ดาวใต้สายฝน
เสียงฝนกระทบหลังคาอย่างต่อเนื่อง กลิ่นดินเปียกชื้นโชยเข้าสู่ห้องเช่าขนาดเล็กของฝน หญิงสาววัยยี่สิบสองนั่งหลังค่อมอยู่เหนือสมุดหน้าขาวที่วางบนโต๊ะไม้เก่า ในมือเธอถือปากกาสีดำ เขียนแล้วลบ อีกบรรทัดที่ไม่มีใครอ่าน สิ่งที่ฝนอยากเขียนบ้างก็ไม่กล้า แม้แต่กับตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“คืนนี้ดูดาวกันมั้ย?” ข้อความจากภูผา
ฝนลังเล เธอตอบเพื่อนสนิทเพียงว่า “ฝนตกนะ” ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ หัวใจวูบไหวโดยที่เธอเองไม่กล้าสำรวจลึกไปกว่านั้น
ไม่นานนัก รถมอเตอร์ไซค์ของภูผาก็มาหยุดตรงหน้าห้องเช่าของเธอ เสียงประตูถูกเคาะด้วยจังหวะที่คุ้นเคย “ไปมั้ยฝน ลงมาดูดาวกับเรา ไม่กลัวเปียกหรอก!”
ฝนยิ้มบาง ๆ แต่ยังคงนั่งส่องหน้าต่างอยู่เงียบ ๆ จ้องมองชายหนุ่มที่ยืนโบกมืออย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าขรึมแต่แววตาสดใสของเขายังเป็นเหมือนเดิม
“จะชวนเราไปดูดาวกลางฝนเหรอ?” ฝนเปิดหน้าต่างถาม
“เราไม่เห็นดวงดาวหรอก แต่บางทีอาจเห็นสิ่งสำคัญกว่า” ภูผามองขึ้นไปบนฟ้า พูดตัดบทอย่างมั่นใจแต่แฝงความเศร้าไว้ในแววตา
ฝนลงบันไดมาอย่างลังเล เธอยื่นร่มให้ภูผา “รับไปสิ เปียกหมดแล้ว”
“ฝน ไม่ต้องห่วงเรา แต่ถ้ายังต้องเดินไปด้วยกัน ก็ขอใช้ร่มฝนดีมั้ย” เขายิ้ม ถามแบบล้อเล่นปนจริงจัง หมายมากกว่าคำพูดที่เปล่งออกมา
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันใต้ร่ม ดงไฟข้างถนนสะท้อนในแอ่งน้ำ สองร่างเดินอย่างเงียบงัน นอกจากเสียงน้ำหยดและเสียงฝีเท้า หัวใจทั้งคู่เหมือนแขวนลอยอยู่ในความนิ่งนี้
“ภู… ทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากดูดาวขึ้นมา” ฝนถามเสียงแผ่ว เธอไม่สบตา
“หลายคืนก่อนนอนไม่หลับ เลยนั่งคิดต่อว่าทำไมเราใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ทั้งที่ใจลึกๆ อยากเป็นอะไรบางอย่างสักที” ภูผาหยุดเดิน น้ำเสียงเขามีความเหนื่อยล้าเป็นพื้น
“แล้ว… นายอยากเป็นอะไร”
“อยากสร้างอะไรบางอย่างที่อยู่กับเราไปนานๆ เหมือนที่เธอเขียนเรื่องราวของเธอ”
ฝนเงียบ รู้สึกเหมือนมีอะไรร้อนๆ คล้ายละอองน้ำเข้าตา เธอเดินต่อ ทิ้งความเงียบไว้ระหว่างคนสองคน
เสียงสายฝนซัดแรงขึ้น ทั้งคู่หยุดยืนใต้ต้นไม้มะขามใหญ่ ข้างล่างเป็นม้านั่งเก่า ฝนทรุดตัวลงนั่ง ภูผายืนกอดอก มองฟ้า
“เรากลัวนะ” ฝนยอมรับอย่างเงียบๆ
ภูผานั่งข้างๆ “กลัวอะไรฝน?”
