ใต้เพดานสีดำ
เสียงเพลงจากโทรศัพท์ดังก้องในห้องโถงแคบ ๆ ของหอพักหญิงหลังเก่า มืดทึบ เสียงรองเท้าผ้าใบปะทะพื้นเป็นจังหวะเบา ๆ กลิ่นแกงจืดจากครัวลอยมากระทบประสาทสัมผัส นักศึกษาหญิง 4 คน—จันท์, พริ้ม, มีนา, บัว—นั่งรายล้อมบนพื้น ผนังซีดที่พ่นสีลอกล่อนดูเหมือนจะบีบรัดทุกคนให้ใกล้กันยิ่งขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จันท์ปรายตาเก็บกวาดเศษห่อขนม เสียงถอนหายใจเบื่อหน่าย “หนังเรื่องนี้แม่งไม่มีอะไรเลยว่ะ” เสียงจันท์กระด้างแต่แฝงแววเหน็ดเหนื่อย พริ้มเงียบ ไม่มีใครกล้าแย้ง เธอจ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างไร้จุดโฟกัส มีนาเอื้อมหยิบชีทเรียน พลางออกนอกเรื่อง “พรุ่งนี้ส่งรายงานของอาจารย์ภัทรใครยังไม่ได้ทำ สารภาพมาเดี๋ยวนี้” เธอพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ บัวหัวเราะแห้ง ๆ “กูยังไม่ได้แตะเลย” เสียงหัวเราะแผ่วเบาแหว่งกลางอากาศที่เหนียวเหนอะ
ไฟช็อตดังแป๊ะ แสงสั่นไหว ทุกคนตกใจถลึงตา ใบหน้าขาวซีดของบัวปรากฏวูบใต้แสงไฟจ้าสุดท้าย ก่อนห้องจะกลืนเข้าสู่ความมืด
มีนาเดินไปหน้าต่าง “เมื่อคืนไฟดับอีกแล้วเหรอวะ ฝนก็ไม่ตก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น จันท์เดินไปเปิดอย่างระแวดระวัง แมวสีดำพุ่งเข้ามาก่อนบานประตูจะเปิดสุด “อีกแล้ว! มันไปไหนมา” พริ้มถามเสียงสูง มีนาอุ้มแมวขึ้นมา “เธอตัวเย็นเฉียบเลยแฮะ” นัยน์ตาหลังกรอบแว่นเต็มไปด้วยคำถาม บัวกลืนน้ำลาย หน้าซีด รูดบัตรลงเวลาในใจ
เสียงโทรศัพท์ของพริ้มดังขึ้น องศาหน้าเธอเปลี่ยน จ้องตัวหนังสือบนหน้าจอนิ่ง “ข้อความจากปลา…” เธอกระซิบ ทุกคนชะงัก
มีนาเอื้อมมือถืออ่าน “ขอโทษ พวกเธอ ฉันต้องไปก่อน…” ข้อความนั้นว่างเปล่า ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการลา บัวเขย่าพริ้ม “ปลามันไปไหน?” ไม่มีใครรู้ ทุกคนสบตากันเงียบงัน ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ภาพกะพริบสลับเสียงเต้นของหัวใจ เพลงนาฬิกาข้อมือมีนาดังเบาๆ เป็นเพียงลมหายใจของความหวาดกลัวล่องลอย
รุ่งเช้า ความอึดอัดเกาะกินห้องพัก ความเย็นจากหน้าต่างเก่าทำให้ทุกการเคลื่อนไหวช้า มีนาใจร้อนจนต้องเร่งเพื่อน “มึงควรโทรหาปลาก่อนจะสาย” จันท์ล้วงมือถือ แต่เสียงสั่นลอดกรอบหน้าเธอกัดกร่อนสติ “เสียงมันตัด… มันปิดโทรศัพท์” พริ้มพูดเบา เงียบอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องแมวดำที่นอนขด เงาสาดยาวจากแสงเช้าทำให้มันดูอึดอัด
บัวพยายามยิ้มกลบเกลื่อน “มันคงกลับบ้านเฉย ๆ” มีนาค้านทันที “ปลาไม่เคยหนีเรียน” จันท์เสริม “ล่าสุดเธอทะเลาะกับใครป่าว?” พริ้มหลบตา ไม่มีเสียงตอบ ทุกอย่างแขวนอยู่กลางอากาศ
