ใต้แสงดาว… คือเรา
เสียงกีตาร์อ่อนโยนลอยอยู่ในอากาศ ท่ามกลางสนามหญ้าด้านหลังตึกวิศวกรรมแสงจันทร์ พีทนั่งอยู่ในมุมสงบ เหมือนทุกคืน เขากำลังก้มหน้าจดโน้ตเพลง บางทีก็หยุดดีด แล้วหรี่ตามองยามค่ำ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เป็นเพลงเศร้าจังนะพีท” เสียงสาวจากด้านหลังดังขึ้นขัดจังหวะ เธอชื่อฟ้า ผมซอยประบ่า แต่งตัวลุยๆ ด้วยกางเกงยีนส์ขาดๆ กับเสื้อยืดลายกราฟิก เธอถือกล้องถ่ายรูปไว้ในมือ
พีทเงยมอง เหลียวหลังไปพักหนึ่ง ไม่ตอบทันที ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไปก่อน อาการลังเลแว๊บผ่านแววตา “เธอมานั่งฟังนานแล้วเหรอ?”
ฟ้าแกล้งยักไหล่ “ก็นิดหน่อย พีทเครียดอะไรนักหนา เสียงถอนหายใจดังลอยมาถึงโต๊ะถ่ายรูปเลยนะ”
พีทหัวเราะแผ่วๆ ก่อนพูดช้าๆ “มันแต่งไม่จบสักทีน่ะ” เขาก้มลงไล้นิ้วบนคอคอร์ดช้าๆ แอบส่งสายตาไปทางฟ้าแล้วรีบเบือนหนี
ฟ้ากดชัตเตอร์แชะหนึ่งครั้ง เธอชอบแอบเก็บภาพคนในมุมเหงา “ไม่ค่อยมีใครมานั่งตรงนี้หรอกนะ ฉันว่านายกลายเป็นหนึ่งในภาพประจำของฉันแล้ว”
พีทไม่พูดอะไรต่อ หุบยิ้ม มองกีตาร์ในมือ “ถ้าหมดหวังกับอะไรสักอย่าง นายจะยังเล่นต่อมั้ย” น้ำเสียงเรียบแต่แววตาเศร้า
ฟ้าสบตานิ่ง “ฉันเกลียดคำว่าหมดหวังนะพีท แต่ถ้านายเลิกเล่น นั่นแปลว่านายหลอกตัวเองตั้งแต่แรกหรือเปล่า”
ค่ำคืนนี้ พวกเขานั่งนิ่งด้วยกันท่ามกลางเงียบสงบ เหมือนไม่มีใครอยากกลับหอ ความรู้สึกจางๆ บางอย่างค่อยๆ ก่อตัว
วันต่อมา ฟ้านั่งแก้ไฟล์ภาพในคอมฯ ที่คาเฟ่เล็กๆ หน้า ม.พร้อมกับเพื่อนสนิทชื่อหวาน หวานเงยมองเห็นหน้าจอ “นั่นรูปพีทนี่”
ฟ้ายิ้มอ่อนแต่ไม่ตอบ มือนิ่งบนคีย์บอร์ด หวานแกล้งถาม “ถ่ายทิ้งไว้เยอะเลยนะ รูปนี้…ดูเหงาดี”
ฟ้านั่งเงียบไปสักพัก ฝ่ามือกำแก้วน้ำแน่น “เวลาอยู่ใกล้เขา ฉันเหมือนถ่ายภาพตัวเองในมุมที่ฉันไม่เคยมองเห็น”
หวานหัวเราะกวน “พูดอะไรโรแมนติก ตั้งแต่เมื่อไรนายคิดจะเปิดใจจริงๆ สักที?”
ฟ้าอึกอัก “มันยังไม่ถึงเวลาน่ะหวาน ฉัน…ยังกลัว ฉันกลัวจะเสียใจอีก”
ภาพในอดีตแวบเข้ามา สายตาแม่ที่เฉยชา วันพ่อเดินออกจากบ้าน น้ำตาที่เธอไม่เคยให้ใครเห็น
เย็นวันนั้น พีทกลับบ้าน เข้าไปในห้องรับแขก โต๊ะอาหารยังว่างเปล่าเหมือนเคย เสียงแม่จากครัว “พีท! เตรียมเอกสารสมัครทุนวิศวะฯยัง!”
