เสียงของลมบนดาดฟ้า
เสียงลมเย็นตอนหัวค่ำพัดกรูเข้ามาตามซอกตึก คณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูง ท้องฟ้าเปลี่ยนสีช้า ๆ จากส้มอ่อนเป็นน้ำเงินเข้ม ขิมนั่งอยู่ริมระเบียงดาดฟ้า เท้าแกว่งผ่านราวเหล็กสูง ตาเหม่อมองไกลออกไปเกินตึกเรียนเวิ้งว้าง มือถือในมือส่งเสียงแจ้งเตือนอีกข้อความที่เธอแค่เหลือบตามอง แล้ววางมันลงโดยไม่อ่านต่อ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขิม รอใครอยู่เปล่า” เสียงเรียกดึงความสนใจ เธอหันไปเจออิฐ คนในกลุ่มโปรเจกต์เดียวกัน อีกฝ่ายยกถุงขนมปังใส่มือขึ้น สายตาละมุนผสมพิรุธนิด ๆ ดูเหมือนอยากคุยกับเธอแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
“เปล่า… แค่เบื่อห้องใต้ดิน โปรเจกต์หนัก” ขิมตอบแบบห้วน ๆ เธอเป็นคนนิ่ง ไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่พูดเยอะ อิฐเดินมานั่งข้าง ๆ สองคนมองเงาเมืองลาง ๆ ที่ลอยอยู่ไกล ๆ
“ตอนแรกนึกว่าขิมไม่ชอบขึ้นที่สูง ไหงมานั่งนี่ได้” อิฐว่าเสียงเบา มือค่อย ๆ แกะถุงแบ่งปังสังขยา
“ก็…บางทีลมแรง ๆ ทำให้รู้สึกมีชีวิต มันปลุกใจดีนะ” เธอยกยิ้มบาง ๆ ส่วนน้อยที่คนได้เห็น
“ถ้างั้นเรามาขึ้นด้วยได้มั้ย ไม่น่ารบกวน”
ขิมสบตาอิฐแวบหนึ่งก่อนพยักหน้า แล้วเงียบลง ต่างคนเหมือนมีอะไรในใจแต่ยังไม่เอื้อนเอ่ย
โปรเจกต์สารคดีจบเทอมต้องส่งในอีกเดือน ทุกคนในกลุ่มเครียด ขิมเป็นหัวหน้า เธอจริงจังและเป๊ะจนเพื่อนบางคนกลัว แต่ไม่ใช่อิฐ อิฐมีวิธีพูด เล่นมุกเบา ๆ ลดความกดดัน ขิมไม่เคยหัวเราะออกมาต่อหน้าคนอื่น แต่บางครั้งเมื่อเธออยู่กับเขากลับหลุดขำอย่างลืมตัว
วันหนึ่งในห้องประชุมกลุ่ม ขิมไล่เช็กลิสต์ตารางตัดต่อ เห็นชื่ออิฐต้องตัดคลิปฉากสัมภาษณ์
“คลิปนี้ต้องส่งภายในสองวัน อิฐโอเคไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ไม่มีแรงกดดันแต่ฟังแล้วเหมือนคำสั่ง
“โอเค พอไหว แต่…ถ้าผิดตรงไหนฝากช่วยดูให้ด้วยนะ” อิฐตอบ คล้ายธรรมดาแต่แฝงความหวังดีไว้ลึก ๆ
“ขิม…เราแค่สงสัยว่าทำไมขิมชอบทำอะไรคนเดียว พวกเราก็ช่วยได้นะ” เพื่อนในกลุ่มอีกคนถามขึ้นมานิ่ง ๆ
ขิมหยุดนิ่งไปนิดหนึ่ง สายตาแข็งแกร่งแต่แอบเศร้า “การฝากให้คนอื่นทำบางทีก็กลัวผิด แล้วก็กลัว…เหนื่อยเปล่า”
อิฐเหลือบมอง เธอเหมือนมีอะไรในใจมากกว่าที่พูดออกมา เพื่อนทุกคนเงียบลง อิฐสบตาแล้วพยักหน้าเล็ก ๆ
คืนนั้น หลังประชุม อิฐเดินไปส่งขิมที่หน้าอาคาร ระยะทางสั้น ๆ เหมือนยาวกว่าทุกวัน ต่างคนเงียบไปสักพัก ก่อนอิฐจะเอ่ยอย่างลังเล