เย็นวันเดียวกัน ตำรวจสองนายเดินสอบถามรปภ.ที่ประตูหอพัก เสียงวิทยุจอแจเบา ๆ มีนาเหนื่อยใจเดินมาห้องรับแขกที่อบอุ่นน้อยลง พริ้มพูดติดขัด “เราต้องบอกพ่อแม่ปลาใช่มั้ย” เธอพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาสั่นไหว
ภายในห้องน้ำเก่า จันท์ยืนพิงประตู ทอดถอนหายใจลึก เหงื่อไหลซึมหน้าผากสายตาขุ่นหมอง คำถามคาใจ “หรือเราพูดแรงเกินไปตอนนั้น…” เงาสะท้อนในกระจกบิดเบี้ยวตามแสงหลอดไฟสั่น ๆ
มีนาเดินออกห้อง มองซ้ายขวา เหลือบเห็นกระดาษโน้ตแปะประตู “อย่าตามหา” ลายมือสั่น มีแต่ความเงียบ บัวดึงแขนจันท์ “ปลาอาจโดนอะไร…” เธอพูดไม่จบ คำว่าโดนอะไรแขวนอยู่ในอากาศหนา
คืนนั้น กลุ่มเพื่อนแยกย้ายเข้าห้องกันเงียบ ๆ เสียงโทรศัพท์มีนาดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เบอร์ต่างประเทศ “สวัสดีคะ…เอ่อ มีนา….” ปลายสายเงียบ งั้นเงียบไปนาน พริ้มเปิดลำโพง ทุกคนเงี่ยหูฟัง มีเพียงเสียงลมหายใจครู่หนึ่งก่อนจะตัดสาย
มีนานั่งกอดเข่า เสียงหัวใจเต้น ชั่วครู่ เสียงกริ่งประตูดังบาดลึกกลางดึก ทั้งสี่สะดุ้ง ทุกคนกอดกันแน่น บัวเดินตรงไปหยุดหน้าประตู มองที่ตาแมวเห็นเพียงเงามืดยาว ๆ “ใครน่ะ?” บัวกระซิบ ไม่มีเสียงตอบ
จันท์กลั้นใจดึงบัวถอยออกมา “อย่าเปิดประตู” พริ้ม ปากสั่นเอื้อมจับมือถือ “แจ้งตำรวจดีมั้ย…” สีหน้าทุกคนผันเปลี่ยนเป็นความกลัวโดยไม่ตั้งใจ
รุ่งเช้า มีนารีบพาเพื่อนไปที่สถานีตำรวจ แจ้งความเรื่องปลาหาย ตำรวจหญิงรับแจ้งด้วยท่าทีระแวดระวัง “มีใครเคยเห็นปลามีปัญหากับใครบ้าง?” เสียงหนักของตำรวจปะทะใจพริ้ม “ไม่มีค่ะ เธอ…เธอเครียดเรื่องบ้าน แต่ไม่บอกใคร” พริ้มเสียงหาย จันท์สบตากดดัน ส่วนบัวกุมมือมีนาแน่น มีนาไม่พูดอะไรนอกจากจ้องตาล่าย
เช้านั้น ในหอพักเต็มไปด้วยเสียงกระซิบ เพื่อนข้างห้องถามไถ่ “ตกลงปลาหายจริงเหรอ?” เสียงซุบซิบแทงใจ เพื่อน ๆ หลีกเลี่ยงสายตา มีนาร้องไห้ในห้องน้ำ พร้องกับเสียงน้ำหยดข้างกำแพง
คืนถัดมา เสียงแมวร้องยาวกลางโถง บัวตื่นควานหาไฟฉาย แสงเย็น ๆ จากหน้าต่างส่องกระทบซอกหลืบใต้เพดานสีดำ เงาที่เคยนิ่งกระเพื่อมเหมือนกำลังขยับ
พริ้มพูดเสียงพร่า “มันเหมือนมีอะไรอยู่บนเพดาน…” มีนาเบิ่งตา จันท์ยิ้มเย้ย “กลัวผีเหรอ?” แต่คำพูดของเธอกลบความกังวลในใจไม่มิด บัวตะโกน “หยุดแกล้ง เดี๋ยวก็จับเพดานให้ดูจริงเลย” เธอฝืนเสียงหัวเราะ มือสั่น
เช้าวันใหม่ ตำรวจพูดถึงกล้องวงจรปิด หลักฐานมีเพียงเงาคนเดินออกจากอาคารกลางดึก ไม่มีรอยต่อของปลา ทุกคนเงียบเหมือนตายทั้งเป็น มีนาเริ่มสืบสวนเอง เธอค้นสมุดบันทึกปลาพบโปสการ์ดปริศนา “อย่าปล่อยมือฉัน” ด้านหลังมีรูปถ่ายมุมสูงบนเพดานห้องพัก
