คุณคือโลกทั้งใบ (You Are My Universe)
ช่วงปลายฤดูฝน ถนนหน้าตึกสำนักงานค่อย ๆ เปียกชุ่ม พีทเดินย่ำเข้าตึกอย่างเร่งรีบ เห็นเวลาในมือถือว่าเกือบจะสาย เขาเอื้อมเช็ดหยดฝนบนหน้าผาก พนักงานหลายคนในบริษัทกำลังต่อแถวลิฟต์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!‘พีท! นี่นายเพิ่งมา?’ อู๋ เพื่อนร่วมทีมทักเบา ๆ
‘รถติดว่ะ ฝนตกอีก’ พีทพูดย่นคิ้ว
เมื่อถึงชั้น 18 เขาเดินเข้าออฟฟิศ ฝ่ายออกแบบเต็มไปด้วยโปรเจ็กต์ยุ่งเหยิง พีทหยิบกระเป๋าวางกองกับโซฟา แล้วหันไปรับกาแฟเย็นจากมะเหมี่ยว เพื่อนในทีม
‘ได้ยินว่าทางการตลาดจะแจมโปรเจ็กต์นี้ด้วย’ มะเหมี่ยวพูด
พีทถอนหายใจ ‘อีกแล้วเหรอ พวกนั้นไม่เข้าใจสายออกแบบเลย’
ยังไม่ทันตั้งตัวเมย์ก็เดินเข้ามา เธอถือแฟ้มแนบอก ท่าทางเฉยเมย
‘อรุณสวัสดิ์ค่ะ เช้านี้เรามีประชุมโปรเจ็กต์กับทีมออกแบบนะคะ’ เสียงของเธอนิ่ง สีหน้าไม่เผยอารมณ์
สายตาทุกคนมองตามหลังเธอเมื่อเดินไปอีกฝั่ง พีทกระซิบกับมะเหมี่ยว ‘ต้องเหนื่อยอีกแน่ ๆ’
ในห้องประชุม เสียงโปรเจ็กต์เตอร์ดังพร้อมกับสไลด์แรก เมย์แจกแจงเป้าหมายการตลาด กราฟและตารางวางแน่นหนา พีทนั่งฟัง ขยับนิ้วอย่างไม่ได้สนใจนัก
‘ดีไซน์มันควรจะฟีลกว่านี้นะครับ ไม่ใช่ทำตามสูตรตลอดจนดูเหมือนเว็บอื่น ๆ’ พีทตั้งคำถามขึ้นกลางที่ประชุม เสียงเขาฟังดูมีแววกระทบกระเทียบ
เมย์หยุดมองเขานิ่ง ๆ ‘ฟีลก็คือยอดขายค่ะ คุณพีท ผลงานที่ผ่านมาของคุณ ทำมาสวยแต่ไม่ค่อยขึ้นยอด เราอยากวางกรอบชัดกว่านี้’
บรรยากาศตึงเครียด อู๋ถีบขาใต้โต๊ะกระตุกให้พีทลดโทนเสียง
เมื่อจบประชุม พีทเดินลิ่วออกมาอย่างหัวเสีย เมย์ยังก้มอ่านแฟ้ม ไม่เฉลยความรู้สึกใด ๆ อู๋กระซิบ ‘ใจเย็นเว้ย แค่สัปดาห์แรกเอง’
บ่ายวันนั้น พีทยังหัวฟัดหัวเหวี่ยง มะเหมี่ยวยื่นกระดาษสเก็ตซ์ให้ดู ‘แกต้องปรับแบบตามบรีฟเขาหน่อยมั้ย?’