เขาตอบเบาๆ “ครับแม่ เดี๋ยวจะทำ”
“อย่ามัวแต่จับกีตาร์ จบแล้วไปต่อโทเมืองนอก รู้ไหม!” ผู้เป็นแม่พูดติดจะออกคำสั่ง
เขาฝืนยิ้ม ถอนหายใจ เดินเข้าไปนั่งโต๊ะ กดโทรศัพท์แต่ไม่ได้พิมพ์ เขาเปิดโน้ตเพลงที่แต่งค้างไว้ มองตัวโน้ตเหมือนคนหมดแรง
วันรุ่งขึ้นที่คณะวิศวะฯ พีทกำลังอ่านหนังสือกับเพื่อนชื่อบีม “อยากเล่นคอนเสิร์ตเหรอมึง?” บีมหัวเราะหยอก
พีทยิ้มบาง “ก็แค่อยากมีเวทีเล็กๆ ของตัวเองอะ”
บีมสบตา เอียงคอ “อย่าฝันสูงเลย ฐานะอย่างเรา พ่อต้องส่งเสียหนักแล้ว นายจะเอาเวลาที่ไหนฝึกอะไรมากมาย?”
พีทเงียบลง เหม่อมองออกนอกหน้าต่างคล้ายจะตอบ…แต่ก็เงียบไป
วันเสาร์ ฟ้ามีนัดถ่ายภาพ Portrait แวะเวียนไปสนามเปตอง ฟ้าเห็นพีทนั่งเหม่ออยู่ “เดินเล่นมั้ย?” ฟ้าเอ่ยช้า ๆ
พีทยิ้มอาย ๆ แต่ก็ลุกเดินไปด้วย ทั้งสองเดินข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ช่วงแรกเสียงสนทนาทำท่าจะเริ่มขึ้นหลายครั้งแต่ก็ติดขัด ฟ้าเอ่ยก่อน “เคยนึกอยากหายไปจากที่นี่ไหม”
พีทหยุดเดิน “ถ้าเอาจริงๆ… ก็เคย แต่มันหนีไม่ได้ไง”
ฟ้าไล่สายตาไปตามต้นไม้ฟุ้งแสงแดด “ฉันน่ะแค่อยากถ่ายรูปจนลืมอดีตไปได้บ้าง”
ครู่หนึ่งต่างคนต่างเงียบเหมือนต่างกลัวจะพูดอะไรต่อ
เย็นวันอาทิตย์ สนามบอลใต้มหาลัย บีมยกมือทัก “ฟ้า! มาเชียร์ไอ้พีทหน่อยเร็ว มันยิงประตูสามลูกแล้วยะ!”
ฟ้าโบกกล้องขำๆ “ดูจากกล้องก็ได้ไหม ไม่อยากอยู่ใกล้คนเยอะ ๆ”
พีทค่อยๆ เดินออกมาจากสนาม หอบเหนื่อย แต่หันไปยิ้มกว้างให้ฟ้า “เธอถ่ายรูปผมเล่นบอลได้เปล่า?”
ฟ้าหัวเราะ แต่ตอบจริงจัง “นายก็ยังเป็นตัวตลกได้เหมือนกันนะ”
พีทชะงักนิดหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “มันช่วยให้ไม่คิดมากไง”
ฟ้าจ้องหน้าเขานิ่งนาน “แล้วเวลานายไม่หัวเราะล่ะ นายคิดถึงอะไร?”
พีทไม่ตอบ สายตาเศร้าลงเล็กน้อย แล้วเดินหนีเข้ากลุ่มเพื่อน
ค่ำวันหนึ่ง ฟ้านั่งกอดเข่าบนดาดฟ้าหอพัก ส่งข้อความหาพีท “คืนนี้ว่างไหม ดาดฟ้า”
พีทตอบกลับ “กำลังขึ้นไป”
ลมเย็นพัด ฟ้ากำกล้องแน่น รอด้วยใจค่อนข้างเต้น พีทมาถึง นั่งลงข้างๆ
เสียงกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนนิ่งงัน ฟ้ากระซิบเบา “พีท นายอยากมีอะไรในชีวิตบ้าง”
พีทนิ่งไปนาน “ผม…อยากเล่นเพลงของตัวเอง ให้แม่ฟังสักครั้ง”
เสียงฟ้าสั่น “ฉันก็อยากให้แม่พูดกับฉันดีๆ สักครั้ง”
ทั้งสองหัวเราะในความขมขื่น เงียบกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนฟ้าจะเอนศีรษะพิงไหล่พีท
“พีท ถ้าพรุ่งนี้ทุกอย่างมันยังไม่ดีขึ้น นายจะ…เลิกฝันมั้ย”
พีทหลบตา “อาจจะ…แต่คืนนี้ช่างมันเหอะ ขอแค่คืนนี้ได้อยู่ตรงนี้”
เช้าวันจันทร์ งานนิทรรศการภาพถ่ายของฟ้ากำลังจะเริ่ม เธอยืนจัดไฟล์ภาพ มือไม้เย็นเฉียบ พีทเดินเข้ามาหลังเวที “ตื่นเต้นรึ?”