พริ้มค่อย ๆ เปิดใจ “ฉันเคยได้ยินปลาร้องไห้บนดาดฟ้าคืนที่เธอไป” จันท์ตะลึง “ทำไมไม่บอกแต่แรก?” พริ้มหน้าจืด “ฉัน…กลัว เธออารมณ์ไม่คงที่ อยู่ด้วยแล้วเครียด” มีนาพูดเสียงเย็น “แล้วปลาพูดอะไรกับเธอ?” พริ้มกลืนน้ำลาย “เธอบอกว่าอยากหายไป”
ความกดดันสะสม ความหวาดกลัว กลิ่นเก่าในหอพักกลายเป็นความเย็นยะเยือก มีนาเริ่มห่างเหินจากเพื่อน สองวันเงียบ ทุกคนต่างถอยห่างใส่กันด้วยความระแวง
คืนหนึ่ง มีนานั่งคนเดียว มือถือสั่นขึ้น เจอเบอร์โทรแปลก เธอรับสาย น้ำเสียงแหบพร่า “อย่าตามหาอีก…” เสียงนั้นเหมือนปลามาก แต่เต็มไปด้วยความเศร้า มีนาตะโกนกลับ “กลับมาสิ ขอร้อง!” ปลายสายตัดเสียง เกิดเสียงคลิกเหมือนมีดตกกับพื้น มีนาใจสั่น กรีดร้องอย่างควบคุมไม่ได้
รุ่งสางหลังคืนอันไร้แสง ทุกคนรวมตัวในห้องโถง บัวเปิดอก “ตั้งแต่ปลาหายไป ฉันฝันเห็นเงาดำที่หัวเตียงทุกคืน” จันท์พูดเสียงสั่น “เราทุกคนต่างรู้สึกผิดใช่ไหม” มีนาเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง “เรา…เราทุกคนอาจทำให้ปลาหายไปเอง” เสียงสะอื้นบิดเบี้ยว บัวและพริ้มโอบกอด
วันนั้น ตำรวจแจ้งพบบัตรนักศึกษาปลาที่ลานจอดรถร้าง ใต้เพดานโลหะเก่า สนิมจับเป็นปื้น เพื่อนทั้งสามยืนมองพื้นที่แปลกหน้าด้วยหัวใจหวิว พริ้มเอื้อมมือจับรั้วเหล็ก “ถ้าปลาอ่านออก เขาจะรู้ว่าเราไม่ตั้งใจ…” มีนากระซิบ “แต่เราทำร้ายเธอโดยไม่รู้ตัว” บัวกระชับมือแน่น น้ำตาไหล
กลางคืน เพื่อนสามคนกลับห้อง ได้กลิ่นควันธูปลอยมาจากดาดฟ้า เมื่อขึ้นไปเห็นกล่องของขวัญเล็ก ๆ มีจดหมายจากปลา “ขอโทษที่ต้องไป ฉันขอโทษที่อยู่ไม่ไหว พวกเธอเก่งกันมาก แค่อย่ามองฉันด้วยแววตาเกลียดฉัน” มีนาสะอื้น “เราไม่เกลียด เธอแค่ต้องให้อภัยตัวเอง”
เช้าวันต่อมา ทั้งสามนั่งเคียงข้างกันบนขอบหน้าต่าง พริ้มถอนหายใจ “ปลาอาจไม่กลับมาอีกแล้ว” จันท์พูดเสียงแผ่ว “เราเหลือแค่กันและกัน” สีหน้าเปราะบางแต่นุ่มนวล มีนาขยับจับมือเพื่อนทั้งสองแน่น ไม่เอ่ยถ้อยคำ แต่แสงสว่างอ่อนโยนคลี่คลายบรรยากาศอึมครึม
หนึ่งสัปดาห์ผ่าน ทุกคนหยิบชีทเรียนออก ศึกษา เตรียมสอบ อึมครึมยังไม่จางแต่มีประกายบาง ๆ ของความหวัง บัวหัวเราะออกมาเมื่อมีนาเผลอตอบคำถามผิดๆ จันท์แกล้งเขียนโน้ตแหย่พริ้ม มิตรภาพขมอมหวานคุกรุ่นในอากาศ
กลางหัวค่ำ ขณะนั่งทบทวนตัวเองในห้อง พวกเธอเงยหน้ามองเพดานสีดำอีกครั้ง เงาสะท้อนดวงไฟสั่นไหวเหมือนดวงใจที่รับความผิดไว้ ทั้งหมดค่อย ๆ ลุกขึ้น ยืนเคียงข้าง เปิดหน้าต่างรับลมร้อนเข้าไปแทนที่ความเย็นยะเยือก มีนาเอ่ยเสียงสั่นแต่หนักแน่น “ให้พวกเราปล่อยปลาไป…ครั้งสุดท้าย” ไม่มีใครพูด ไม่มีน้ำตา แต่ต่างพยักหน้าเงียบ ๆ ภาพสุดท้ายจบลงด้วยแสงจางบนใบหน้า ทั้งหมดสบตายิ้มให้กันใต้เพดานสีดำที่นิ่งสงบดุจคืนใจจากเงามืด