“กลัวล้มเหลว กลัวเขียนแล้วไม่มีใครอ่าน กลัว…เราเดินหลงไปไกลจนกลับมาไม่ได้”
ภูผาเอื้อมมือแตะหลังฝนเบาๆ “ถ้าล้ม เราก็จะลุกใหม่ด้วยกัน ไม่ว่าเธอจะไปไหน เราเดินข้างกันได้เสมอ”
ฝนหัวเราะหวิวๆ “พูดเหมือนนายไม่มีอะไรต้องกลัวเลย”
“เรากลัวเหมือนกัน กลัววันหนึ่งจะไม่มีเธอให้เดินข้างๆ” ภูผาสบตาเธอ พลางเบนออกไปเหมือนไม่อยากให้เธอเห็นความเปราะบางในแววตานั้น
ฝนหลบสายตา ลมหายใจขาดช่วง คำพูดค้างคาอยู่ในอากาศ
เสียงโทรศัพท์ของฝนดังอีกครั้ง ข้อความจากแม่ “เงินเดือนนี้จะพอไหมลูก?” ฝนถอนหายใจเบาๆ เก็บโทรศัพท์ในกระเป๋า ภูผามองตาม รับรู้แต่ไม่ได้พูดอะไร ความต่างของชีวิตพวกเขาชัดเจนเสมอมา
เวลาผ่านไป หลายสัปดาห์ ฝนและภูผายังคงวนเวียนพบกันด้วยกิจกรรมเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย พวกเขาอ่านหนังสือด้วยกันที่ห้องสมุด นั่งริมสระน้ำ เถียงเรื่องงานกลุ่ม ฝนชอบสั่งกาแฟดำ ภูผาชอบโกโก้เย็น
“ฝน ดื่มกาแฟดำอีกแล้ว แบบนี้นอนไม่หลับนะ” ภูผาหัวเราะ ในขณะที่ฝนอ่านโน้ตของตัวเอง พร้อมตอบแบบไม่มองหน้า “แล้วนายกินโกโก้แต่เช้า ไม่กลัวเบาหวานเหรอ”
ภูผาทำเสียงฮึ่มๆ “เถียงเก่งจริงนะ”
ฝนยิ้มมุมปาก นั่งเงียบไปพักใหญ่
วันหนึ่งหลังสอบกลางภาค ฝนไปหาแม่ที่บ้านเช่าเก่าๆ ในชุมชนแออัด แม่พูดกับเธออย่างเครียด “หนู ฝนต้องคิดถึงอนาคตนะ งานนักเขียนมันไม่พอกินหรอก”
ฝนฟังเงียบๆ ในใจรู้ว่าแม่พูดเพราะห่วง ภูผาส่งข้อความมา “วันนี้โอเคมั้ย?” ฝนตอบ “ไม่ค่อยโอเค แค่อยากหลับยาวๆ” เขาพิมพ์กลับ “ถ้าตื่นขึ้นมาก็ยังมีเราเหมือนเดิม”
คืนหนึ่งในวันปัจฉิมนิเทศ ฝนอยู่ในชุดครุยสีดำ หนังตากำลังหนักอึ้งเมื่อเห็นภูผาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “นึกว่าฉันจะไม่มาใช่ไหม?”
“ไม่รู้สิ… นายเองก็ไม่ค่อยอยู่ช่วงนี้” ฝนพูดเสียงเบา
“มีเรื่องที่บ้านนิดหน่อย เราพยายาม… แต่ไม่อยากเอาภาระมารบกวนฝน”
“ภู ทำไมนายชอบทำเหมือนตัวเองไม่มีปัญหา ทั้งที่ฝนก็…”
ภูผาขัด “เพราะยิ่งพูดมันก็ไม่ช่วยอะไร เลยอยากให้ฝนสบายใจเวลามีเราอยู่”
ฝนเงียบ มือกำกระโปรงจนแน่น ภูผากลั้นใจถามว่า “ถ้าเรียนจบแล้ว… เราจะเป็นยังไงต่อ?”
ฝนถอนหายใจลึกๆ “ไม่รู้สิ… ทุกอย่างมันดูไม่แน่นอน”
“ก็แค่ไม่อยากห่างกันไป… ไม่ใช่แค่นี้ใช่ไหมฝน” ภูผามองลึกเข้าไปในตาเธอ ละไว้ในการถามถึงความรู้สึกลึกในใจ
หลังจบงาน ทั้งคู่เดินออกมาด้วยกัน ฝนมองเมืองกรุงเทพฯ สายฝนยังคงตกบางเบา “นายเคยรู้สึกเหมือนดาวที่อยู่ไกลเกินเอื้อมบ้างมั้ย?”
ภูผายิ้มแบบคนกำลังชั่งใจ “บางทีแค่มีใครสักคนที่มองขึ้นไปด้วยกัน ดาวไกลแค่ไหนก็ไม่เหงา”
เวลาหลายเดือนผ่านไป หลังเรียนจบ ทั้งคู่เหมือนห่างไกลมากขึ้น ฝนรับงานฟรีแลนซ์เขียนคอนเทนต์วันละหลายชั่วโมง ส่วนภูผาต้องกลับบ้านที่เชียงใหม่เพื่อดูแลแม่ที่ป่วย
ในคืนฝนตก ฝนนั่งอยู่ในห้องอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ มองสมุดโน้ตที่เต็มไปด้วยร่างฉบับนิยาย เธอเปิดโทรศัพท์อ่านข้อความจากภูผา “สบายดีไหม ฝน?”