ฟ้าพยักหน้าแต่ไม่สบตา “กลัว…กลัวใครจะไม่ชอบ”
พีทแตะไหล่เธอเบาๆ “เธอลงมือทำแล้ว มันคือชัยชนะขั้นแรก”
ฟ้าส่งยิ้มบางๆ กลับมา
บรรยากาศนิทรรศการเต็มไปด้วยเพื่อน ๆ อาจารย์ พ่อแม่บางคน แต่นายแม่ของฟ้าไม่มา ขณะเดินดูภาพ พีทยืนหยุดที่ภาพตัวเองเล่นกีตาร์ ใต้ต้นไม้หน้าตึกวิศวะฯ
“รูปนี้ฉันเห็นนายตอนเงียบสุดในชีวิต” ฟ้าพูดช้า ๆ
พีทนิ่ง “ผม…กลัวทุกอย่างจะพัง หลังจบ ม. แม่อยากให้ไปต่อโท ผมอยากแค่ได้เล่นดนตรี แต่…กลัวผิดหวังทุกคน”
ฟ้าเงียบไปนาน “ฉันก็กลัวแม่ไม่รักเหมือนกัน แต่ฉันก็ยังอยากเป็นตัวเอง”
สายตาทั้งคู่เจืออารมณ์ที่ไม่พูดออกมาอย่างเต็มที่
ฟ้ากับพีทไปนั่งร้านชานมในบ่ายวันฝนพรำ “นายว่า เวลาฝนตก…คนที่เหงาที่สุดคือใคร”
พีทหัวเราะเบา ๆ “คนที่นั่งกินชานมในร้านน้ำตาลอย่างเรามั้ง”
เงียบกันไป ฟ้ากระซิบ “ฉัน…คิดถึงบ้านนายบ้างมั้ย”
พีทมองออกหน้าต่าง “บ้านผมน่ะ สมบูรณ์แค่เปลือก เวลาพ่อไม่อยู่ ทุกคนเหมือนไม่รู้จักกัน”
ฟ้ากุมมือแน่นขึ้นบนขา ไม่ถามต่อ
ทั้งสองนั่งนิ่งนาน เสียงฝนเหมือนเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกัน
หลังนิทรรศการ พีทกลับไปเผชิญหน้ากับแม่ “ถ้วยรางวัลพวกนั้น เอามาจากไหนนักหนา คนจะเอาดีด้านอาร์ตมันไม่มีอนาคตนะพีท!”
พีทกัดฟัน “ผมขอโอกาสครั้งเดียว ถ้าผม…ถ้าผมได้เล่นดนตรีโชว์เวทีใหญ่สักครั้ง ให้ผมตัดสินใจด้วยตัวเองได้ไหมแม่”
แม่ถอนหายใจ “ขึ้นเวทีแล้วได้อะไร เงินเหรอ?” แม่เสียงแข็ง
“สักครั้งนึงแม่ ผมขอ…”
เสียงแม่ดัง “ถ้าไม่ใช่ทุนวิศวะฯ ไม่ต้องคุย!”
เขาเดินออกจากบ้าน หยิบมือถือขึ้นมา ส่งข้อความหาใครบางคน: “ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนที”
ค่ำวันนั้นริมแม่น้ำ ฟ้ารับข้อความรีบขี่จักรยานมาหา พบพีทยืนรออยู่ที่ท่าเรือ
“บ้านนายโอเคเปล่า?”