‘ทำไมฉันต้องฟังพวกเขาตลอดวะ’ พีทบ่น อารมณ์ยังขุ่นมัว
เมย์ยืนอยู่ไม่ไกล เหลือบเห็นพีทขีด ๆ เขียน ๆ แล้วเดินเข้าหา ‘ถ้าฟังกันบ้าง ผลคงออกมาดีกว่านี้นะคะ’
พีทเงยหน้ามองเหมือนจะโต้ตอบ แต่เลือกหันหลังกลับ
วันต่อมา ทีมงานประชุมเย็นอีกครั้ง เมย์แจกแจงสรุปตัวเลขจนทุกคนดูเหนื่อยล้า พีทนั่งพิงเก้าอี้ส่ายหัว ‘ตัวเลขมันเยอะไป อารมณ์นี้มันสร้างยากนะครับ’
‘คุณพีทคะ ทุกงานต้องมีเป้าหมาย ถ้ายึดแต่อารมณ์ สุดท้ายก็ว่างเปล่า’ เมย์พูดและเดินออกจากห้องทันที
พีทเอาข้อศอกเท้าโต๊ะ ถอนหายใจลึก ๆ อู๋ตบบ่า ‘เอาน่า ไว้ใจได้ พรุ่งนี้เดี๋ยวทุกอย่างดีขึ้น’
พีทกลับถึงห้อง สายฝนซาลง เหม่อมองหน้าต่าง แล้วหยิบสเก็ตช์มาเพ่งดู พึมพำกับตัวเอง ‘จริง ๆ กูอยากทำอะไรที่คนรู้สึกมากกว่ายอดขายนะ’
อีกวันสาย พีทลองปรับดีไซน์ตามกรอบที่เมย์เสนอ บางอย่างดูไม่เข้ากัน แต่เขายื่นแบบใหม่ให้เธอ ‘ลองดูหน่อย’
เมย์เงียบไปสักครู่ รับกระดาษ แววตายังไม่เปลี่ยนอะไร ‘มันขาดแรงบันดาลใจนะคะ เหมือนฝืนตัวเอง’
พีทเม้มปาก ไม่ตอบ โต๊ะประชุมเงียบขึ้นกะทันหัน อู๋หันไปกระซิบ ‘แกโอเคปะ?’
‘ไม่อะ ทุกคนแม่งชอบให้กูเปลี่ยนเป็นคนอื่น’
เย็นวันหนึ่ง บริษัทจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ในห้องพัก พีทไปนั่งมุมหนึ่ง เมย์นั่งอีกมุมกับทีมตัวเอง มีเพื่อนแซวเรื่องหัวหน้าที่จริงจังเกินไป เมย์แค่ยิ้มจาง ๆ ไม่พูด พีทดูจากไกล ๆ แล้วถอนหายใจ
เมื่อทุกคนเมากำลังดี พีทกับเมย์บังเอิญออกไปที่ระเบียงพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างเงียบ พีทจุดบุหรี่สูบแล้วเก็บใส่กระเป๋าอย่างเร็วเพราะฝนเริ่มตก
‘เคยทำอะไรผิดพลาดมั้ย?’ เขาเอ่ยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมย์นิ่งไป มองเมืองเบื้องล่าง ‘เคยค่ะ ครั้งหนึ่งตัดสินใจพังโปรเจ็กต์ใหญ่ โดนสั่งย้ายงานมาอยู่ที่นี่’
‘ผมเคยลาออกกลางคัน เพราะหัวหน้าบังคับทิศทางทั้งหมด’
เมย์พยักหน้ารับรู้ ทั้งคู่เงียบนาน เหมือนจะเข้าใจกันมากขึ้นโดยไม่ต้องพูด
หลังปาร์ตี้ เมย์เริ่มเวียนเดินไปดูโปรเจ็กต์ฝ่ายออกแบบถี่ขึ้น บางทีแค่ยืนมองพีททำงานโดยไม่พูด บางทีก็เสนอไอเดียเบา ๆ พีทเริ่มได้รับฟังบางอย่างบ้าง แม้ในใจจะยังต่อต้าน
ช่วงหนึ่งทีมต้องเร่งงานโปรเจ็กต์ใหญ่ พีทออกแบบส่วนประกอบหลัก เมย์คอยตามเช็คตามกุม บางครั้งเถียงกันเสียงดังต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน จนมะเหมี่ยวอดแหย่ไม่ได้ ‘นี่มันตีกันหรือแอบเป็นอะไร?’ ทุกคนหัวเราะกลบความเครียด
คืนวันเสาร์ พีทนั่งคุยกับอู๋ในร้านเหล้า ‘แกคิดว่าหัวหน้าฝ่ายตลาดจริงจังไปมั้ย?’
‘เขาเก่งนะเว้ย แต่เหมือนเขากลัวอะไรสักอย่าง’ อู๋ตอบ
‘กลัวอะไร?’
‘กลัวล้มเหลวมั้ง หรือกลัวคนไม่เห็นค่า’
ทั้งพีทและเมย์เริ่มสังเกตนิสัยกันมากขึ้น ถึงจะไม่พูดตรง ๆ สายตากลับบอกว่าเริ่มเข้าใจอีกฝ่าย
พอแลนช์โปรเจ็กต์ออกไป ยอดขายไม่ดีทั้งคู่ต่างโดนตำหนิ เมย์รู้สึกผิด ลังเลอยากลาออก ขณะเดียวกัน พีทเสียความมั่นใจ
วันหนึ่งในการประชุม เมย์เงียบผิดปกติ คนในทีมต่างคาดคั้นให้เสนอไอเดียใหม่ พีทเห็นเมย์วางมือเหนือโน้ตบุ๊ค ลังเลนาน ก่อนพูด ‘ผมมีไอเดีย ลองกลับไปฟังความรู้สึกผู้ใช้งานจริงอีกทีดีมั้ยครับ?’