“ขอโทษนะ คือ…เราอยากรู้ ถ้ามีอะไรอยากพูดขิมพูดกับเราได้นะ” น้ำเสียงของเขาไม่แน่ใจนัก เหมือนกลัวการถูกผลักไส
ขิมมองเขา เงียบชั่วครู่ “ขอบใจ แต่บางครั้ง…บางอย่างก็พูดยาก”
จากวันนั้นอิฐเริ่มใส่ใจรายละเอียดในโปรเจกต์ เอาใจใส่ทีมมากขึ้น ขิมเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกมากนัก หากแต่ใจลึก ๆ กลับอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ ขยับจากเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปสู่ความเป็นทีมคู่ขนาน
คืนวันศุกร์ อิฐได้กลิ่นลมของฝนโปรยผ่านหน้าต่างสตูดิโอ เขานั่งนิ่งคิดถึงปัญหาในกลุ่มกับอดีตที่ยังค้างคาใจ เรื่องพ่อที่เสพติดการพนัน ด้านหนึ่งอยากเปิดใจกับขิมแต่ความกลัวการตัดสินและการสูญเสียยังรั้งเขาไว้อยู่
กล้องวิดีโอที่ลงทะเบียนไว้เกิดเสียชั่วคราวในระหว่างถ่ายฉากสำคัญ กลุ่มตกใจ ขิมรู้สึกผิดพลาด อารมณ์เสียแบบไม่พูดออกมา เธอเก็บอุปกรณ์เงียบ ๆ อิฐเดินเข้าไปใกล้
“ขิม เราต้องแก้ยังไงดี เราผิดเองมั้ยวันนี้” เขาถามเสียงต่ำ
“มันไม่ใช่ความผิดใครหรอก แค่บังเอิญกล้องแฮงค์…ฉันขอโทษที่โมโหใส่ทุกคน” เธอกัดฟันเจ็บ ๆ
อิฐยื่นมือออกมาแต่หยุดกลางอากาศ แล้วเก็บมือตัวเอง “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราวางแผนกันใหม่ก็ได้”
ขิมมองหน้าเขาอย่างขอบคุณ ทั้งคู่รู้สึกเหมือนเข้าใจกันมากขึ้นจากเหตุการณ์นี้
เวลาผ่านไป งานโปรเจกต์ใกล้เสร็จแต่ขิมดูเครียดกว่าเดิม เธอมีเรื่องบางอย่างปกปิด มีข่าวลือว่าวิดีโอคลิปหนึ่งที่ใช้ประกอบโปรเจกต์คล้ายฟุตเทจที่ขิมเคยใช้งานเมื่อปีที่แล้วในโปรเจกต์วิชาอื่น เพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัย
ในที่ประชุมกลุ่มหนึ่ง ขิมถูกเพื่อนบางคนกดดันให้พูดความจริง เธออึดอัด ไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ อิฐเห็นความลังเลในสายตาขิม จึงเสนอให้พักการประชุม
ระหว่างพัก ทั้งสองมาเจอกันบนดาดฟ้า ขิมนั่งนิ่งหน้าเครียด อิฐลังเลอยู่นานก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“บางทีความผิดก็ใช่ว่าต้องแก้คนเดียว ขิมไม่จำเป็นต้องรับทุกอย่างไว้…ถ้าอยากพูด เราฟังนะ”
ขิมถอนหายใจเบา ๆ “ฉันเคย…เคยเอาฟุตเทจจากโปรเจกต์เก่ามาใช้จริง ฉันผิดเอง กลัวสอบตก กลัวช่วยเพื่อนไม่ได้ เลยทำแบบนั้น”
เงียบงันครู่ใหญ่ อิฐเหลือบมองใบหน้าขิม เห็นน้ำตารื้นในดวงตาใส ๆ