พีทส่ายหน้า ฟ้าขยับเข้าใกล้ พีทพูดเสียงเบา “บางทีมันก็เหนื่อย…เหมือนฉันเป็นแค่ตัวละครในโลกของคนอื่น”
ฟ้าดึงแขนพีทให้เขาหยุดเดิน “แล้วในโลกของฉัน นายเป็นพระเอกนะ รู้ตัวไหม”
พีทยิ้มจางๆ แววตาเปลี่ยนจากเศร้าเป็นซื่อตรง “ในโลกของฉัน เธอก็เหมือนแสงดาวที่ฉันมองตอนท้อใจ”
ทั้งสองยิ้มให้กัน
พีทตัดสินใจสมัครประกวดดนตรีอิสระ เขาชวนฟ้ามาเป็นตากล้อง เธอยิ้มออก “แน่ใจเหรอว่ากล้องฉันจะจับภาพนายคมพอ”
“ไม่ต้องคม ขอแค่อย่าเลิกถ่ายก็พอ” พีทพูดช้า ๆ
ฟ้าสบตานาน มือซ่อนกำลังสั่นอยู่ใต้โต๊ะ
ก่อนวันแสดงรอบสุดท้าย ฟ้ามองภาพแม่เก่า ๆ บนโต๊ะ พึมพำกับตัวเอง “แม่…ถ้าวันนั้นเราไม่เถียงกัน ฉันคงกล้ายิ้มกว่านี้”
เธอตามกลุ่มเพื่อนมาดูพีทซ้อมดนตรี บีมแกล้งหยอก “ฟ้าเป็นแรงบันดาลใจใหม่ไอ้พีทวะ!”
ฟ้าหน้าแดง “บ้าสิ ยันมือจะสั่นเพราะนายเนี่ย!”
กลุ่มเพื่อนหัวเราะคลายบรรยากาศตึงเครียด
วันแข่ง พีทยืนรอหลังเวที มือกำปิ๊กแน่น ฟ้ามองสบตาให้กำลังใจ “นายไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครดูหรอก แค่นายกล้า เลือกทางของตัวเองก็พอ”
พีทยิ้มเศร้า “แต่ผมกลัว ถ้าพลาด…จะไม่มีที่ไปแล้ว”
ฟ้ากุมมือเขาแน่นขึ้น “งั้นวันนี้ ขอให้เราสองคนจำได้ว่ายังมีดาวบนฟ้า”
ดวงตาพีทคลอน้ำตา แต่พยายามยิ้ม
ค่ำคืนนั้นบนเวที พีทขึ้นไปเล่นเพลงตัวเอง เพลงเศร้าผสมความหวัง เหมือนทุกความรู้สึกที่เขาไม่กล้าบอกใคร ไหลทะลักสู่เสียงกีตาร์
ฟ้านั่งถ่ายรูป พลางน้ำตาคลอ อดีตของเธอกับแม่ ความกลัว การหนีอดีต ทุกอย่างเหมือนระบายออกกับแสงดนตรีและแฟลชกล้อง
หลังโชว์จบ คนดูปรบมือเสียงดัง พีทยิ้มทั้งน้ำตา ฟ้าวิ่งเข้าไปหลังเวที มองตาเขานิ่งนาน ทั้งสองอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวาย แต่ในวินาทีนั้นมีแค่กันและกัน
“พีท…” ฟ้ากระซิบ “บางทีชีวิตเรามันไม่มีทางจบสวย แต่มันมีคนที่ยืนข้าง ๆ ได้จริง ๆ”
พีทน้ำตาซึม “ถ้าเธอจะยืนอยู่ตรงนี้ …จะดีใจมากเลย”
ฟ้ากุมมือพีทแน่น ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยิ้มผ่านน้ำตา พร้อมแววตาที่เชื่อว่าโลกข้างหน้ายังมีแสงดาว
คืนปิดภาคการศึกษาครั้งสุดท้าย พีทกับฟ้ากลับไปนั่งใต้แสงดาว สถานที่เริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด
สองคนพูดคุยเงียบๆ เรื่องอดีตที่เจ็บ เรื่องความฝันที่ยังไม่สมบูรณ์ และอนาคตที่กลัว
พีทดีดกีตาร์โน้ตสุดท้าย ฟ้ามองกล้องในมือ เหมือนโลกหยุดหมุนชั่วขณะ
“คืนนี้…แม้ทุกอย่างยังไม่ใช่ตอนจบ แต่มันคือการเริ่มใหม่ใช่ไหม?” ฟ้าเอ่ยแผ่วๆ
พีทยิ้มละมุน “ตราบใดที่ฟ้ายังนั่งตรงนี้ด้วยกัน ทุกคืนจะมีแสงดาวสำหรับเรา”
มือทั้งสองประสานกันแนบแน่น ภายใต้ฟ้ายามค่ำคืน …เรื่องราวของเขาและเธอเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งใต้แสงดาว