เมย์พยักหน้าเชื่องช้า เพล้งบรรยากาศที่เคยขัดแย้งกลายเป็นร่วมมือ
พีทชวนเมย์ไปสำรวจผู้ใช้จริงที่คาเฟ่ พวกเขานั่งฟังความเห็นลูกค้า เดินตากฝนกลับออฟฟิศ หัวเราะเงียบ ๆ เมย์เผลอปรึกษาเรื่องที่บ้านตนเองกับพีทเป็นครั้งแรก
วันต่อมา เมย์โทรหาพ่อ แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมรับการตัดสินใจของเธอในอดีต เมย์นั่งน้ำตาคลอในห้องประชุม
พีทยื่นทิชชู่เงียบ ๆ ส่งตาให้กำลังใจ เธอรับไว้ พึมพำ ‘ขอบคุณค่ะ’
ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เปิดใจมากขึ้น เมย์เผยว่าเคยล้มเหลวกับความรักและงาน พีทยอมรับว่าเคยหนีปัญหาและตัดสินใจผิดจนถูกตราหน้าว่าไม่สู้ชีวิต
ช่วงสิ้นปี มีโอกาสปรับโครงสร้างบริษัท เมย์โดนข่าวลือว่าอาจจะถูกย้ายงานอีกครั้ง เธอกดดันและห่างเหินจากพีทเพื่อโฟกัสกับงาน
พีทพยายามถามแต่ถูกเลี่ยงคำตอบ เขาเริ่มหงุดหงิด ใจหายเพราะกลัวเสียเมย์ไป อู๋กระซิบ ‘บางทีคนเราแค่กลัวเสียหน้าก็เลยถอย’
วันหนึ่ง พีทไปคาเฟ่เจอเมย์นั่งจมอยู่กับโน้ตบุ๊ค เขาเดินเข้าไปนั่งข้าง เงียบ ‘จะไปหรือเปล่า?’
เมย์ปฏิเสธ ‘ยังไม่รู้ อยากอยู่แต่กลัวผิดหวังอีก’
‘ผมก็กลัว’ พีทสารภาพเบา ๆ สีหน้าจริงจัง ‘แต่ถ้าไม่สู้ต่อ มันจะจบแบบเดิมอีก’
ช่วงนี้ทั้งคู่ห่างกัน แม้งานจะยุ่งแต่ต่างคนต่างคิดถึงกัน เมย์นั่งรถกลับบ้านฝ่ารถติด เธอเผลอยิ้มเมื่อได้อ่านข้อความสั้น ๆ จากพีทที่ส่งมา ‘สู้ปะวะวันนี้?’
ไม่กี่วันต่อมา พีทได้โอกาสนำเสนอโปรเจ็กต์ใหม่ครั้งสุดท้าย ทีมงานต่างลุ้น เมย์นั่งมุมห้องอย่างประหม่า ภาพสไลด์แสดงทั้งงานศิลป์และแผนธุรกิจที่สมดุล
‘เราเชื่อว่างานนี้จะสร้างความรู้สึกและยอดขายไปพร้อมกัน’ พีทพูดจริงใจ
เสียงปรบมือดังขึ้น ประธานบริษัทยิ้มและให้เดินหน้าต่อ เมย์ลุกขึ้นเดินมาหาพีท ยิ้มบาง ๆ
‘ขอบคุณที่ไม่วิ่งหนีเหมือนเดิม’
‘ขอบคุณที่กล้าเสี่ยงเหมือนกัน’
แม้ยังไม่มีคำว่าสารภาพรัก ทว่าในแววตาและท่าที ทุกคนในทีมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป
เย็นวันศุกร์ ฝนตกพรำ พีทเดินมาเจอเมย์บนระเบียง เงียบอยู่นาน ก่อนเมย์จะพูดเบา ๆ ‘ถ้ายังอยู่ด้วยกันแบบนี้…ผมก็ไม่อยากไปไหน’
พีทยิ้ม เอื้อมมือไปจับมือเมย์เบา ๆ เธอยิ้มตอบ น้ำตาคลอเล็กน้อย พีทพูดเสียงแผ่ว ‘ต่อไปนี้ ขอแค่เราเชื่อใจกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนะ’
แสงไฟของเมืองกระพริบ สองคนยืนเคียงข้างกันในคืนที่ฝนพรำ โลกทั้งใบของทั้งคู่ค่อย ๆ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง