลังเลจะเคาะประตูแต่หยุดมือไว้ เมษามองเงาเคลื่อนไหวบนบานประตูที่แสงแดดส่องผ่าน มันขยับเหมือนมีใครยืนอยู่ภายใน ฟ้าหลบตา พูดเบา ๆ “บางอย่างติดอยู่ข้างในนั้น”
เมื่อค่ำลง ฟ้าขอตัวกลับ เมษาเหลืออยู่เพียงลำพังอีกครั้ง เธอเดินไปหยุดที่หน้าห้องว่าง มองบานประตูนิ่ง ๆ แล้วเดินกลับไปห้องนอน เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม “ช่วยด้วย…”
เมษาลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจเดินกลับไปหน้าห้องว่าง เธอก้มลงมองช่องใต้ประตู เห็นเงาวูบไหวคล้ายมือเล็ก ๆ ยื่นออกมา เมษาถอยหลัง หัวใจเต้นระรัว เธอตะโกนถาม “ใครอยู่ในนั้น” ไม่มีเสียงตอบ แต่เงากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
วันต่อมา ลุงพงษ์เข้ามาทำความสะอาด เมษาเดินไปคุย ลุงพงษ์ทำท่าระแวง “ห้องนั้น…อย่าไปยุ่ง มันมีแต่เรื่องไม่ดี” เมษาซัก “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมต้องล็อกไว้”
ลุงพงษ์ถอนหายใจ “ตอนที่แม่เธอยังอยู่ เคยบอกว่าห้องนี้ห้ามใครเข้าเด็ดขาด เมื่อหลายปีก่อน…มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหายไป ไม่มีใครหาเจอ” เขาพูดเสียงเบา “แม่เธอเสียใจมาก ตั้งแต่วันนั้นบ้านก็เงียบลงเรื่อย ๆ”
เมษารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างคลายปมในใจ แต่ก็ยิ่งรู้สึกกลัว เธอกลับไปที่ห้องนอน พยายามเปิดสมุดบันทึกแม่อีกครั้ง คราวนี้พบหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกไป มีรอยขีดเขียนบางอย่างที่อ่านได้ “อย่าไว้ใจเสียงนั้น”
คืนนั้น เมษาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูอย่างแรง เมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมา เธอเห็นเงาดำวิ่งผ่านหน้าต่างทางเดิน เธอรีบวิ่งตาม ลงไปยังโถงกลางบ้าน เห็นประตูห้องว่างเปิดแง้ม เมษาตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในเป็นครั้งแรก
แสงไฟจากทางเดินส่องเข้าไปภายในห้องว่าง กลิ่นอับรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก ภายในมีเพียงโต๊ะเตี้ย ๆ ที่มีตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ วางอยู่ ข้างโต๊ะมีรอยขูดขีดเต็มพื้น เมษาก้มลงสำรวจ เห็นภาพถ่ายขาวดำใบเล็กตกอยู่ใต้โต๊ะ เป็นภาพเด็กผู้หญิงสองคน
ทันใดนั้น เสียงกระซิบดังขึ้น “ช่วยฉันด้วย…” เมษาหันขวับ เห็นเงาเด็กหญิงยืนอยู่มุมห้อง เมษาถอยหลังชนผนัง เธอพยายามเรียก “ฟ้า…ใช่เธอไหม” เงานั้นไม่ตอบ แต่ยื่นมือมาช้า ๆ
มือของเงากระทบกับอากาศเย็นเฉียบ เมษาหายใจไม่ออก เธอสั่นระริก “ต้องการอะไร…” ในความเงียบ ได้ยินเสียงกระซิบว่า “แค่…ให้อภัย…”
แสงไฟในบ้านดับวูบ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากห้องว่าง ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด เมษาล้มลงกับพื้น ภาพในอดีตหลั่งไหลกลับมาในหัว เธอเห็นตัวเองในวัยเด็ก กำลังเล่นกับฟ้า…เด็กหญิงที่หายไป เมษาจำได้ว่าเคยแอบขังฟ้าไว้ในห้องนี้ตอนทะเลาะกัน แล้วลืมปล่อยเธอออกมา…
เมษาตื่นขึ้นกลางคืน ขนลุกซู่ เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น “ขอโทษ…ขอโทษนะ…” เสียงกระซิบแผ่ว “ฉันยังอยู่ตรงนี้…” เมษาลุกขึ้น เห็นเงาเด็กหญิงยิ้มจาง ๆ ก่อนจางหายไปกับความมืด
เช้ามา บ้านกลับสู่ความเงียบ เมษามองห้องว่างที่เปิดอยู่ เธอวางภาพถ่ายและสมุดบันทึกแม่ไว้หน้าห้อง ก่อนเดินออกจากบ้าน ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง แต่เสียงกระซิบยังคงลอยตามลม… “ฉันยังรอการให้อภัย”