เธอตอบสั้นๆ “เหนื่อยนิดหน่อย” แล้วเติม “คิดถึงนายเหมือนกัน” ก่อนจะลบประโยคนั้นทิ้ง เหลือไว้แค่ “เหนื่อยนิดหน่อย” เหมือนเดิม
เวลาพลิกเปลี่ยนผ่านฤดู ฝนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิตที่ต้องดิ้นรนกับงานรายวัน เธอตัดใจหยุดหลบหน้าอดีต โทรหาภูผาด้วยน้ำเสียงสั่น “ภู… นายสบายดีไหม”
“ช่วงนี้เหนื่อยหน่อย แต่ก็ยังมีความสุขดี ฝนล่ะ?”
“แค่… รู้สึกเหมือนไม่เจอจุดหมายซะที”
“เราเองก็เหมือนกัน ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา จะนึกถึงฝนก่อนเสมอ” เสียงเขาทุ้มต่ำ เขาชะงักเล็กน้อยเหมือนเก็บความรู้สึกไว้บางส่วน
“ภู… เราทำถูกไหมที่เลือกทางนี้?”
ภูผาเงียบไปพักใหญ่ “ไม่มีใครรู้หรอกฝน ทุกทางมันมีดีมีเสีย เราแค่เดินไปด้วยกัน ตามจังหวะของเรา”
จากนั้นทั้งคู่เงียบไป มีเพียงเสียงหายใจและเสียงสายฝนกลางคืนที่เต้นเป็นจังหวะ
ปีต่อมา ฝนกับภูผาพบกันน้อยลงแต่ก็ยังคงติดต่อกัน เมื่อฝนตัดสินใจส่งต้นฉบับนิยายไปสำนักพิมพ์ เธอหวังเพียงเสียงตอบรับแม้เพียงน้อยนิด ภูผาส่งกำลังใจมา “ถึงจะไม่มีใครเข้าใจฝน แต่เราจะเป็นคนหนึ่งที่รออ่านนะ”
เวลาผ่านไป คำตอบจากสำนักพิมพ์มาช้า ฝนผิดหวัง แต่ภูผากลับให้เธอเชื่อในตัวเอง “ล้มได้ก็ลุกใหม่ได้ไง จำเราเคยพูดมั้ย”
มีคืนหนึ่งที่ฝนท้อแท้ถึงขีดสุด เธอร้องไห้เงียบๆ อยู่ในห้องอย่างเดียวดาย ข้อความเด้งขึ้นจากภูผา “ถ้าไหว พรุ่งนี้เราเจอกันที่สวนลุมฯนะ”
รุ่งเช้า ฝนเดินไปที่สวนซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตและเสียงนก เธอเห็นภูผานั่งอยู่บนม้านั่งไม้ ใบหน้าทะเล้นคุ้นเคยของเขาคลายความกังวลในใจ
“ฝน กลับมาเป็นตัวเองเถอะ เราชอบฝนที่เป็นตัวเอง ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ”
ฝนนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “นายก็ไม่ต้องแบกโลกทั้งใบไว้เองเหมือนกันหรอกนะ ไม่มีใครต้องสมบูรณ์แบบหรอกภู”
ทั้งสองพูดคุยยาว จนเย็นย่ำ ฝนรู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดอีกครั้ง
“ฝน…เคยคิดไหมว่าบางทีมันอาจจะสายไปสำหรับเรา?” ภูผาถามเสียงเบา
“อาจจะ… แต่เรายังเดินอยู่ตรงนี้ใช่ไหม” ฝนตอบ ดวงตาเจือรอยน้ำ
ภูผากุมมือเธอไว้แน่น หยุดลังเลในวินาทีสุดท้าย ความเงียบปกคลุม สายตาสองคู่สบกันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความหวัง
“ถ้าวันหนึ่งเราห่างกันไปมากกว่านี้ นายจะทำยังไง”
“เราจะเดินตามฝนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ขอแค่เจ้าของร่มยอมให้เราเดินข้างๆ ได้บ้าง”
ฝนหัวเราะทั้งน้ำตา “พูดเหมือนเราเป็นคนดี”
“เราไม่ดีหรอก เราเองก็กลัวผิดหวัง… แต่จะเดินกับเธอจนสุดทาง”
ฤดูฝนถัดมา นิยายฝนได้รับการตอบรับครั้งแรก ทั้งสองคนกลับมาเดินคู่กันในคืนฝนโปรยเบาๆ ฝนยื่นร่มคืนให้ภูผา เขามองหน้าเธอแล้วพูดว่า “เราว่าคราวนี้เราดูดาวจริงๆ ดีกว่า ซักวันฟ้าคงเปิด”
ฝนยิ้มอย่างมีความหวัง “ดาวอยู่ตรงนี้แหละ อยู่ที่เราไม่กลัวจะดูมันไปด้วยกัน”
ทั้งสองยืนเคียงกันในสายฝน ใต้ดาวที่ไม่อาจมองเห็นแต่รู้ว่ามีอยู่จริง เหมือนความรักที่เติบโตและผ่านบททดสอบมาด้วยกัน—ครั้งแล้วครั้งเล่า