“ขิม เราก็เคยคิดจะโกหกเหมือนกัน กลัวคนไม่เชื่อในตัวเอง… แต่เราเชื่อว่าขิมเป็นคนเก่งแล้วก็จริงใจกับทีมมากนะ” เขาพูดอย่างระมัดระวัง
“แต่ถ้าฉันผิดจริง ๆ แล้วไม่มีใครให้อภัยล่ะ…” ขิมเสียงสั่น
อิฐเงียบไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “ความผิดพลาดมันก็แค่ส่วนหนึ่งของเรา…ถ้าขิมให้โอกาสตัวเองก้าวข้ามไป ทีมกับเราก็พร้อมให้อภัย”
คืนนั้นขิมเขียนจดหมายขอโทษทีมในกลุ่ม เธอสารภาพตรง ๆ และแม้จะมีบางคนไม่พอใจ แต่ไม่มีใครปฏิเสธการมีอยู่ของเธอ
อิฐส่งข้อความมาสั้น ๆ “ขอบใจที่กล้าบอก” ขิมอ่านแล้วเงียบอยู่หลายนาทีก่อนตอบกลับ “ขอบใจที่ฟัง” สองข้อความเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าการพูดคุยนับพันคำ
งานโปรเจกต์เดินหน้าต่อ กลุ่มรอดพ้นวิกฤต เรื่องคลิปวิดีโอถูกแค่ตักเตือน ความสัมพันธ์ของขิมกับอิฐแปรเปลี่ยนเป็นความสนิทใจที่ไร้คำจำกัดความ
เมื่อใกล้จบเทอม ขิมสังเกตว่าอิฐดูหายไป เธอก็ไม่กล้าทักเหมือนเคย มีแต่เสียงลมดาดฟ้าที่ย้ำให้คิดถึงเขา
จนถึงวันประกาศคะแนนโปรเจกต์ ขิมเจออิฐที่ลานหน้าตึก เขายิ้มบาง ๆ ดูเหมือนอดหลบสายตาเธอไม่ได้
“เฮ้… สบายดีไหม” ขิมถามเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“สบายดี…แค่คิดเรื่องบางอย่าง” อิฐตอบ
ขิมเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “เราก็มีคิดถึง…เรื่องที่ผิด เรื่องที่กลัว”
อิฐหันมามองตาเธอ “เรากลัวเหมือนกัน…กลัวสูญเสีย กลัวไม่ได้ลองเปิดใจสักที”
ขิมยิ้ม และเงียบไปก่อนเอ่ยช้า ๆ “เราว่า…บางทีก็ควรเลิกกลัว แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้แล้วมั้ง”
อิฐหัวเราะในลำคอ “งั้น…จริง ๆ มีอะไรจะบอกนะ แต่ถ้าขิมไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร”
ขิมมองอิฐ “ลองพูดมาสิ” น้ำเสียงของเธอไม่แน่ใจนักแต่แฝงความคาดหวัง
“คือ…เราชอบเวลาคุยกับขิมนะ มันเหมือนเราเข้าใจกัน แม้จะไม่พูดอะไรก็เถอะ”
ขิมหลุดหัวเราะเบา ๆ “งั้น…ไว้คุยบ่อยขึ้นมั้ย จากนี้”
เสียงลมบนดาดฟ้าไม่ได้เย็นชาอีกต่อไป แม้จะไม่มีการสารภาพรักแบบเป็นทางการ แต่ต่างฝ่ายรู้ว่าความสัมพันธ์นี้กำลังเติบโตทีละน้อยแบบไม่ต้องเร่งเร้า เดินข้ามอดีตของตัวเองไปพร้อมกันในเส้นทางใหม่ที่ยังอีกยาวไกล
ภาพสุดท้ายที่ใครผ่านไปเห็น คงเป็นสองคนในชุดนักศึกษานั่งเคียงกัน ท่ามกลางลมเย็นของฤดูฝนที่กำลังมาเยือน มองเมืองใหญ่ด้วยหัวใจที่เริ่มกล้าเปิดรับแสงแดดอ่อน ๆ จากฟากฟ้า